มองจากความเป็นจริง : “อะไร” ที่ 6 ทีมใหญ่พรีเมียร์ลีก ดีกว่าเมื่อก่อน

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก คือลีกที่การแข่งขันหนักที่สุดในโลก แม้จะไม่ลีกที่ดีที่สุด แต่ความเข้มข้นของการแข่งขัน ทำให้พวกเขาขึ้นไปสู่อีกระดับจากลีกอื่นของยุโรป

เม็ดเงินไหลเข้าสู่ฟุตบอลอังกฤษไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้แต่ละสโมสรใหญ่ในอังกฤษมีกำลังจ่ายและมีสตุ้งสตางค์มากขึ้น นั่นทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าทีมนอกท็อป 6 จะจบในอันดับใด

แต่สำหรับทีม 6 อันดับแรกของพรีเมียร์ลีก เราจะมาวิเคราะห์ว่าพวกเขาพัฒนาหรือถดถอยลงไปมากแค่ไหนแล้ว และนี่คือสิ่งที่เราค้นพบ

6. อาร์เซน่อล “ห้าวหาญ” มากกว่าฤดูกาลที่แล้ว

ผู้สันทัดกรณีหลายรายยังตั้งคำถามว่า อาร์เซน่อล จะเล่นกับลิเวอร์พูลอย่างไร กระทั่ง พอล เมอร์สัน อดีตนักเตะ “ปืนใหญ่” เอง ยังวิเคราะห์ว่า ลิเวอร์พูลจะชนะด้วยความห่างถึง 4 ประตู

แต่สุดท้ายแล้ว เกมนี้ก็ต่างจากที่หลายคนคาดเอาไว้ แท็กติกและการปลุกใจของอูไน เอเมอรี่ ทำให้ อาร์เซน่อล เป็นทีมที่น่าดูน่าเชียร์อีกครั้ง

ก่อนเกมเจอกับ ลิเวอร์พูล พวกเขามีปัญหากับการเล่นเกมรับเวลาเล่นกับทีมเล็ก พวกเขามีโชคกับเกมรุกนัดที่เอาชนะเลสเตอร์ , เวสต์แฮม , วัตฟอร์ด หรือแม้แต่คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ แต่การเสียประตูให้ทีมเหล่านั้นเช่นกัน ก็ทำให้พวกเขาสะดุดทำแต้มหล่นไปหลายนัดในฤดูกาลก่อนๆ

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ ลูคัส ตอร์เรร่า ทำให้ อาร์เซน่อล ไม่ต้องกลัวใครเรื่องเกมรับอีก เมื่อดาวเตะทีมชาติอุรุกวัยคอยดูแลพื้นที่หน้าแผงหลังอย่างดีเยี่ยม ขณะที่ ร็อบ โฮลดิ้ง ก็ยกระดับการเล่นของตัวเองในการประกบ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ตอร์เรร่า ยังมีเซนส์ในการจ่ายบอล ขึ้นมาช่วยเกมรุกได้อีกด้วย อีกทั้งยังเข้าบอลได้แข็งแกร่ง สิ่งนี้อาร์เซน่อลขาดหายไปนานแล้วนับตั้งแต่ที่ ปาทริค วิเอร่า จากไป

หากเป็นเมื่อ 4 ปีก่อน อาร์เซน่อลคงฟุบไปแล้วหากต้องเจอกับ ลิเวอร์พูล แต่หนนี้ พวกเขากลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง

5. แมนฯยูไนเต็ด ได้เห็น “ของจริง” ในตัว ลินเดเลิฟ

มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะหา “แง่ดี” จากฤดูกาลที่ต่ำกว่ามาตรฐานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่อย่างน้อยแสงสว่างอันริบหรี่ก็อยู่ที่ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ

เมื่อโจเซ่ มูรินโญ่ ไม่ได้กองหลังตัวใหม่มาเสริมทีมตามที่ต้องการ หายนะก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะเกมที่แพ้ไบรท์ตันฯ 2-3 ซึ่งทั้ง ลินเดเลิฟ และ เอริค ไบญี่ ต่างโชว์ฟอร์มได้อย่างย่ำแย่

