“เอล แดงดา vs มุ้ยซัง” ความแตกต่างข้ามเวลา

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

“เอล แดงดา vs มุ้ยซัง” ความแตกต่างข้ามเวลา

สเปน กับ ญี่ปุ่น

อีกหนึ่งความท้าทายของดาวยิงหมายเลข 1 ทีมชาติไทยอย่าง “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กับการได้โอกาสย้ายร่วมทีม ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า อดีตแชมป์เจลีก ญี่ปุ่น ในวัยย่าง 30 ปี

การย้ายทีมของอดีตดาวยิง ราชประชา กลายเป็นสโมสรต่างชาติที่ 4 ของเขา ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ , กราสฮอปเปอร์ ซูริค ทีมจากสวิตเซอร์แลนด์ และ อูเด อัลเมเรีย ทีมจากแดนกระทิงดุ สเปน กับ แมนฯซิตี้ และ กราสฮอปเปอร์ ธีรศิลป์อาจไม่ได้มีโอกาสขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ หากแต่เขาสานฝันตัวเองได้สำเร็จ ในสีเสื้อของ อัลเมเรีย จนสร้างกระแสให้แฟนบอลชาวไทย กดรีโมตโทรทัศน์ไปฮิต ลา ลีกา สเปนกันอยู่พักหนึ่ง

การผจญภัย ก็ยังเป็น การผจญภัย อยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะออกนอกด้ามขวานทองไปที่ใด หากแต่ ภารกิจทั้งสองครั้งของมุ้ย น่าจะมีความยากง่ายต่างกัน และนี่คือความแตกต่างระหว่าง ชีวิตที่ อัลเมเรีย และ “ชีวิตใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ดินแดน “คันธนูยักษ์” ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า

1.สไตล์การเล่น

แม้ว่าฟุตบอลสเปนจะมีภาพของ “ตีกีตาก้า” แห่งบาร์เซโลน่าเป็นภาพจำ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะทีมเล็กในลีกสูงสุดแดนกระทิงก็ยังเน้นใช้ความแข็งแกร่งของผู้เล่นรูปร่างสูงใหญ่ เป็นตัวหลักในการจบสกอร์หรือพักบอล

เมื่อ 3 ปีที่แล้วที่เรารอคอยเวลาที่ “มุ้ย” จะถูกเปลี่ยนลงสนาม ซึ่งก็คล้ายกับ “เมสซี่เจ” ในสีเสื้อคอนซาโดเล่ ซัปโปโร เมื่อฤดูกาลก่อน เรามักจะเห็นอดีตดาวรุ่งจากอัสสัมชัญธนบุรี พยายามอย่างมากที่จะมีส่วนร่วมกับเกม แต่หลายครั้งที่สไตล์บอลที่อัลเมเรีย ไม่เอื้อให้

แต่กับ “คันธนูยักษ์” ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า พวกเขาเน้นการโจมตีเร็ว และใช้ศูนย์หน้าลอบโจมตีชิงจังหวะกับไลน์กองหลังคู่แข่ง การเคลื่อนที่ขณะไม่มีบอลสำคัญมากกับการทำเกมรุก ซึ่ง ธีรศิลป์ น่าจะถนัดมากกับการเล่นในลักษณะนี้

2.สภาพอากาศ

สภาพอากาศที่สเปน และ ญี่ปุ่น แม้จะอยู่คนละซีกโลกแต่ก็ไม่ต่างกันมาก ที่อัลเมเรียค่าเฉลี่ยของอากาศจะอยู่ที่ 12-22 องศาเซลเซียส หนาวสุดอยู่ที่ 8 องศาเซลเซียส ขณะที่ ฮิโรชิม่า อยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น อากาศจะเย็นจัดเฉพาะช่วงหน้าหนาว อย่างช่วงที่เจลีกเปิดฤดูกาลในเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิจะอยู่ที่ 6 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเป็นหน้าร้อน เดือนสิงหาคม จะอยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส

แน่นอนทั้งสองประเทศมีสภาพอากาศที่คล้ายกัน คือมีช่วงที่หนาวจัดและร้อนจัด ดังนั้นเชื่อว่า “มุ้ย” ที่เคยไปเล่นในสเปน และใช้ชีวิตที่อังกฤษมาแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหากับการปรับตัวที่แดนใต้ของแว่นแคว้นซามูไร

3. ภาษา และ การปรับตัว

การไม่เข้าใจภาษาสเปน ส่งผลทำให้ “มุ้ย” เหมือนเป็นคนแปลกหน้าในห้องแต่งตัว แม้จะมีล่ามชาวไทยไปสื่อสารให้คร่าวๆ แต่รายละเอียดเบื้องลึกที่โค้ชต้องการสื่อ แน่นอนว่า ดาวยิงทีมชาติไทยคงไม่สามารถรับสารได้ขนาดนั้น

