วิคตอร์ ลินเดเลิฟ : แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของ “ปีศาจแดง”

ภาพของวิคตอร์ ลินเดเลิฟ กุมไปที่โคนขาหนีบของตัวเองและกัดฟันสู้เก็บบอลส่งขึ้นหน้าให้ แมนฯยูไนเต็ด ไปลุ้นประตูชัยในเกมกับคริสตัล พาเลซ เป็นภาพที่ดูแล้วน่าชื่นชม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความน่าสิ้นหวังของแฟน “ปีศาจแดง”

เขาดูจะเป็นคนที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม แต่คนอื่นไม่ใช่ มันเป็นฟอร์มการเล่นที่เลวร้ายอย่างที่สุดสำหรับ ยูไนเต็ด ซึ่งว่ากันตามตรง คริสตัล พาเลซ ดูจะเป็นทีมที่ดีกว่าด้วยซ้ำในเกมนั้น

นอกจาก ลินเดเลิฟ แทบไม่มีนักเตะยูไนเต็ดคนไหนที่สู้เต็มที่เพื่อทีม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้

นอกจาก ลุค ชอว์ แล้ว ลินเดเลิฟ ดูเป็นนักเตะที่มีพัฒนาการมากที่สุดในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนหลังสุด เซนเตอร์แบ็กสวีดิชกลายมาเป็นตัวความหวังของเกมรับ แมนฯยูไนเต็ด และแม้ว่าทีมกำลังต้องการแผงหลังมาเพิ่มในตลาดซื้อขายนักเตะรอบหน้า แต่ฟอร์มของ ลินเดเลิฟ ก็พยายามบอกแฟนบอลว่า ทุกอย่างไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด

เกมกับ พาเลซ เห็นภาพชัดทุกอย่าง ลินเดเลิฟ เสียใจที่ทีมพลาดเก็บสามคะแนน โจเซ่ มูรินโญ่ ฉุดเขาลุกขึ้นมาและตบหลังเชิงปลอบใจ แสดงให้เห็นว่า อดีตแข้งเบนฟิก้า เป็นนักเตะคนเดียวที่ มูรินโญ่ พอใจ ส่วนนักเตะที่เหลือเดินกลับเข้าอุโมงค์แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อดูสถิติแล้ว ลินเดเลิฟ คือคนที่สู้เพื่อทีมมากที่สุด แม้จะเจ็บโคนขาหนีบ เขาเอามือกุมไว้ และกัดฟันสู้ต่อ

ฟอร์มของเขาค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ แม้เขาจะโชว์ฟอร์มได้ต่ำกว่ามาตรฐานในฤดูกาลที่แล้ว แต่สถิติชี้ชัดว่า เขาแทบไม่พาทีมพ่ายแพ้เลย เมื่อได้ลงสนามเป็นตัวจริง

ฟอร์มส่วนตัวของเขาในเกมกับ แมนฯซิตี้ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดและ เกมกับ อาร์เซน่อล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เมื่อฤดูกาลก่อน ถือว่าเขาทำได้ยอดเยี่ยม แม้จะพลาดในเกมกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ (แพ้ 1-2) แต่จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นสู้เสียงวิจารณ์และพัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

มันยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็เป็นแนวโน้มที่ดี เขาปรับตัวเขากับเกมในพรีเมียร์ลีกได้ดีขึ้น เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และปรับตัวเข้ากับลีกที่เน้นพละกำลังได้มากขึ้น

ฟุตบอลโลกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เขาคือหัวใจสำคัญที่พา สวีเดน ทะลุเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งเป็นการเข้ารอบลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ของขุนพลไวกิ้ง และกระทั่งฟอร์มการเล่นนัดแพ้ อังกฤษ 0-2 ในวันนั้น เขาก็ไม่ได้เล่นด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ช่วงเปิดฤดูกาลของเขากับ แมนฯยูไนเต็ด นั้นไม่สวยอย่างที่คาด เขาและเอริค ไบยี่ ทำพลาดในเกมแพ้ ไบรท์ตันฯ 2-3 ซึ่งนับจากนั้น ไบยี่ ได้ลงเป็นตัวจริงอีกแค่เกมเดียว นัดพบนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และโดนเปลี่ยนออกหลังทีมตาม 0-2 ในช่วง 20 นาทีแรก จากนั้น ไบยี่ก็ไม่เคยสอดขึ้นมาในรายชื่อ 11 คนแรกอีกเลย