แต่ในขณะที่ ไบญี่ ฟอร์มหลุดยาว แต่ลินเดเลิฟ เริ่มพัฒนาฟอร์มของตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลานี้ อาจกล่าวได้ว่า เขาคือกองหลังที่ดีที่สุดของแมนฯยูไนเต็ด และแม้ทีมจะยังคงต้องการกองหลังคนใหม่มาเสริมทีม แต่ลินเดเลิฟ ก็พิสูจน์ว่าในเวลานี้ เขาคือคุมที่พึ่งได้มากที่สุด

เขาผ่านเกมใหญ่กับยูเวนตุส , เชลซี , เอฟเวอร์ตัน และบอร์นมัธมาได้อย่างสวยงาม และเขาน่าจะมีอนาคตที่สดใสในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

4.สเปอร์สเริ่มมีความ “เขี้ยว” มากขึ้น

“ไก่เดือยทอง” เป็นอีกทีมที่ไม่มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ เมาริซิโอ โพเช็ตติโน่ ก็ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้ดีที่สุด และพา สเปอร์ส ชนะได้ในหลายเกมของฤดูกาลนี้

แม้ปกติเรามักจะชอบบอลของโพเช็ตติโน่ที่เล่นเกมรุกอย่างสวยงาม เพรสซิ่งสูง และจบสกอร์อย่างเฉียบคม แต่สังเกตได้ว่าฤดูกาลนี้พวกเขามีความเขี้ยวมากขึ้น พวกเขาอยู่ในอันดับ 4 ของตารางพรีเมียร์ลีกเวลานี้ เพราะพวกเขาเอาชนะในหลายเกมที่พวกเขาไม่ได้เล่นดีกว่าคู่แข่ง

เช่นเกมกับ เวสต์แฮม , ไบรท์ตัน , ฮัดเดอร์สฟิลด์ , ฟูแล่ม หรือ คาร์ดิฟฟ์ พวกเขาไม่ได้เล่นด้วยฟอร์มที่ดีที่สุด ซึ่งแม้ แฮร์รี่ เคน จะมีพิษสงน้อยกว่าฤดูกาลที่แล้ว รวมทั้ง คริสเตียน เอริคเซ่น และ เดเล่ อัลลี่ วนเวียนกับปัญหาอาการบาดเจ็บ สเปอร์สยังมีฟอร์มของ ลูคัส มูร่า หรือ เอริค ลาเมล่า เข้ามาทดแทน

และนั่นทำให้พวกเขายังไม่ได้แย่เสียทีเดียว แม้จะบอกได้ว่าโอกาสเข้ารอบต่อไปในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ค่อนข้างจะริบหรี่แล้วก็ตาม

3.เชลซีคว้าชัยชนะได้แม้จะมีปัญหา “หน้าเป้า”

อัลบาโร่ โมราต้า กลายเป็นชื่อที่ถูกนำมาแซวหรือล้อเลียนมากว่าชื่นชม จริงอยู่ที่เขาทำไป 3 ประตูในรอบ 4 เกมหลังสุด แต่เขาไม่ใช่ศูนย์หน้าที่เชลซีจะใช้งานได้ในระยะยาวหากหวังลุ้นแชมป์ลีก โดยเฉพาะหาก “สิงห์บลูส์” ได้กอนซาโล่ อิกัวอิน เข้ามา เขาอาจต้องนั่งยาว และหากไม่มีฟอร์มสุดยอดของ เอเด็น อาซาร์ แบกทีม บางทีสถานการณ์ของทีมดังจากลอนดอนอาจไม่ดีเหมือนในเวลานี้

ฟอร์มของอาซาร์ ทำให้แฟนบอลเชลซีเลิกกังวลกับปัญหาศูนย์ตัวเป้าไปชั่วขณะ และทำให้พวกเขาเล่นฟุตบอลสวยงาม คว้าสามแต้มเป็นว่าเล่น และมีโอกาสลุ้นแชมป์ แต่มันก็อยู่ท่ามกลางความจริงที่ว่า โมราต้า และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ไม่ใช่ศูนย์หน้าที่ตอบโจทย์อยู่ดี

