สีแดงร้อนแรงเกินฟ้า : เจาะ 4 สาเหตุสำคัญ “หงส์แดง” เหนือกว่า “เรือใบ”

แมนฯซิตี้ กำลังเดินทางไปทำศึกใหญ่กับ ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์นี้ FOX Sports Asia ขอพามาเจาะลึกว่า ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ รอดพ้นความปราชัยจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปได้อย่างไรถึง 3 ใน 4 ครั้งเมื่อฤดูกาลก่อน

และนี่คือ 4 สาเหตุที่ทำไมเหล่า “เครื่องจักรสีแดง” จึงเป็นอุปสรรคชิ้นโตของแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกอย่าง “เรือใบสีฟ้า”

1.ฟุตบอลแบบเฮฟวี่เมทัล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มระหว่างอาร์เซน่อล กับ ดอร์ทมุนด์ เจอร์เก้น คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสไตล์ฟุตบอลของอาร์แซน เวนเกอร์ว่า “มันเหมือนกับวงโยธวาทิต แต่มันดูเงียบไป ผมชอบแบบเฮฟวี่ เมทัลมากกว่า” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรัวคอร์ดใส่แฟนฟุตบอลทั่วโลก สไตล์การเล่นฟุตบอลแบบร็อคเกอร์ของคล็อปป์ไม่ทำให้ใครผิดหวัง และเขายังคงรักษาปรัชญาการทำทีมของเขาจากวันนั้นจนถึงวันนี้

เขายังคงพูดถึงสไตล์ฟุตบอลตีกี ตาก้าของ บาร์เซโลน่า ที่ฟูมฟักขึ้นมาโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่าว่า “ถ้าบาร์เซโลน่ายุคเป๊ปเป็นฟุตบอลทีมแรกได้ผมได้ชมตอนอายุ 4 ขวบ ผมก็ว่ามันไม่สนุกนะ ชนะ 5-0 , 6-0 นั่นคือเทนนิสหรือฟุตบอลกันแน่ ผมต้องการเกมฟุตบอลที่ทั้งสองทีมมีโอกาสชนะ มันไม่ใช่ฟุตบอลที่สงบเงียบ แต่มันเป็นเกมฟุตบอลที่ต้องต่อสู้เพื่อชัยชนะ นั่นคือสิ่งที่ผมชอบ ฝนตกหนัก สนามขรุขระ หน้าเปื้อนโคลน เอาให้กลับบ้านไปแล้วเล่นฟุตบอลไม่ได้อีกเป็นเดือน แต่ทุกคนสู้เต็มที่ นั่นล่ะคือฟุตบอลของผม”

คำพูดของคล็อปป์นั้นเป็นนามธรรม แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงภาพกว้างๆของการทำทีม ลิเวอร์พูล และ แมนฯซิตี้ ในเวลานี้

และฟุตบอลแบบเฮฟวี่ เมทัล ของคล็อปป์ก็ทำลาย “ฟุตบอลที่เงียบสงบ” ของแมนฯซิตี้ และปลุกให้แชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกต้องลุกขึ้นสู้

2.รวดเร็วและดุดัน

แท็กติกที่ชัดเจนที่สุดสำหรับ ลิเวอร์พูล ในการดวลกับ แมนฯซิตี้ อยู่ที่สไตล์เกมรุกแบบบ้าพลัง ดาวยิงทั้ง 3 คนเพรสซิ่งสูงอย่างกับหอกที่แหลมคม และเล่นงานซิตี้ที่ขึ้นเกมอย่างเชื่องช้าจากแผงหลัง

พวกเขากดดันใส่ ซิตี้ ตั้งแต่นาทีแรก จากนั้นลูกที่ 2 และ 3 ก็ตามมา นั่นคือวิธีที่ คล็อปป์ พาลูกทีมเอาชนะ ซิตี้ ได้อย่างราบคาบโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝั่งได้หายใจ

โดยเฉพาะชัยชนะเกมแรกของ “หงส์แดง” เหนือ ซิตี้ 4 ประตู เกิดขึ้นภายในเวลา 9 นาที และทำให้แข้งเรือใบต้องช็อคตาตั้งที่แอนฟิลด์ ส่วนชัยชนะหนที่ 2 (ในแชมเปี้ยนส์ ลีก) มี 3 ประตู เกิดขึ้นใน 19 นาที ต่อหน้าเหล่าเดอะ ค็อปที่แอนฟิลด์

