อังเคล ดิ มาเรีย : เหตุใดความสัมพันธ์กับแมนฯยูไนเต็ดถึงพังทลาย

อังเคล ดิ มาเรีย เป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนแมนฯยูไนเต็ดใส่ชื่อไว้ใน “แบล็คลิสต์” และพร้อมแจกเสียงโห่เมื่อเขากลับมาเยือนที่โรงละครแห่งความฝัน

จริงอยู่ว่าเขาไม่ได้ย้ายไปร่วมทีมคู่อริ หรือมีปัญหาขัดแย้งกับผู้จัดการทีมแบบชัดเจนอย่างกรณี “คาร์ลอส เตเวซ” (ที่มีส่วนเชื่อมกันคือ ทั้งคู่เป็นชาวอาร์เจนไตน์เหมือนกัน)

แต่การกระทำบางอย่างของ ดิ มาเรีย จนกระทั่งวันที่จากไป ก็ทำให้แฟน “ปีศาจแดง” รู้สึกว่านักเตะคนนี้ไม่ได้ให้ใจหรือเห็นคุณค่าของเสื้อสีแดงที่เขาสวมใส่มากนัก โดยเฉพาะวันที่เขาโยกไปใส่เสื้อสีกรมท่าของ ปารีส แซงต์ แฌร์กแม็ง ซึ่งเขาภูมิใจกับมันมาก

เร้ด อาร์มี่ กล่าวว่า ดิ มาเรีย คือหมายเลข 7 ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

กระนั้น การไปว่าร้าย ดิ มาเรีย เพียงฝั่งเดียวก็ไม่ถูกนัก เพราะมันก็คงมีเหตุผลที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ดาวเตะจอมแอสซิสต์แดนฟ้า-ขาว ต้องจบลงเยี่ยงศัตรู และไม่มีวันกลับมาญาติดีกันได้

1. ดิ มาเรีย ย้ายมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเพราะอะไร?

ภาพ : talkSPORT

ยูไนเต็ดในยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตามจีบ ดิ มาเรีย ตั้งแต่สมัยอยู่กับ เบนฟิก้า อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเลือกย้ายตามฝันไปที่ เรอัล มาดริด กระทั่งประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2014 ฟอร์มของเขานับว่าดีที่สุดของยุโรปในปีนั้น และติดทีมยอดเยี่ยมของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ว่า

แน่นอน ดิ มาเรีย คงไม่ได้อยากย้ายออกจาก เรอัล อยู่แล้ว หากมันไม่มีเหตุผลให้กินแหนงแคลงใจ เพราะประเด็นคือแม้ว่าเขาจะโชว์ฟอร์มโคตรเทพที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว แต่ เรอัล กลับไม่เห็นค่า ไปดึงกองกลางอย่าง ฮาเมส โรดริเกซ หรือ โทนี่ โครส เข้ามาเสริมทีม

ทำดีไป ทุ่มเทไปก็ไร้ค่า สุดท้ายเขาก็ไม่เห็นเราในสายตา นี่คือสาเหตุที่ทำให้ ดิ มาเรีย อยากย้ายออกจาก เรอัล มาดริด ไม่ได้อยากย้ายออกเพราะไม่รักทีม แต่น้อยใจทีมที่ไม่ได้ประเมินค่าเขา สมกับที่เขาแอสซิสต์หรือจ่ายประเคนบอลให้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงไม่รู้กี่ประตู

กระทั่ง โรนัลโด้ ยังบ่นออกสื่อว่า เสียดายที่ดิ มาเรีย ย้าย แล้วใครจะแอสซิสต์ประตูให้เขากัน?

ในขณะที่ ดิ มาเรีย น้อยใจ อยากเลิกกับแฟนคนรวยที่ไม่เห็นค่า ทันใดนั้น อีกหนึ่งคนรวยที่หมายปองเขามานานอย่าง ยูไนเต็ด เพิ่งจะสร้างอาณาจักรใหม่หลังยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันไม่ถึงปี พวกเขาปลด เดวิด มอยส์ กุนซือสก็อตที่บารมีไม่ถึง และแต่งตั้งปรมาจารย์ลูกหนังหลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาทำทีม

ทุกอย่างดูโอเคมาก แมนฯยูไนเต็ด เป็นสโมสรใหญ่ จ่ายเงินถึง , ฟาน กัล เป็นโค้ชชื่อดัง และแน่นอนว่า เมื่อเขาไป เขาได้เป็นตัวหลักในทีมแน่นอน