ฉะนั้นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของเชลซี น่าจะอยู่ที่การหาศูนย์หน้าตัวเป้าระดับโลก และทุกอย่างจะลงล็อก พร้อมให้พวกเขากลับมาลุ้นแชมป์ลีกอย่างเต็มตัว

2. ลิเวอร์พูลเริ่มเล่นฟุตบอลด้วย “ความชัวร์” มากกว่า “หวือหวา”

เหมือนกับสเปอร์ส , ลิเวอร์พูลยุคเจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นฟุตบอลสไตล์เอนเตอร์เทน พวกเขาทำให้แฟนบอลไม่สามารถนั่งติดเก้าอี้ได้ ด้วยสไตล์เกมรุกที่น่าตื่นเต้นตลอด 90 นาที อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้ วิธีการเล่นของพวกเขาเปลี่ยนไป

เกมกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ และ คริสตัล พาเลซ พวกเขาเล่นอย่างระมัดระวังตัว เพราะ แมนฯซิตี้ เองเกือบจะแพ้ คริสตัล พาเลซที่เซลเฮิร์สท์ พาร์คในฤดูกาลก่อน เช่นเดียวกับ แมนฯยูไนเต็ด และ สเปอร์ส

เช่นกัน ฤดูกาลนี้ แฟนบอลคาดกันว่า ลิเวอร์พูล จะเจองานยากลำบากกับ “ปราสาทเรือนแก้ว” แต่ คล็อปป์ กลับใช้เกมรับที่เหนียวแน่นเป็นฐาน และคว้าผลการแข่งขันกลับมาได้สำเร็จ เช่นเดียวกันกับเกมพบฮัดเดอร์สฟิลด์

แฟร์กิล ฟาน ไดจ์ค กลายเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในยุโรป เช่นเดียวกับ โจ โกเมซ ที่ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาเคียงคู่ ขณะที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ก็ยังพัฒนาตัวเองต่อเนื่องจากฤดูกาลที่แล้ว

จุดที่ทำให้ลิเวอร์พูลยังอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์ส่วนหนึ่งมาจากคุณภาพที่เด่นชัดขึ้นของ 4 แนวรับ และแน่นอน หากคุณจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีเกมรับที่ดีด้วย ไม่ได้มีแต่เกมรุกอย่างเดียว

1. แมนฯซิตี้ คือทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เราสามารถบอกได้ว่าพวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษในเวลานี้ มันไม่ใช่เพียงแต่สไตล์ฟุตบอล แต่พวกเขามีทุกอย่างที่เพียบพร้อมจริงๆ

ซีซั่นก่อนพวกเขาอาจมีปัญหาเกมรับที่นิโคลัส โอตาเมนดี้ และกับการโดนเปิดแผลด้วยบอลเพรสซิ่งสูงแบบ ลิเวอร์พูล พูดง่ายๆคือหากทีมไหนกล้าบีบสูงเพื่อข่มขวัญแนวรับซิตี้เมื่อซีซั่นก่อน พวกเขาก็พร้อมจะพลาด

แต่ฤดูกาลนี้พวกเขาก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง พวกเขายังคงสไตล์ฟุตบอลเกมรุก แต่ขันเกมรับให้เหนียวแน่นขึ้น แถมพวกเขายังไม่กลัวบอลเพรสซิ่งสูงจากคู่แข่งอีกแล้ว ด้วยการครองบอลให้เหนียวแน่นขึ้น และเคลื่อนที่ช่วยกันในแผงเกมรับให้ดีขึ้นเพื่อแงะเพรสซิ่ง

จอห์น สโตนส์ และ เอย์เมอริค ลาปอร์กต์ ยังเป็นคู่หูเกมรับที่ยอดเยี่ยม และทำให้ ซิตี้ มีคู่เซนเตอร์แบ็กที่น่าเชื่อใจที่สุดเสียที

Comments