กระทั่งเกมสุดท้ายที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ลิเวอร์พูลก็ยิง 2 ประตูรวดใน 11 นาทีเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าพลพรรคเร้ด แมชีน อาศัยช่วงเวลาที่คู่แข่งกำลังระส่ำรัวหมัดซ้ายขวาต่อด้วยฮุคจนคู่แข่งลงไปกองและหมดสิทธิ์ลุกขึ้นมาแก้ตัว

3.แผนที่ไม่ลงตัวของซิตี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าแผนของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ค่อนข้างจะหลากหลาย เขาปรับแท็กติกบ่อยครั้งในแต่ละเกม แต่กลายเป็นว่าการแก้เกมกลางคันในเกมกับลิเวอร์พูลยิ่งทำให้พวกเขาดิ่งลงเหวมากขึ้นกว่าเดิม

นั่นเป็นเพราะ “หงส์แดง” ยืนตำแหน่งกันเป็นทรงและมีระเบียบวินัยภายใต้ระบบ 4-3-3 ตลอดทั้ง 3 เกม ขณะที่การเปลี่ยนตัวจะใช้นักเตะที่เล่นเหมือนกันสลับกัน ทำให้ทรงการเล่นของทีมไม่เสียไปแม้จะมีใครสักคนถูกเปลี่ยนไปพัก

ขณะเดียวกัน ใน 3 เกมที่ทั้งคู่พบกัน ซิตี้เปลี่ยนแผนการเล่นทั้ง 3 เกม เริ่มด้วย 4-3-3 ต่อด้วย 4-2-3-1 และปิดท้ายด้วย 3-4-3 ซึ่งแม้พวกเขาจะจับจังหวะในเกมได้ แต่การเปลี่ยนแผนบ่อยเกินไปทำให้โดนนักเตะ ลิเวอร์พูล ที่ยืนตำแหน่งกันลงตัวกว่าจัดการได้อย่างไม่ยาก พวกเขาเพลี่ยงพล้ำทั้งสกอร์และแท็กติกหมดทั้ง 3 เกมนั้น

4.สงครามจิตวิทยา

เป๊ป กวาร์ดิโอล่าพยายามจะปฏิเสธว่า ทีมของเขาไม่ได้โดนลิเวอร์พูลข่มขวัญทางจิตวิทยา แต่มันก็ดูยากที่จะเชื่อ

เพราะแทบทุกเกมที่เจอกันในช่วงหลัง ซิตี้ มักจะเป็นต่อตามหน้ากระดาษแต่ต้องจบลงด้วยความพ่ายแพ้ทุกครั้ง เพราะกลายเป็นว่าแผนการเล่นที่ซิตี้ เตรียมมามักจะถูก ลิเวอร์พูล ฉีกเป็นชิ้นๆ อาจกล่าวได้ว่า แข้งเรือใบเริ่มจะกลัวบรรดาดาวเตะจากเมอร์ซี่ย์ไซด์มากขึ้นทุกที

ปัญหาเรื่องสภาพจิตใจของซิตี้เกิดขึ้นในเกมสุดท้ายที่ทั้งคู่พบกันเมื่อฤดูกาลก่อน (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2) โดยแม้จะมีสกอร์นำอยู่ 1 ลูก (สกอร์รวม 1-3) แต่เป๊ปกลับไปประท้วงผู้ตัดสินถึงจังหวะที่ทีมเกือบจะนำ 2-0 แต่ไม่ได้ประตูเพราะเป็นลูกล้ำหน้า เพราะอันที่จริงทีมของเขาน่าจะได้จุดโทษ ผลจบที่ เป๊ป โดนไล่ออกไปสงบสติอารมณ์บนอัฒจันทร์ในเกมที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลของทีม

ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป แพ้ทั้งในเกม และแพ้ทั้งในสงครามจิตวิทยา

บทสรุป

จากชัยชนะรวด 3 ครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ ลิเวอร์พูล จะถูกยกในสถานะที่เป็นต่อเหนือ ซิตี้ หากพูดถึงฟอร์มการเล่นก่อนหน้านี้ทั้งสองทีมเป็นจ่าฝูงร่วมกันที่ 19 คะแนน และเสริมทีมได้อย่างน่ากลัว ซึ่ง “หงส์แดง” ที่ซื้อผู้เล่นหน้าใหม่มาเสริมดูน่ากลัวกว่าด้วยซ้ำในขนาดทีมที่ใหญ่กว่า

ขณะเดียวกัน กวาร์ดิโอล่าเอง นี่คือโอกาสที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเอง เขาแพ้ให้กับ คล็อปป์ มาแล้วถึง 7 ครั้งก่อนหน้านี้ และบางทีเขาและลูกทีมอาจต้องพยายามมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อบุกมาเอาแต้มที่แอนฟิลด์

 

Comments