อยู่หรือไป? เช็คโอกาสการเข้ารอบรองชนะเลิศของ 8 ทีมในซูซูกิคัพ

ฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีที่ว่างเพียง 2 ที่เท่านั้นเพื่อเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ซึ่ง FOX Sports Asia ได้ทำการวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ของ 8 ทีมที่มีโอกาสเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ โดยไม่นับรวมลาวและติมอร์เลสเตที่ตกรอบเป้นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งเกณฑ์ในการจัดอันดับการแข่งขันวัดจากปัจจัยต่างๆเหล่านี้

1. แต้มที่ได้มากที่สุด
2. ประตูได้เสียมากที่สุด
3. จำนวนประตูที่ทำได้มากที่สุด

ถ้าหากมีแต้มหรือประตูได้เสียเท่ากัน จะพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้

1. ผลเฮดทูเฮด

2. จุดโทษ

3. คะแนนแฟร์เพลย์ที่น้อยที่สุด

4. จับสลาก

กลุ่ม A

เมียนมา (6 แต้ม จาก 2 นัด ประตูได้เสีย +5)

โปรแกรมนัดต่อไป v เวียดนาม (เหย้า – 20 พฤศจิกายน)

v  มาเลเซีย (เยือน – 24 พฤศจิกายน)

กองทัพเทวดาชุดขาวขอเพียงแค่ 2 แต้มในการที่ตัวเต็งของกลุ่มอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ก็เพียงพอต่อการเข้ารอบรองชนะเลิศ หรือถ้าหากเก็บได้ตั้งแต่ 4 แต้มขึ้นไป พวกเขาก็สามารถเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม

เวียดนาม (6 แต้ม จาก 2 นัด ประตูได้เสีย +5)

โปรแกรมนัดต่อไป v เมียนมา (เยือน – 20 พฤศจิกายน)

v กัมพูชา (เหย้า – 24 พฤศจิกายน)

ทัพดาวทองต้องการเพียง 3 แต้มในเกมที่พบกับเมียนมาหรือกัมพูชา ก็เพียงพอต่อการเข้ารอบรองชนะเลิศ แต่ถ้าเวียดนามแพ้ทั้งสองนัด พวกเขาต้องลุ้นให้เมียนมาชนะมาเลเซียในนัดสุดท้ายให้ได้มากที่สุด

มาเลเซีย (6 แต้ม จาก 3 นัด ประตูได้เสีย+1)

โปรแกรมนัดต่อไป v เมียนมา (เหย้า – 24 พฤศจิกายน)

มาเลเซียต้องชนะเมียนมาให้ได้มากที่สุด เพื่อตัดสินกันในเรื่องประตูได้เสีย แต่ถ้าเสมอ พวกเขาก็สามารถเข้ารอบได้ ถ้าเมียนมาหรือเวียดนามมีผลแพ้ชนะด้วยสกอร์มโหฬาร

แต่ถ้ามาเลเซียแพ้เมียนมา พวกเขาก็ยังมีสิทธิ์เข้ารอบ ถ้าเวียดนามแพ้เมียนมามากกว่า 5 ประตูขึ้นไป ซึ่งประตูได้เสียของทั้งมาเลเซีย, เมียนมา และเวียดนาม จะเป็นตัวชี้วัดว่าจะทีมใดที่ได้ตั๋ว 2 ใบสู่รองรองชนะเลิศ

กัมพูชา (0 แต้ม จาก 2 นัด ประตูได้เสีย -4)

โปรแกรมนัดต่อไป v ลาว (เหย้า – 20 พฤศจิกายน)

v เวียดนาม (เยือน – 24 พฤศจิกายน)

กัมพูชาจะตกรอบทันที ถ้าคู่ระหว่างเมียนมาและเวียดนามจบลงด้วยการเสมอกัน หรือเวียดนามชนะเมียนมา ซึ่งกัมพูชาจำเป็นต้องชนะ 2 นัดรวด และช่วยให้ภาวนาให้เมียนมาชนะทั้งเวียดนามกับมาเลเซีย แล้วค่อยใช้ผลต่างประตูได้เสียตัดสินในภายหลัง

กลุ่ม B

ทีมชาติไทย (2 นัด 6 แต้ม ประตูได้เสีย +9)

โปรแกรมนัดต่อไป v ฟิลิปปินส์ (เยือน – 21 พฤศจิกายน)

v สิงคโปร์ (เหย้า – 25 พฤศจิกายน)

ขุนพลช้างศึกจะผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศทันที ถ้าสามารถเอาชนะหรือเสมอฟิลิปปินส์ได้ในนัดที่ 3 และสิงคโปร์แพ้ติมอร์เลสเต ซึ่งทีมชาติไทยต้องการอย่างน้อย 4 แต้ม จาก 2 นัดเพื่อการันตีการลุ้นแชมป์สมัยที่ 6

ฟิลิปปินส์ (2 นัด 6 แต้ม ประตูได้เสีย +2)

โปรแกรมนัดต่อไป v ไทย (เหย้า – 21 พฤศจิกายน)

v อินโดนีเซีย (เยือน – 25 พฤศจิกายน)

ขุนพล “ดิ อัซคาลส์” ภายใต้การนำของสเวน โกรัน-อีริคส์สัน ต้องการเพียง 4 แต้มจาก 2 นัด เพื่อการันตีการเข้ารอบรองชนะเลิศ หรือขอเพียงแค่ไม่แพ้ทีมชาติไทยในนัดที่ 3 และสิงคโปร์แพ้ติมอร์เลสเต

สิงคโปร์ (2 นัด 3 แต้ม ประตูได้เสีย 0)

โปรแกรมนัดต่อไป v ติมอร์เลสเต (เหย้า – 21 พฤศจิกายน)

v ไทย (เยือน – 25 พฤศจิกายน)

ถ้าฟิลิปปินส์ไม่แพ้ทีมชาติไทยในเกมในวันที่ 21 พฤศจิกายน สิงคโปร์ต้องเก็บแต้มให้ได้มากกว่า 4 แต้ม โดยมีเกมนัดสุดท้ายที่พบกับทีมชาติไทยเป็นเกมชี้ชะตา

ถ้าทีมชาติไทยสามารถเอาชนะฟิลิปปินส์ได้ สิงคโปร์ต้องเก็บ 3 แต้มให้ได้ใน 2 นัดที่เหลือ และลุ้นให้อินโดนีเซียชนะฟิลิปปินส์อีกต่อหนึ่ง

อินโดนีเซีย (3 นัด 3 แต้ม ประตูได้เสีย -1)

โปรแกรมนัดต่อไป v ฟิลิปปินส์ (เหย้า – 25 พฤศจิกายน)

รองแชมป์ 5 สมัยจะตกรอบทันที หากฟิลิปปินส์ไม่แพ้ไทย และสิงคโปร์ชนะติมอร์เลสเตในเกมวันที่ 21 พฤศจิกายน

ทีมชาติอินโดนีเซียต้องลุ้นให้ทีมชาติไทยชนะฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ไม่สามารถเก็บชัยชนะในเกมที่พบกับติมอร์เลสเตและไทย

ถ้าฟิลิปปินส์ชนะทีมชาติไทย และสิงคโปร์แพ้ติมอร์เลสเต อินโดนีเซียจำเป็นต้องชนะฟิลิปปินส์ และลุ้นให้สิงคโปร์ชนะทีมชาติไทยด้วย

 

Comments