ศึกนี้ไม่มีคำว่าแพ้ : เปิด 5 แมตช์ประวัติศาสตร์แมนฯยูฯ – เชลซี

แมนฯยูไนเต็ด เตรียมบุกไปเยือน สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่จะลงสนามพบกันในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

FOX Sports Asia ขอนำ 5 แมตช์ในความทรงจำที่ระทึกที่สุดมาย้อนอดีตให้แฟนบอลหายคิดถึง

เชลซี 3-3 แมนฯยูไนเต็ด (ฤดูกาล 2011/2012)

ยูไนเต็ด กำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก กับ แมนฯซิตี้ อย่างไม่มีใครยอมใคร โดยที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เดินทางไปยัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยการมีแต้มตามหลัง “เรือใบสีฟ้า” อยู่ 3 คะแนน

สถานการณ์ในเวลานั้นคือ จอห์น เทอร์รี่ มีปัญหาอาการบาดเจ็บ , แอชลี่ย์ โคล ติดโทษแบน และ มิชาเอล เอสเซียง ได้ลงสนามนัดแรกของฤดูกาล

เชลซี ได้ประตูนำไปก่อนในครึ่งแรก จากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของจอนนี่ อีแวนส์ ในช่วง 9 นาทีแรก จากนั้น ยูไนเต็ด บุกหนักแต่ ปีเตอร์ เช็ก เซฟไว้ได้หมด ทำให้สกอร์เป็น เชลซี นำอยู่ 1-0

ครึ่งหลังเริ่มมาไม่กี่นาที เฟร์นานโด ตอร์เรส เปิดให้ ฆวน มาต้า วอลเลย์สุดสวยให้ เชลซี นำห่าง 2-0 ตามด้วย ดาวิด ลุยซ์ โหม่งเต็มศีรษะให้ “สิงห์บลูส์” ทิ้งไปอีกเป็น 3-0

แต่ยูไนเต็ด ตายยากเมื่อ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ไปทำฟาวล์ ปาทริซ เอวร่า ในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ เวย์น รูนี่ย์ จะสังหารเข้าไป ให้สกอร์ไล่มาเป็น 1-3 ก่อนที่ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช จะมาเข้าพรวดในกรอบเขตโทษอีกครั้ง ทำให้เร้ด เดวิลส์ ได้จุดโทษที่สองซึ่ง รูนี่ย์ ก็ยังไม่พลาดเหมือนเดิม ก่อนที่ช่วงท้ายเกม ไรอัน กิ๊กส์ จะเปิดบอลให้ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ตีเสมอให้กับ ยูไนเต็ด 3-3 เป็นการโกงความตายที่เหลือเชื่อ

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการทำ 2 คะแนนหลุดมืออยู่ดี และทำให้พวกเขาต้องเสียแชมป์ลีกให้กับแมนฯซิตี้ ในบั้นปลาย

เชลซี 2-3 แมนฯยูไนเต็ด (2012/2013)

หลังจากเสมอกันมา 3-3 ในฤดูกาลก่อนหน้า ยูไนเต็ด ต้องการล้างอาถรรพ์กับสถิติอันเลวร้ายที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เช่นเดียวกับการลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก คืนมาจาก แมนฯซิตี้ ให้ได้

เริ่มเกมมาไม่นาน เวย์น รูนี่ย์ จ่ายบอลให้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ยิงเข้าไป ให้ทีมเยือนนำ 1-0 ก่อนที่ อันโตนิโอ วาเลนเซีย จะจ่ายให้ ฟาน เพอร์ซี่ ชาร์จเปลี่ยนทางบอลเข้าไป ยูไนเต็ด นำห่าง 2-0

แต่เชลซี เอาคืนได้เร็วเมื่อพวกเขาได้ฟรีคิกก่อนที่ ฆวน มาต้า จะปั่นโค้งเข้าไป ให้ทีมจากลอนดอน ไล่มาเป็น 1-2 และในครึ่งหลังพวกเขาก็โหมบุกหนัก จนได้ประตูตีเสมอในที่สุดจากลูกโหม่งของ รามิเรส

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของ “สิงห์บลูส์” ไม่ดีนักเมื่อพวกเขาโดน 2 ใบแดงจาก บรานิสลาฟ อิวาโนวิช และ เฟร์นานโด ตอร์เรส และพวกเขาก็ยันไม่อยู่เมื่อ ราฟาเอล เปิดบอลให้ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ยิงเข้าไป และเป็นประตูให้ให้ “ปีศาจแดง” บุกชนะได้สำเร็จ 3-2

นั่นเป็นชัยชนะเหนือ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ครั้งสุดท้ายจนถึงปัจจุบัน และเป็นการคุมทีมพบ เชลซี ครั้งสุดท้ายที่เดอะ บริดจ์ ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ด้วยเช่นกัน

เชลซี 1-0 แมนฯยูไนเต็ด (2014/2015)