ต่างจาก ลินเดเลิฟ ที่ยังได้รับความไว้วางใจจาก มูรินโญ่ และแม้กระทั่งเกมที่ทีมแพ้สเปอร์ส 0-3 คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แต่มูรินโญ่ ก็ยังเลือกที่จะใช้เขาต่อไป

เขาเป็นกองหลังที่อ่านเกมได้ดี และสามารถออกบอลได้ ที่สำคัญคือเล่นได้ดีทั้งสองเท้า สถิติการจ่ายบอลของลินเดเลิฟนั้นสำเร็จถึง 88 เปอร์เซนต์ เขาอาจไม่ได้เด่นในเรื่องการเข้าสกัด ที่ทำได้แค่ 1.5 ครั้งต่อเกม แต่การตัดบอล (Interception) คือจุดเด่นของเขา

สไตล์ของเขาเหมือนกับ เปาโล มัลดินี่ ที่อ่านเกมและคอยซ้อนในจังหวะสุดท้าย นั่นหมายความว่าแนวรับที่เข้าบอลก่อนเขาต้องพรวดมาก่อน ลินเดเลิฟ ถึงคอยมาช่วยแก้ไขในจังหวะสุดท้าย

แต่จุดที่ ลินเดเลิฟ ปรับมากที่สุดนั่นคือเรื่องของลูกกลางอากาศ และการยืนตำแหน่ง แม้เขาจะพลาดอย่างจังในเกมฮัดเดอร์สฟิลด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และเกมกับ ไบรท์ตันฯ ในฤดูกาลนี้ แต่หลังจากนั้นเขาก็ยกระดับฟอร์มการเล่นของตัวเอง มีความมั่นใจมากขึ้น แสดงให้เห็นชัดว่าสิ่งที่เขาขาดคือความมั่นใจ ไม่ใช่ความสามารถ

อย่างไรก็ตาม ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดำดิ่งต่อเนื่องของ “ปีศาจแดง” ทำให้แฟนบอลยังคงต้องวิพากษ์วิจารณ์การทำทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ ต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องการตัดสินใจ และ การขับเน้นศักยภาพที่แท้จริงออกมาจากตัวนักเตะ เว้นแต่ ลินเดเลิฟ ที่มูรินโญ่สามารถจับต้องและพัฒนาได้

วิธีการในห้องแต่งตัวของเขาอาจเคยลดทอนความมั่นใจของอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล , ลุค ชอว์ และ เฮนริค มคิทาร์ยาน แต่เขารู้ดีว่า ลินเดเลิฟ เคยเล่นในลีกโปรตุเกส เขารู้ดีว่าจะจัดการกับความมั่นใจของกองหลังรายนี้อย่างไร และมูรินโญ่ ให้ความไว้วางใจกับ ลินเดเลิฟ อย่างเต็มที่ นับตั้งแต่ความผิดพลาดกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ และ ไบรท์ตันฯ

ยูไนเต็ด ยังคงต้องการปราการหลังตัวกลางเพื่อมาแก้ไขปัญหาเกมรับ คริส สมอลลิ่ง เพิ่งต่อสัญญากับทีมไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ความมั่นคงเท่ากับฟอร์มของ ลินเดเลิฟ ที่ใช้ฝีเท้าบอกทุกคนว่า อย่างน้อยถ้าทีมจะต้องซื้อกองหลังมาเพิ่ม ก็ต้องซื้อมาเล่นคู่กับเขา ไม่ใช่ซื้อมาแทนเขา

Comments