เรี่องนี้ส่งผลต่อการทำผลงานในสนามซ้อม เนื่องจากโค้ช ต้องการอีกอย่าง แต่ในเมื่อมุ้ยของเราไม่เข้าใจภาษา ก็ไม่สามารถเล่นได้ในแบบที่โค้ชต้องการ ผลคือ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่บนม้านั่งสำรองเท่านั้น

แต่ที่ ญี่ปุ่น อาจง่ายกว่านั้น ข้อแรกคือ อย่างน้อยก็เอเชียด้วยกัน และสองคือผู้เล่นญี่ปุ่นดูจะผูกมิตรกับแข้งไทยได้ง่าย ดูอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ เคน โทคุระ ดาวยิงเพื่อนร่วมทีมคอนซาโดเล่ ซัปโปโร

4. ประสบการณ์

การย้ายไปเล่นให้กับ อูเด อัลเมเรีย ถือเป็นการเล่นทีมชุดใหญ่ให้กับทีมต่างแดน ครั้งแรกของ ธีรศิลป์ แดงดา

ขณะนั้น อดีตดาวเตะทหารอากาศ อายุเพียง 26 ปี และเรียนรู้ถึงบรรยากาศ และความกดดันจากการเล่นฟุตบอลอาชีพที่ห่างไกลบ้านเกิด

หลังจากเล่นให้ อัลเมเรียแล้ว ธีรศิลป์ กลับสู่รังเอสซีจี สเตเดี้ยมเหมือนเป็นคนละคน เขารู้สึกเหมือนได้เล่นฟุตบอลในที่ที่ตัวเองรัก เขาถล่มสกอร์ไม่หยุด และปล่อยศักยภาพที่แท้จริงออกมาให้ทุกคนประจักษ์

ประสบการณ์ที่มุ้ยได้จากอัลเมเรีย และความมั่นใจที่เขาได้จากการกลับมาเล่นให้เมืองทองฯ น่าจะเสริมแรงบวก ให้การไปเล่นที่ ฮิโรชิม่าครั้งนี้ ไม่ยากอย่างที่เคยเป็น

5. ประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทย

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งค้าแข้งที่อัลเมเรีย ถือเป็นความแปลกใหม่ของวงการฟุตบอลไทย ที่ได้นักเตะคนแรกไปค้าแข้งในสเปน ห้วงเวลานั้น ธีรศิลป์ ไม่มีโอกาสกลับมาเล่นให้กับทีมชาติมากนัก เขาจำเป็นต้องอดทนใช้ชีวิตที่สเปน

สิ่งที่วงการฟุตบอลไทยได้มาจากธีรศิลป์ในเวลานั้นคือ “บทเรียน” และเป็นประวัติศาสตร์อีกบทที่สอนนักเตะไทยรุ่นหลังว่า การไปค้าแข้งในยุโรปนั้นไม่ง่าย

อีกทั้งสไตล์ฟุตบอลของทีมท้ายแถวในสเปน ไม่ได้สวยงามเหมือนทีมชั้นนำของลีก พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้ เอาตัวรอด พวกเขาต้องเคยชินกับความพ่ายแพ้ ความตึงเครียดในห้องแต่งตัว และโค้ชโดนไล่ออก

รูปแบบการเล่น ไม่ได้สละสลวย ขอแค่เข้าทำและจบสกอร์ให้ได้เป็นพอ เราจึงเห็นว่าขณะนั้น โทเมอร์ เฮเหม็ด อดีตดาวเตะอัลเมเรีย (ที่ปัจจุบันค้าแข้งกับไบรท์ตันในพรีเมียร์ลีก) มักจะได้โอกาสมากกว่า ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 3 ของทีมชาติไทย

แต่กับสไตล์การเล่นของฟุตบอลญี่ปุ่น ที่ไทย “จับต้องได้” มากกว่า และโอกาสของมุ้ย ที่จะได้เล่นตัวจริง ดูแล้วน่าจะมีมากกว่า เมื่อครั้งที่เขาเล่นที่อัลเมเรีย

ดังนั้น ทีมชาติไทยและ มิโลวาน ราเยวัช จะได้ความมั่นใจ และแท็กติกฟุตบอลที่ “มุ้ย” เข้าใจและซึมซับจากเพื่อนร่วมทีมที่ญี่ปุ่น นำมาปรับใช้กับการรับใช้ทีมช้างศึก ให้เดินหน้าพุ่งชนความสำเร็จในอนาคต

ชนาธิป สรงกระสินธ์ เคยกล่าวเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “ผมเพิ่งไปเห็น ว่าเขาเก่งจริงๆ ทั้งการซ้อม และการเล่นในสนาม คือเขาดีกว่าเราทุกอย่าง”

เปรียบฟุตบอลญี่ปุ่น เหมือนโรงเรียนฟุตบอลล้ำสมัย ที่เราสามารถไปตักตวงความรู้ ทำความเข้าใจ และนำมาพัฒนาวงการฟุตบอลไทยได้อย่างยั่งยืนโดยแท้จริง

Comments