เชลซี ได้ โจเซ่ มูรินโญ่ กลับมาทำทีมอีกครั้งเป็นหนสอง พบกับ แมนฯยูไนเต็ด ที่ได้ หลุยส์ ฟาน กัล มาทำทีมแทน เดวิด มอยส์

มูรินโญ่ ต้องการพา เชลซี เผด็จศึก “ปีศาจแดง” พร้อมกับเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกมากขึ้น และมาได้ประตูสำคัญจากจังหวะที่ ออสการ์ จ่ายบอลให้ เอเด็น อาซาร์ ตอกส้นลอดขา ดาบิด เด เคอา เข้าไป ให้เชลซีนำ 1-0

ยูไนเต็ด บุกเข้าใส่เชลซี หนักขึ้น และเกือบได้ประตูจากจังหวะยิงชนคานของ ราดาเมล ฟัลเกา สุดท้าย เชลซี เอาชนะไป 1-0 ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปนอนกอดตามที่หวัง

เชลซี 4-0 แมนฯยูไนเต็ด (2016/2017)

โจเซ่ มูรินโญ่ โยกไปคุม แมนฯยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา ขณะที่ เชลซี ได้อันโตนิโอ คอนเต้ กุมบังเหียนเป็นฤดูกาลแรก โดยที่ก่อนหน้านั้นสัปดาห์เดียว ยูไนเต็ด เพิ่งแพ้คาบ้านต่อ แมนฯซิตี้ 1-2 ทำให้ มูรินโญ่ กำชับลูกทีมต้อมีแต้มในเกมี้ใได้

เจ้าบ้านเชลซีฉวยโอกาสดีมาก วางบอลยาวให้เปโดร โฉบหนีกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงให้ทีมนำก่อนตั้งแต่ 30 วินาทีแรก ก่อนที่ช่วงท้ายครึ่งแรก แกรี่ เคฮิลล์ จะโขกลูกเตะมุมของเอเด็น อาซาร์ ให้เชลซีนำก่อนในครึ่งแรก 2-0

ครึ่งหลัง มูรินโญ่ แก้เกมด้วยการเปลี่ยน ฆวน มาต้า ลงสนาม หวังพลิกเกมหลังมาให้ได้ แต่กลายเป็น เชลซี ได้ประตูที่สาม จาก อาซาร์ ก่อนที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จะยิงไกลนอกกรอบเขตโทษ ให้เชลซี ชนะไปอย่างเด็ดขาด 4-0

ช่วงท้ายเกมมีสงครามประสาทเมื่อ โจเซ่ มูรินโญ่ พยายามไปคุยกับ คอนเต้ หลังจบเกมว่าให้ฉลองเบาๆหน่อย ให้เกียรติเขาบ้าง นำไปสู่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างกุนซือทั้งสองคน

ส่วนบั้นปลาย ฤดูกาล “สิงโตน้ำเงินคราม” ของคอนเต้ ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ส่วน ยูไนเต็ด หลุดท็อป 4 แต่ยังได้แชมป์ ลีก คัพ และ แชมป์ยูโรป้า ลีก ซึ่งเป็นทางลัดไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลถัดไป

แมนฯยูไนเต็ด 1-1 เชลซี (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ 2007/2008)

จากการลงสนามพบกันของทั้งคู่ นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่มอสโก น่าจะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลมากที่สุด ยูไนเต็ด เพิ่งจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จและต้องการดับเบิ้ลแชมป์ ส่วน เชลซี กำลังลุ้นคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ยูไนเต็ด ขึ้นนำก่อนจากจังหวะที่ เวส บราวน์ เปิดบอลให้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โหม่งเข้าไป สกอร์เป็น 1-0 แต่เชลซี ได้ประตูตีเสมอจากแฟร้งค์ แลมพาร์ด ก่อนจบครึ่งแรกไม่นาน ซึ่งเป็นประตูที่ “แลมพ์” อุทิศให้คุณแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น

ครึ่งหลังทั้งคู่พยายามใส่แรงทั้งหมดที่มีแต่ไม่มีประตูเพิ่ม ต้องไปต่อเวลาพิเศษ ซึ่งมีเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ไปตบหน้า เนมานย่า วิดิช ผู้ตัดสินไล่ดาวเตะไอวอรี่ โคสต์ ออกจากสนาม

ทั้งคู่ต้องมาดวลจุดโทษตัดสินกันในท้ายที่สุด โรนัลโด้ ยิงคนที่สามและพลาด โดน ปีเตอร์ เช็ก เซฟเอาไว้ได้ ก่อนที่ จอห์น เทอร์รี่ มีโอกาสจะยิงประตูเพื่อพา เชลซี เป็นแชมป์ ก่อนที่เขาจะลื่นและปล่อยบอลไปชนเสา

นั่นคือจุดที่ “ปีศาจแดง” ฟื้นคืนชีพก่อนที่ นิโกล่าส์ อเนลก้า จะยิงไปติดเซฟ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ และทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนั้นไปครองได้สำเร็จ

Comments