**ประเด็นอยู่ที่นี่ครับ ประเด็นอยู่ที่ ดิ มาเรีย ไม่ได้อยากย้ายไป แมนฯยูไนเต็ด เพราะ แมนฯยูไนเต็ด แต่ย้ายไปเพราะ “ปีศาจแดง” ตอบโจทย์ให้ผลประโยชน์เขาได้

เหมือนยอมคบกันด้วยผลประโยชน์ตั้งแต่แรกล่ะครับ ไม่ได้รักกันด้วยใจ ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดหรอกครับ แต่บางทีเราก็ต้องแยกว่า มีนักเตะที่อยากมาเล่นให้กับสโมสรด้วย Passion ด้วยใจจริงๆ กับนักเตะที่มาเพราะแค่สโมสรนี้ตอบโจทย์เขาได้

พูดง่ายๆก็คือ ดิ มาเรีย แค่หาสโมสรใหม่ที่เขาจะเล่นฟุตบอลได้ตามเงื่อนไขที่เขาต้องการเท่านั้น เขาไม่ได้อยากเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขนาดนั้นหรอก

2. เปลือกนอกที่สวยงาม

ภาพ : IBTimes UK

ดิ มาเรีย ย้ายมาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัวย้ายเข้าสถิติของสโมสรในเวลานั้น 59.7 ล้านปอนด์ เป็นการย้ายทีมค่าตัวแพงที่สุดอันดับ 6 ของโลกลูกหนังตลอดกาลในเวลานั้น และแน่นอน เขาได้สวมใส่เบอร์เสื้อที่มีคุณค่าต่อจิตใจของเหล่าเร้ด อาร์มี่มากที่สุด นั่นคือหมายเลข 7

แถมดาวเตะอาร์เจนไตน์ ยังย้ายมาพร้อมกับ ราดาเมล ฟัลเกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งดาวยิงชื่้อก้องที่สุดในยุโรปเวลานั้นอีกต่างหาก … ฟังแค่ชื่อของทั้งสองคน แฟนปีศาจแดงฝันไกลไปถึงการกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

แต่สิ่งที่ทุกคนจินตนาการกับความเป็นจริงไม่เหมือนกัน การมาของ ดิ มาเรีย และ ฟัลเกา มีแค่เปลือกนอกที่ดูดี แต่ฟอร์มในสนามกลับตรงกันข้าม

ถามว่าดิ มาเรีย ทุ่มเทเต็มที่ไหม ก็เต็มที่ในช่วงแรกครับ เขาย่อมต้องอยากให้ตัวเองประสบความสำเร็จกับสโมสรที่ตัวเองค้าแข้งอยู่ในเวลานั้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ในขวบปีเดียวที่เขาอยู่ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีสองอย่าง

– ปัญหากับหลุยส์ ฟาน กัล … แม้ช่วงแรกทุกอย่างจะดูสวยงาม ดิ มาเรีย แอสซิสต์กระจายยิงกระฉูด แต่ “ลุงกัล” เริ่มสับสนในตัวเอง ยึดมั่นปรัชญาแต่ฟอร์มของทีมถอยหลังไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ ดิ มาเรีย ที่ตกเป็นตัวทดลองแผนของกุนซือชาวดัตช์ เพราะเขาโดนจับไปยืนกองหน้าบ้าง ปีกขวาบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตำแหน่งที่เขาไม่ถนัด

พอเล่นได้ไม่ดี ฟาน กัล ก็มองว่า ดิ มาเรีย เล่นไม่ได้ตามแผน เริ่มดร็อปเขาออกทีมเรื่อยๆ ฟอร์มของ ADM ตกลงพร้อมกับความสำคัญที่เขามีต่อทีม เขาเริ่มกลายเป็นนักเตะที่กำลังจะล้มเหลวกับสโมสร

– ปัญหาส่วนตัว … ดิ มาเรีย เพิ่งมาค้าแข้งในอังกฤษเป็นปีแรก ปัญหาที่เขาต้องเจอแน่นอนคือเรื่องของภาษาและและการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม ซึ่งเจอแค่สองอย่างนี้ มาบวกกับการเข้ากับแท็กติกโค้ชไม่ได้ ฟอร์มตก ก็แย่อยู่แล้ว

แถมในกลางดึกคืนหนึ่ง ดิ มาเรีย กับครอบครัว ยังเจอเหตุการณ์โจรขึ้นบ้าน ซึ่งแม้ผู้ร้ายจะไม่ได้อะไรไป แต่ทำให้ดิ มาเรีย เสียขวัญจนเริ่มไม่อยากจะค้าแข้งที่นี่อีกต่อไปแล้ว

