สู่ไฟนั่ล โฟร์ : 5 ประเด็นหลังอังกฤษ “รุกฆาต” โครเอเชีย

ตามหลังก่อน แต่อังกฤษ แซงกลับมาเอาชนะ โครเอเชีย 2-1 และพาตัวเองเข้าสู่ ไฟนั่ล โฟร์ ของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกได้สำเร็จ และนี่คือ 5 ประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงมากที่สุด จากชัยชนะนัดสำคัญที่เวมบลีย์

5. เซาธ์เกต ตัดสินใจครั้งสำคัญหลัง เฮนเดอร์สัน เจ็บ

กองกลางคนสำคัญอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน บาดเจ็บก่อนเกมจะเริ่มไม่นาน ทำให้ เซาธ์เกต ต้องปรับแผงแดนกลางด้วยการใช้ ฟาเบียน เดลฟ์ เล่นร่วมกับ เอริค ดายเออร์ และ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ส่วนนักเตะอย่าง เบน ชิลเวลล์ ยังได้ยืนเป็นแบ็กคนละฝั่งกับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ขณะที่เจดอน ซานโช่ , เดเล่ อัลลี่ , เจสซี่ ลินการ์ด และ คัลลั่ม วิลสัน ออกสตาร์ทบนม้านั่งสำรอง แสดงให้เห็นถึงขุมกำลังของอังกฤษชุดนี้ที่มีตัวเลือกให้ผู้จัดการทีมหยิบใช้มากมาย

4. ไม่เหมือนกับในฟุตบอลโลก

เซาธ์เกต มีบทเรียนจากฟุตบอลโลกที่ปล่อยให้ โครเอเชีย ครองเกมมากเกินไปจนพวกเขาต้องอกหักตกรอบรองชนะเลิศเมื่อช่วงกลางปี

หนนี้เขาให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่า “แฟนบอลคงพยายามคาดเดาวิธีการเล่นของเรา และคงจำภาพที่ไม่สมบูรณ์แบบของเรา แต่ทุกครั้งเราพยายามจะสร้างความสนุกให้กับแฟนบอล และเล่นด้วยจิตวิญญาณของผู้ชนะ” และสังเกตว่าการเล่นของอังกฤษเปลี่ยนไปโดยเฉพาะการเซตบอลจากแดนหลังที่มีเป้าหมายมากขึ้นไม่ใช่สักแต่หวดยาวขึ้นมาเหมือนเมื่อก่อน

ในแผงมิดฟิลด์ เดลฟ์ ยืนคุมพื้นที่ได้ดีเพื่อปิดการเล่นของ ลูก้า โมดริช ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด , ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ แฮร์รี่ เคน ประสานงานกันได้ดีในแดนหน้า และมีหลายจังหวะจบสกอร์ที่มาจากการประสานงานในแผงเกมรุก แต่สุดท้ายพวกเขาคาดความเฉียบคมและทำให้เกมยังเสมอกันอยู่ที่ 0-0 ในครึ่งแรก

3. การขาด “ราคิติช” ส่งผลต่อโครเอเชีย

ลูก้า โมดริช และ มาร์เซโล่ โบรโซวิช ไม่ได้เล่นต่ำกว่ามาตรฐานจนน่าเกลียด แต่พวกเขาน่าจะต้องคิดถึง อิวาน ราคิติช อยู่บ้าง เพราะเกมนี้อังกฤษเป็นฝ่ายครองเกมในแผงมิดฟิลด์ได้ทั้งหมด และ โมดริช มีโอกาสวางบอลยาวจากแนวลึกตามที่ถนัดเพียงครั้งเดียวในช่วงท้ายครึ่งแรก แต่เกมนี้ นักเตะที่เด่นที่สุดในแผงแดนกลางเห็นจะเป็น ฟาเบียน เดลฟ์ ที่เข้าใจเกมมากขึ้นนับตั้งแต่ทำงานร่วมกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่แมนฯซิตี้ เขาเก็บกวาดแดนกลางของอังกฤษได้หมดแถมยังออกบอลให้เพื่อนไปสร้างโอกาสได้อย่างแม่นยำ

ฟอร์มของ เดลฟ์ ยอดเยี่ยมต่อเนื่องเกมกับสหรัฐอเมริกาที่เขาได้โอกาสสวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติเป็นเกมแรก

2. ลินการ์ด “ซูเปอร์ซับ”

พลพรรค “สิงโตคำราม” อาจเสียขวัญจากประตูขึ้นนำของอันเดรจ์ ครามาริช แต่เซาธ์เกต แก้เกมด้วยการส่ง ซานโช่ และ เจสซี่ ลินการ์ด ลงมาแทน เดลฟ์ และ แรชฟอร์ด และเป็นการเปลี่ยนตัวที่ได้ผล เมื่อ ซานโช่ ได้เลี้ยงจี้แนวรับของโครเอเชียที่อ่อนแรงลง ก่อนที่ ลินการ์ด ที่หาตำแหน่งทำประตูในเขตโทษได้ดี จบสกอร์จากลูกทุ่มของ โจ โกเมซ (ที่ทุ่มบอลได้ดีขึ้นหลังจาก ลิเวอร์พูล จ้างโค้ชพิเศษมาสอนทุ่มบอล) และทำให้อังกฤษตีเสมอ ก่อนที่จะแซงเอาชนะได้ในที่สุดจากประตูชัยจากลูกเซตพีซของ เคน

1.อังกฤษลบฝันร้ายจากฟุตบอลโลก

ลูกทีมของเซาธ์เกต กำลังจะตกชั้นหากไม่สามารถตีเสมอได้ในเกมนี้ แต่ช่วงเวลาเพียง 7 นาทีพวกเขาพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายเข้ารอบ ไฟนั่ล โฟร์ ได้สำเร็จและเขี่ย โครเอเชีย ตกชั้นลงไปสู่ลีก บี ซึ่งต้องให้เครดิตกับลูกทีมของเซาธ์เกตที่ไม่เสียขวัญและเปิดหน้าแลกจนกระทั่งได้ประตูชัยตามที่ต้องการ

แฟนบอลอาจยังคงผิดหวังจากผลงานของอังกฤษที่ตกรอบตัดเชือกฟุตบอลโลก (แม้พวกเขาจะมาลึกจนเกินความคาดหมายแล้วในช่วงกลางปีก็ตาม) แต่สิ่งที่กุนซือ “สิงโตคำราม” ยังทำได้ดีอยู่เสมอคือการปลุกใจนักเตะให้ไม่ยอมแพ้จนกระทั่งเสียงนกหวีดหมดเวลา

เซาธ์เกต ยังคงรักษาสัญญาที่เขาให้ไว้กับแฟนบอลคือการสร้าง “ทีมเด็ก” ชุดนี้ให้มีอนาคตที่สดใสต่อไปโดยการเข้ารอบไฟนั่ล โฟร์ ของยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งชี้ชัดว่าเวลานี้พวกเขาเดินหน้ามาถูกทางแล้ว

Comments