สก๊อต แมคอินไตร์: กฎรูนี่ย์จะสามารถช่วยสามารถพัฒนาวงการฟุตบอลอาเซียนได้หรือไม่

สก๊อต แมคอินไตร์ ให้ความเห็นว่า กฎของรูนี่ย์จะสามารถช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลอาเซียนได้ในระยะยาว

สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ได้ประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่า จะเปิดโอกาสให้ชนกลุ่มน้อยในอังกฤษได้มีโอกาสในการเป็นโค้ชอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเมื่อไตร่ตรองดูแล้วเป็นความคิดที่เข้าท่าเช่นกันสำหรับวงการฟุตบอลเอเชีย

กฎรูนี่ย์ ตั้งชื่อตามแดน รูนี่ย์ เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล พิตตส์เบอร์ก สตีลเลอร์ส (ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับทางสายเลือดกับเวย์น รูนี่ย์ แต่อย่างใด) ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2009 เพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มน้อยได้มีบทบาทในคุมทีม

มาร์ติน เกล็นน์ ผู้บริหารเอฟเอ ได้ประกาศว่าจะต้องมีโค้ชอย่างน้อย 1 คน ที่อยู่ในกลุ่ม BAME (คนผิวสี, เอเชีย และชนกลุ่มน้อย) ที่จะได้รับการสัมภาษณ์เป็นโตคชทีมชาติอังกฤษในอนาคต

ในปี 2016 ทุกสโมสรในฟุตบอลลีกอังกฤษ จะต้องมีโค้ชผิวสีหรือชนกลุ่มน้อยอนย่างน้อย 1 คนที่ได้รับการสัมภาษณ์ในระดับอะคาเดมี ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโค้ชระดับสูงในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงแค่ 5 คนจากทั้งหมด 92 สโมสร

ถึงแม้ว่าจะมีการต่อต้านอยู่ในอังกฤษบ้าง แต่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับชาติในทวีปเอเชีย

ขณะที่ในประเด็นในเรื่องตัวแทนจากชนกลุ่มน้อยที่จะสร้างความเท่าเทียมกันในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน ที่โค้ชท้องถิ่นถูกมองข้าม และนิยมใช้โค้ชชาวต่างชาติมากกว่า

โค้ชทีมชาติไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เมียนมา, ลาว, บรูไน และเวียดนาม ล้วนใช้โค้ชต่างชาติในการพาทีมประสบความสำเร็จ ถ้าเราไม่นับโค้ชรักษาการแล้ว จะมีเพียงสิงคโปร์เพียงชาติเดียวเท่านั้นที่ใช้โค้ชท้องถิ่น

ส่วนในระดับสโมสรนั้น ไทยลีก 2018 มีเพียง 7 สโมสรเท่านั้นที่ใช้โค้ชคนไทย และในบางฤดูกาล ที่ใช้โค้ชท้องถิ่นตอนเริ่มฤดูกาล แล้วต่อยเปลี่ยนมาใช้โค้ชต่างชาติทีหลัง เช่นเดียวกับในซูเปอร์ลีกมาเลเซีย ที่ 6 จาก 12 สโมสรเลือกใช้โค้ชต่างชาติ และในเอสลีกสิงคโปร์ มี 4 สโมสรที่เลือกโค้ชต่างชาติจากทั้งหมด 9 สโมสร

มีเพียงวีลีกเวียดนาม และเมียนมา เนชั่นแนล ลีก เท่านั้นที่นิยมใช้โค้ชท้องถิ่นมากกว่าโค้ชต่างชาติ โดยวีลีกจ้างโค้ชต่างชาติเพียงคนเดียว ส่วนที่เมียนมามีแค่ 2 สโมสรเท่านั้นที่ใช้โค้ชต่างชาติ

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สองชาตินี้เป็นชาติที่พัฒนาการรวดเร็วที่สุดในภูมิภาค อีกทั้งทรัพยากรบุคคลในด้านผู้ฝึกสอนอย่างมากมายที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดความสำเร็จในอนาคต

รายการฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีที่เริ่มทำการแข่งขันที่ประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้ มี 10 ชาติที่เลือกใช้โค้ชท้องถิ่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการพัฒนาผู้เล่นเยาวชนในอนาคต แต่ไม่ใช่กับไทยและเวียดนาม ที่เลือกใช้โค้ชต่างชาติคุมทีมในครั้งนี้

การเรียกหาบุคคลผู้มีชื่อเสียงและความต้องการที่จะพัฒนาวงการฟุตบอลในทุกระดับ มักจะมองข้ามการพัฒนาผู้ฝึกสอนอยู่เสมอ

ถึงแม้จะปฏิเสธไม่ได้ โค้ชท้องถิ่นมักจะมองถูกข้ามมากกว่าโค้ชต่างชาติอยู่เสมอ เมื่อดูจากประวัติการทำงาน แต่ก็ถึงเวลาแล้ววงการฟุตบอลเอเชียควรให้ความสนใจในกฎของรูนี่ย์ให้มากขึ้น

 

 

Comments