แนท ณรินทร์ภัทร on FOX : พรีเมียร์ลีกกับ VAR ?

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

ถึงเวลาที่ทุกหน่วยงานผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลจะต้องนำสิ่งที่เรียกว่า Video Assistant Referee มาใช้อย่างทั่วถึงกันครับ

แท้จริงแล้วพรีเมียร์ลีกก็เป็นเจ้าแรกๆที่สนใจเทคโนโลยีตัวนี้ ซึ่งมีการคิดริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2016 เพียงแต่พวกเขารอให้ องค์กรลูกหนังระหว่างประเทศ หรือ IFAB สิ้นสุดสัญญาการทดลองใช้เสียก่อน

ซึ่งตามกำหนดแล้ว พรีเมียร์ลีกจะเริ่มใช้เทคโนโลยี VAR ในฤดูกาลหน้า (2018-2019) เพียงแต่การพูดคุยระหว่าง พรีเมียร์ลีก และ IFAB เมื่อปี 2017 คือการ “ขอดูชาวบ้านเขาก่อน”

ชาวบ้านที่ว่าก็คือ บุนเดสลีกา และ กัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งอย่างที่เห็นกันว่า พวกเขาเริ่มใช้ VAR กันแล้วในฤดูกาลนี้ ซึ่งแฟนบอลก็อาจเห็นว่ามีหลายจังหวะ ที่เกมหยุดบ่อย หรือมีการกลับคำตัดสินเกิดขึ้น

เดลี่ เมล์ สื่ออังกฤษระบุไว้ว่า จริงๆแล้วพรีเมียร์ลีกมีการใช้ VAR แล้วนะครับ แต่เป็นการทดลองใช้โดยที่ไม่ได้ใช้นักฟุตบอลอาชีพจริง และไม่ได้มีการถ่ายทอดสดเท่านั้น

พวกเขาเป็นลีกที่รอบคอบที่สุด และต้องการจะแน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้ ดีจริงต่อวงการฟุตบอลอังกฤษ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อความนิยมของลีกที่เชื่อกันว่ามีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดของโลก

ซึ่งแม้ว่า VAR จะทำให้อรรถรสในการชมกีฬาฟุตบอลลดน้อยลงไปบ้าง แต่มันก็ทำให้ไม่เกิดข้อถกเถียงหลังจบเกมการแข่งขัน ดังเช่นเกมคู่บิ๊กแมตช์ระหว่าง ลิเวอร์พูล พบ สเปอร์ส เมื่อคืนนี้

ที่น่าจะทำให้พรีเมียร์ลีก เตรียมพร้อมให้มากที่สุดเพื่อที่จะใช้ “จออัจฉริยะ” ในฤดูกาลต่อไปที่กำลังจะมาถึง

ผมได้ฟังความคิดเห็นจากผู้ตัดสินต่างประเทศหลายคน เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืน (แมตช์ระหว่างลิเวอร์พูล และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) ซึ่งแม้กระทั่งอดีตนักฟุตบอล และ ผู้ตัดสิน ยังโต้เถียงกันในเรื่องช่องโหว่ของกฎกติกา

เดอร์ม็อตต์ กัลลาเกอร์ อดีตตุลาการสนามชื่อดังของอังกฤษ มองว่าแม้จังหวะนั้น แฮร์รี่ เคน จะอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า ในจังหวะที่ เดเล่ อัลลี่ พยายามจะจ่ายบอลไปให้ แต่หลังจากบอลออกจากเท้า อัลลี่ จังหวะการเล่นตกเป็นของ เดยัน ลอฟเรน

กัลลาเกอร์มองว่า ถ้าจังหวะนั้น ลอฟเรน ไม่ตัดสินใจเล่นบอล หรือสกัดไม่โดนบอล นั่นจะกลายเป็นลูกล้่ำหน้าทันที … จังหวะนั้น เอ็ดดี้ สมาร์ท ตัดสินใจไม่ยกธงแต่แรก เพราะไม่แน่ใจว่า ลอฟเรน สกัดโดนบอลหรือเปล่า