ฉะนั้นประเด็นก็ย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมเขียนในบรรทัดบน คือ ดิ มาเรีย ไม่ใช่คนท้องถิ่นของเราอยู่แล้ว เขาเหมือนคนนอกประเทศที่เข้ามาลองอาศัยลองทำงาน ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับเมืองหรือสโมสร

แถมช่วงท้าย ความสัมพันธ์ของเขากับ ฟาน กัล ยังแย่ลง จนสุดท้าย ดิ มาเรีย ตัดสินใจ “เท” หายจากสโมสรไปเฉยๆ ประมาณว่าพนักงานอยากลาออกจากออฟฟิศเต็มแก่ หมดใจ ตรูไม่อยากอยู่แล้วโว้ย

กระทั่งช่วงปรีซีซั่น ที่ ดิ มาเรีย กลับบ้านไม่ได้มาเข้าแคมป์กับทีม ฟาน กัล ให้สัมภาษณ์แบบงงๆ ไม่รู้ว่า ดิ มาเรีย หายตัวไปไหน กระทั่งท้ายสุด ปารีส แซงต์ แฌร์กแม็งยื่นข้อเสนอเข้ามา ยูไนเต็ด ตัดสินใจขายอย่างไม่มีทางเลือก และทีมขาดทุนไปราว 16 ล้านปอนด์

3.เหมือนจะกลับมาดี แต่กลายเป็นไม่เผาผี

ดิ มาเรีย แค่รู้สึกอยากย้ายไปในที่ที่จะตอบสนองความต้องการของเขามากกว่า แต่แฟนยูไนเต็ดมองว่าเขาไม่สู้ ไม่ทุ่มเทให้กับสโมสร และไม่คู่ควรกับเสื้อหมายเลข 7

และเมื่อเขาให้สัมภาษณ์ตอนเปิดตัวที่ปารีสว่า “ผมภูมิใจมากที่ได้สวมเสื้อ (เปแอสเช) ตัวนี้” ยิ่งทำให้แฟนผีรู้สึกน้อยใจและตั้งคำถามว่า แล้วตอนอยู่กับเราล่ะ นายไม่ภูมิใจหรือ?

เขาเลยกลายเป็นนักเตะ “เห็นแก่เงิน” คนหนึ่ง ที่แฟนบอลจดชื่ออยู่ในแบล็คลิสต์ แต่ขณะเดียวกัน ดิ มาเรีย ก็แค่สนุกกับฟุตบอลที่ตอบสนองเขาได้มากขึ้น มีสตาร์อยู่เต็มทีม เซนส์บอลถึงกัน ได้เล่นในตำแหน่งที่เขาถนัด ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็มีแชมป์ในประเทศติดมือทุกปี

เวลาผ่านไป 4 ปี แฟนยูไนเต็ดยังไม่ลืม แต่สำหรับ ดิ มาเรีย แน่นอนเมื่อนักข่าวถามจี้ใจเพื่อสร้างประเด็นก่อนเกม ว่าช่วงเวลาที่ล้มเหลวกับ ยูไนเต็ด เกิดขึ้นเพราะอะไร เขาก็ตอบเพียงว่า เป็นเพราะเขามีปัญหากับ หลุยส์ ฟาน กัล แค่นั้น และเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขาไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับเขา มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่เขาไม่มีความสุข ซึ่งพอเวลาผ่านไป เยียวยาแผลให้ดีขึ้น ความรู้สึกแง่ลบกับ ยูไนเต็ด อาจมีอยู่แต่ลดลงมาก แน่นอน เขาไม่ลืมความรู้สึกแย่ๆนั้น โดนโค้ชจับยืนตำแหน่งไม่ถนัด , โค้ชไม่ให้กำลังใจ , รู้สึกแปลกบ้านแปลกเมืองปรับตัวไม่ได้ , โดนโจรขึ้นบ้าน และสุดท้ายพาลเป็นไม่อยากอยู่ที่นั่นแล้ว

แต่ผมคิดว่า ดิ มาเรีย ไม่ได้เกลียดชังอะไร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แค่ไม่ได้ให้ใจมาตั้งแต่แรก และจากไปตอนที่ตัวเขารู้สึกว่ามันเข้ากับเขาไม่ได้

แต่เหตุการณ์เมื่อคืนที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เปลี่ยนความรู้สึกที่แค่ “ไม่ชอบ” ของ ดิ มาเรีย ให้กลายความโกรธและเกลียดชัง

