ล็อกถล่ม ! เจ้าภาพจอดรถบัสยันกระทิง 1-1 ก่อนแม่นเป้าซิวตั๋วรอบ 8 ทีม

“เจ้าภาพ” รัสเซีย เปิดตำรารถบัสเล่นเกมรับเต็มอัตราศึกตลอด 120 นาทีก่อนดวลจุดโทษเอาชนะ สเปน 4-3 พลิกล็อกผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศเป็นทีมแรก

ฟุตบอลโลก 2018 รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่สนาม ลุซนิกี้ สเตเดี้ยม สเปน อดีตแชมป์โลกปี 2010 แชมป์กลุ่ม บี พบกับ รัสเซีย เจ้าภาพ รองแชมป์กลุ่ม เอ

ครึ่งแรกช่วงต้นเกมเป็น สเปน ที่ครองบอลได้ดีกว่า นาทีที่ 12 ทัพกระทิงดุได้เตะมุมจากฝั่งขวา เปิดเข้ามาก่อนที่ เซอร์เก อิ๊กนาเซวิช ผวาไปประกบ เซร์คิโอ รามอส แต่ดันมองแต่ตัวประกบเลยไม่เห็นบอลสุดท้ายเสียการทรงตัวกลายเป็นไปโดนเท้าของเขาเข้าประตูตัวเอง สเปนนำก่อน 1-0

สเปนครองบอลได้เยอะกว่าก็จริงแต่โอกาสจบยังน้อย และกลายเป็นรัสเซียมีลุ้นบ้าง นาทีที่ 37 จากบอลโด่งในแดนตัวเอง อาร์เตม ชูบา โหม่งพักบอลให้ อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน เติมขึ้นมาทางฝั่งซ้าย ก่อนที่สุดท้ายแข้งเจ้าภาพจะเชื่อมเกมกันก่อนที่ โกโลวิน จะได้จบด้วยการปั่นโค้งนอกกรอบเขตโทษเล่นทางหลุดกรอบไปนิดเดียว

นาทีที่ 40 รัสเซียได้เตะมุมทางฝั่งขวา ชูบา โหม่งไปโดนแขนของ เคราร์ด ปีเก้ ที่ชูขึ้นมา ผู้ตัดสินให้เป็นจุดโทษของรัสเซีย ก่อนที่ ชูบา จะลุกขึ้นมาสังหารเองไม่พลาด ให้รัสเซียตีเสมอเป็น 1-1

ช่วงทดเวลาการแข่งขัน สเปนได้ลุ้นประตูอีกครั้ง จากจังหวะที่ดาบิด ซิลบา จ่ายให้ ดิเอโก้ คอสต้า ในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ อิกอร์ อคินเฟเยฟ จะออกมาปิดมุม ทำให้คอสต้าเปิดย้อนกลับมาหน้าประตู ไม่มีใครเข้าถึงบอล จบครึ่งแรก สกอร์เสมอกันที่ 1-1

ครึ่งหลังหลังสเปนพับสนามบุกอยู่ฝั่งเดียว จากจังหวะเปิดฟรีคิกของ ซิลบา ให้คอสต้าได้โหม่งแต่ไม่ได้ประตูอีก

นาทีที่ 59 คอสต้า จ่ายบอลให้อิสโก้ ตัดริมเส้นก่อนที่จะจ่ายให้ซิลบาที่รอบอลอยู่แต่ อคินเฟเยฟ และ อิลย่า คูเตปอฟ ช่วยกันเคลียร์ทิ้งไปได้

ช่วงท้ายเกมรัสเซียจอดรถบัสเต็มตัว นาทีที่ 85 สเปนได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะยิงไกลนอกกรอบเขตโทษของ อันเดรส อิเนียสต้า บอลติดเซฟ อคินเฟเยฟก่อนที่ตัวสำรอง เอียโก้ อาสปาส จะได้ซ้ำก็ติดเซฟ อคินเฟเยฟอีก

ช่วงท้ายเกมสเปนได้เตะมุม ก่อนที่ แซร์คิโอ รามอส จะได้โหม่งแต่ข้ามคานไป ครบ 90 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องไปต่อเวลาพิเศษกันอีก 30 นาที

ช่วงต่อเวลาครึ่งแรกนาทีที่ 101 จังหวะของ อาสปาส ให้บอลไปที่ อเซนซิโอ ได้ยิงจากระยะกว่า 22 หลาแต่ตรงตัว อคินเฟเยฟ และนั่นคือจังหวะลุ้นครั้งเดียวในช่วงต่อเวลาครึ่งแรกที่ยังเสมอกัน 1-1

ครึ่งหลังนาทีที่ 109 จังหวะยิงของ โรดริโก้ ตัวสำรองคนที่ 4 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ยิงไปติดเซฟของ อคินเฟเยฟอีกครั้ง

นาทีที่ 115 จากจังหวะฟรีคิก อิ๊กนาเชวิชไปเหนี่ยว แซร์คิโอ รามอส ในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจาก VAR แต่ยืนยันว่าไม่ให้จุดโทษ

ช่วงเวลาที่เหลือก็ไม่มีประตูเพิ่ม จบ 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องไปดวลจุดโทษตัดสิน ก่อนที่รัสเซีย จะยิงได้แม่นกว่า เอาชนะไป 4-3  ผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ รอลุ้นผู้ชนะระหว่าง โครเอเชีย หรือ เดนมาร์ก ในรอบต่อไป

Comments