แต่จังหวะต่อเนื่องมันดันกลายเป็นว่า เคน หลุดเดี่ยวแล้วไปโดน ลอริส คาริอุส สกัดล้มลงในเขตโทษ ซึ่งที่จริงนั้นจังหวะล้ำหน้า-หรือไม่ล้ำ มันผ่านไปแล้ว

เมื่อบอลตาย โจนาธาน มอสส์ ผู้ตัดสิน เลยยังไม่ตัดสินอะไร นอกจากเดินไปคุยกับ ผู้ช่วย (สมาร์ท) ที่อยู่ข้างสนาม … สิ่งที่สมาร์ททำ คือถามไปยัง มอสส์ ว่า เขาเห็น ลอฟเรน สัมผัสโดนบอลไหม ถ้าลอฟเรน โดนบอล มันไม่ล้ำหน้า และมันจะต้องเป็นลูกจุดโทษ แต่ถ้ากลายเป็นอีกอย่าง นั่นคือ ล้ำหน้า

ท้ายสุด หลังจากปรึกษากันแล้ว มอสส์ ตัดสินใจเป่าให้เป็นจุดโทษของสเปอร์ส

กัลลาเกอร์ที่ให้ทรรศนะอยู่ทางโทรทัศน์แบ่งเหตุการณ์นี้เป็นสองช่วง คือ

1. ลอฟเรนสกัดโดนบอล ไม่ว่าเขาจะโดนมันเต็มเท้าหรือไม่ แต่ถ้าเขา “ตั้งใจ” เล่นลูกนั้น ถือว่าเคน ไม่ล้ำ เพราะถ้าเกิด ลอฟเรน สกัดตูมลูกนั้นออกไปไกลๆ จังหวะดังกล่าวก็จะไม่มีใครพูดถึง ดังนั้น ถือว่า เมื่อบอลไปถูกเท้าของ ลอฟเรน ลูกนี้ จึงไม่ล้ำหน้า

2. จังหวะของเคน ที่หลุดเข้าไปแล้วปะทะกับ คาริอุสนั้น กัลลาเกอร์มองว่า เป็นจุดโทษ เพราะแม้ คาริอุส จะไม่ได้ยื่นมือออกมารวบขาของ เคน แต่ เขาใช้หัวไหล่ในการขัดขวางทางวิ่งของกองหน้าทีมชาติอังกฤษ

อลัน เชียเรอร์ ที่พูดคุยอยู่ทางจอแก้วเช่นกัน ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ กัลลาเกอร์ สักเท่าไหร่ เขาพูดในมุมนักฟุตบอลด้วยกันว่า จังหวะนั้น ลอฟเรน ก็แค่พยายามสกัดบอลตามหน้าที่ของกองหลัง แต่บอลจากลอฟเรน ก็ไม่ได้เปลี่ยนทางวิถีการจ่ายของ อัลลี่ ฉะนั้น มันควรจะเป็นลูกล้ำหน้า

กัลลาเกอร์ ตอบกลับไปเนิบๆว่า เขาแค่อิงตามกฎของฟุตบอล และเขามองว่า ลอฟเรน “คิดรอบคอบ” แล้ว กับการเล่นจังหวะสกัดลูกนั้น ซึ่งเปลี่ยนการทำผิดกฎกติกา “ล้่ำหน้า” ของ เคน ให้กลายเป็นไม่ล้ำแทน

ขณะเดียวกัน มาร์ค แคลทเท่นเบิร์ก ที่เคยทำหน้าที่ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าผู้ตัดสินในลีกซาอุดิอาระเบีย มองว่าลูกนี้ล้ำหน้าไปตั้งแต่แรกแล้ว แม้ว่าจังหวะต่อเนื่อง คาริอุส จะทำฟาวล์เคน “จริง” ก็ตาม