แฟนบอลไล่โห่เขาตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งก็เข้าใจ ว่าจบกันไม่ดี แต่จังหวะที่น่าจะทำให้เขาไม่ทนอีกแล้วคือจังหวะที่เขาโดน แอชลี่ย์ ยัง กระแทกไปที่ริมเส้นจนชนกับรั้วกั้นข้างสนามอย่างหนัก … เขาบาดเจ็บจากนักเตะทีมเก่า… ในสนามซึ่งเป็นความทรงจำอันย่ำแย่ของเขา แต่สิ่งที่แฟนบอลยูไนเต็ดทำคือการรุมตะโกนด่าทอเขา ไม่ใช่การเห็นใจเมื่อเห็นเขาบาดเจ็บ

เหตุการณ์นั้นเลยนำมาสู่จุดแตกหัก… ได้! ในเมื่อเอ็งไม่อยากจบกันดีๆ งั้นก็ไม่ต้องมาเผาผีกันอีกเลย เมื่อ เพรสเนล คิมเพ็มเบ้ ทำประตูขึ้นนำ เขารีบไปเผชิญหน้ากับกลุ่มแฟนบอลและตะโกนว่า “F*** Off P*ta” (คำหยาบที่แปลว่า ไปไกลๆเถอะ ลูกโ*เ*ณี”) แถมมีช่วงหนึ่งที่เขากำลังจะไปที่มุมธงเพื่อเตะมุม และเจอแฟน ยูไนเต็ด ปาขวดเบียร์ลงไป เจ้าตัวคงรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว จึงหยิบขวดเบียร์ขึ้นมาทำท่าดื่มกวนประสาทกลับ

ข่าวดังกล่าวถูกตีไปทั่วโลกหลังเกมจบลง … เป็นประเด็นเคียงข่าวที่ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้เป็นเกมแรกนับตั้งแต่การทำทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา … แต่เรื่องราวของอดีตนักเตะที่แฟนยูไนเต็ดชิงชัง กับการกลับบ้านที่เขาไม่อยากกลับมา ก็เป็นประเด็นรองที่ถูกนำมาพูดถึงด้วยเช่นกัน

หากถามผมว่าประเด็นนี้ใครผิด? หรือเกิดขึ้นเพราะอะไร ผมคิดว่า “ความคาดหวัง” ต่างหาก เป็นต้นเหตุ

แฟนบอลยูไนเต็ด คาดหวังให้ ดิ มาเรีย ทุ่มเท ให้ใจกับสโมสรเต็มที่ เล่นด้วยฟอร์มที่ดีที่สุด สมกับที่ใส่เสื้อเบอร์ 7 แต่ก็ลืมไปว่านักฟุตบอลคนนี้ย้ายมาจากต่างถิ่้น , จิตใจของเขาไม่ได้เข้มแข็งมากนักเป็นทุนเดิม ค่อนข้างขี้น้อยใจ และเขายังได้รับการปฏิบัติที่เขาคิดว่าไม่เหมาะสมจากโค้ช

ดิ มาเรีย ก็คาดหวังว่า แฟนบอลจะสนับสนุนเขา ไม่ใช่มาตัดสินหรือต่อต้านเขา หรือโค้ชอย่าง ฟาน กัล ควรจะรู้ว่าเขาถนัดตำแหน่งไหน ไม่ใช่มาจับยืนมั่ว พอไปเล่นในบทบาทที่ไม่ถนัดแล้วเล่นไม่ดี ก็ดร็อปเสีย

…สรุปคือ แฟนบอล ต้องการให้ ดิ มาเรีย อยู่ข้างสโมสร … ส่วน ดิ มาเรีย ต้องการให้แฟนบอลและโค้ชอยู่ข้างเขา แต่ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเขาเลย

แน่นอนว่า ดิ มาเรีย คงไม่สามารถมาอธิบายให้แฟนยูไนเต็ดหลายร้อยล้านคนบนโลกเข้าใจในสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาเป็น … แต่ก็เป็นความผิดของเขาด้วย ที่ปล่อยให้ความขัดแย้งหรือรอยร้าวมันอยู่ตรงนั้นแล้วไม่สมานแผล เมื่อเวลานำพาให้กลับมาพบกัน รอยร้าวของทั้งสองฝ่ายก็กลับกลายเป็นแผลลึกที่ไม่สามารถกลับมาสมานให้เหมือนเดิมได้อีกต่อไป

ท้ายที่สุด มันก็เหมือนกับความสัมพันธ์ในทุกระดับของคน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ … อย่าคาดหวัง และจงใส่ใจ อยู่กันด้วยความเข้าใจ … ความสัมพันธ์ก็จะไม่จบลงอย่างร้าวฉานตลอดกาล เฉกเช่นเรื่องราวของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อังเคล ดิ มาเรีย

แนท ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

Comments