“มันไม่สมควรจะเป็นจุดโทษเพราะมันเป็นลูกล้ำหน้าตั้งแต่แรกแล้ว” แคลทเท่นเบิร์ก ออกความเห็นสั้นๆเกี่ยวกับลูกจุดโทษแรก

“ส่วนจุดโทษลูกแรก ผู้ตัดสินถูกต้อง คุณดูได้จากปฏิกริยาของ คาริอุส เขาเอามือกุมหัวเพราะรู้ว่าลูกนั้นเขาทำพลาด เพราะถ้าเขามั่นใจว่าเขาไม่ผิด เขาจะต้องยืนขึ้นมาแล้วตะโกนด่าเคนว่าพุ่งทันที”

“ส่วนลูกที่สองนั้น บอลมาจากเฟร์นานโด ยอเรนเต้ และต่อมาที่ ลาเมล่า ซึ่งอยู่ในเหลี่ยมจังหวะการเล่นของตัวเอง ซึ่งตัวลาเมล่าเองนั้น อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าตั้งแต่แรกแล้ว”

“นี่คือจุดที่ผู้ตัดสิน จอน มอสส์ และ ผู้ช่วยอย่าง เอ็ดดี้ สมาร์ท พลาดมากที่สุด พวกเขาควรเป่าล้ำหน้าตั้งแต่ตรงนั้น และพวกเขาก็ปล่อยเลยเถิดจนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดโทษ”

“ซึ่งสำหรับผม มันควรเป็นจุดโทษจริง เพราะแม้ว่า ฟาน ไดจ์ก จะพยายามหวดที่บอล และยกขาหนี ลาเมล่า แต่เขาเตะโดนตัว แม้จะเบา แต่ไม่ผิดที่จะเป่าให้เป็นจุดโทษ”

“สำหรับผม ผมมองว่า ผู้ช่วยผู้ตัดสินกล้าหาญมาก ที่ชี้ขาดทุกอย่างในจังหวะที่มันไม่ชัดเจนเลย”

“และแม้ว่าพวกเขาจะพูดคุยกันแล้วก็ตาม แต่มอสส์เอง ก็ไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เช่นเดียวกับ สมาร์ท ผู้ช่วยของเขา” แคลทเท่นเบิร์ก ทิ้งท้าย

 

 

 

ชัดเจนครับ ว่าแม้แต่ผู้ตัดสินสองคนที่ต่างก็คร่ำหวอดอยู่ในพรีเมียร์ลีก ยังเห็นต่างกันเกี่ยวกับจังหวะปัญหาในเกมนี้

ซึ่งจริงๆ หากเกมนี้ไปเตะกันในฟุตบอลถ้วย ลีก คัพ หรือ เอฟเอ คัพ ที่มีการกำหนดให้ใช้ VAR การโต้เถียงในลักษณะนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นครับ เพราะอย่างน้อย ทั้งผู้ช่วย และผู้ตัดสินหลัก สามารถจะเช็คทบทวนภาพช้าก่อนได้

เพราะในขณะที่ทีมงานผู้ตัดสินสองคนคุยกัน พวกเขาก็คุยกันแต่ “ภาพจำ” ที่พวกเขาเห็น ซึ่งมันก็ไม่ได้ครบทุกมุมมอง กระทั่งจังหวะเตะของ ฟาน ไดจ์ก บางมุมแทบไม่โดน หรือบางมุม ก็เห็นว่าเตะโดนเต็มๆ

อย่ารอช้าครับ เห็นทีพรีเมียร์ลีกจะต้องเร่งนำเอา VAR เอามาใช้กับการตัดสินโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยเหล่าเชิ้ตดำทำหน้าที่ในสนามอย่างถูกต้อง เท่าที่พวกเขาจะทำได้

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

Comments