มุสตาฟิก ฟาห์รุดดิน : “ผมเกือบไม่ได้ยิงจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศปี 2007”

มุสตาฟิก ฟาห์รุดดิน อดีตกองกลางทีมชาติสิงคโปร์ได้เปิดเผยกับ FOX Sports Asia ถึงจุดโทษสำคัญ 3 ครั้งในสีเสื้อทีมชาติสิงคโปร์ ก่อนที่จะอำลาวงการฟุตบอลในสุดสัปดาห์นี้

เกมในวันนั้น แฟนบอลสิงคโปร์ที่สนามกีฬาแห่งชาติต่างส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน ขณะที่แฟนบอลไทยต่างส่งเสียงโห่และบรรดานักเตะทีมชาติไทยออกจากสนามในนาทีที่ 82 ในเกมรอบชิงชนะเลิศนัดแรกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เมื่อปี 2007

มุสตาฟิก ฟาห์รุดดิน ยืนอยู่บนจุดโทษ พร้อมทำหน้าที่สังหารจุดโทษโดยมีกิตติศักดิ์ ระวังป่า ผู้รักษาประตูทีมชาติไทยเป็นคู่ต่อกร และเป็นมุสตาฟิกที่ยิงเข้าไปด้านมุมขวาบนของตัวเอง แถึงแม้กิตติศักดิ์จะพุ่งถูกทางก็ไม่สามารถปัดได้ สิงคโปร์นำทีมชาติไทย 2-1 และเป็นประตูชัยของสิงคโปร์ในนัดนั้น

จากจุดโทษของมุสตาฟิกทำให้สิงคโปร์กุมความได้เปรียบก่อนกลับไปเล่นที่ประเทศไทยในนัดที่สอง และเป็นไครุล อัมรี ที่ทำประตูให้สิงคโปร์ตีเสมอทีมชาติไทยในช่วงท้ายเกม ช่วยให้สิงคโปร์ครองความเป็นเจ้าอาเซียนเป็นสมัยที่ 3

“เป็น 15 นาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของผม แฟนบอล 60,000 คนล้วนจับจ้องมาที่ผม มันเป็นอะไรที่กดดันมาก แต่ผมมีหน้าที่แค่ยิงจุดโทษเท่านั้น” มุสตาฟิกให้สัมภาษณ์ผ่าน FOX Sports Asia

Singapore midfielder Fahrudin Mustafic

“ในตอนแรก ผมไม่ได้รับเลือกเป็นคนยิงจุดโทษคนแรกเสียด้วยซ้ำ คนแรกคืออินดรา ชาห์ดาน ต่อมาเป็นนอห์ อลัม ชาห์ แล้วสุดท้ายถึงจะเป็นผม แต่ในเกมนั้น อินดราไม่ได้อยู่ในสนาม และรัดดี้ (ราดอจโก้ อัฟราโมวิช กุนซือสิงคโปรฺในขณะนั้น) ออกกฎว่า ถ้าคนไหนโดนทำฟาวล์จะไม่มีสิทธิ์ยิงจุดโทษ ซึ่งในครั้งนั้น นอห์ถูกทำฟาวล์ ผมถึงได้รับโอกาสนั้น”

“ผมบอกความจริงให้นะ หลังจากที่กรรมการเป่าให้จุดโทษ ผมก็อยากให้นอห์ยิง แต่มาคิดดูอีกที ผมขอยิงลูกนั้นเองจะดีกว่า ถ้าผมยิงเข้า แฟนบอลสิงคโปร์คงจะมีความสุข ผมเลยตัดสินใจยิงไปขวาบน ซึ่งกิตติศักดิ์ไม่มีทางรับได้แน่นอน”

จากจุดโทษในครั้งนั้น ถือเป็นประตูแรกในนามทีมชาติสิงคโปร์ขอมุสตาฟิก และทำให้กลายเป็นตัวหลักของสิงคโปร์มาแล้วถึง 87 นัด แม้จะไม่ใช้บ้านเกิดเมืองนอนของเขาก็ตาม

Sead Muratovic and Tampines Rovers teammates

มุสตาฟิก ได้เล่าเหตุการณ์ที่เขาเดินทางมาเล่นฟุตบอลที่สิงคโปร์ตามคำชักชวนของซีอัด มูราโตวิช ด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น

“ซีอัดชวนผมมาเล่นให้กับแทมปิเนส เพราะยูโกสลาเวียในตอนนั้นอยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งในเวลานั้นผมยังเป็นวัยรุ่น จึงตัดสินที่จะไป” มุสตาฟิกย้อนความหลัง

“หลังจากที่เล่นให้แทมปิเนสมา 1 ปี ผมก็ย้ายไปเล่นที่เซ็งกัง มารีน มีอยู่เกมหนึ่ง รัดดี้ได้เข้ามาหาผมและบอกว่าเขาสังเกตฟอร์มผมได้สักระยะหนึ่ง และถามว่าสนใจอยากลงเล่นให้กับสิงคโปร์บ้างไหม ผมตอบกลับว่า โอเคๆๆ”

“นักฟุตบอลทุกคนก็ติดความฝันอยากติดทีมชาติ ทั้งนั้น ผมก็เหมือนกันแหละ ตอนแรก ถ้ามีใครสักคนเชิญชวนให้ผมติดทีมชาติสิงคโปร์ ผมก็ไม่เชื่อนะ แต่ก็รัดดี้เชิญมาเท่านั้นแหละ ผมถึงตกลง”

“ผมลงเล่นให้กับสิงคโปร์เกมแรกในที่แมตช์ที่พบกับเดนมาร์ก ผมค่อนข้างประหม่าที่ได้สวมเสื้อทีมชาติสิงคโปร์ลงแข่ง แต่หลังจากเกมที่ชนะอิรักซึ่งเพิ่งคว้าแชมป์เอเชียนคัพได้ในปี 2007 ไป 2-0 มันทำให้ผมเชื่อมั่นว่า ผมต้องจริงจังทุกครั้งเมื่อได้ติดทีมชาติ”

“ทุกครั้งผมสวมเสื้อทีมชาติสิงคโปร์ ผมจะคิดว่าต้องสู้เพื่อคนสิงคโปร์, สู้เพื่อประเทศสิงคโปร์ เราจะต้องวิ่งไปให้สุดจนกว่าจะวิ่งไม่ไหว ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้เราก็จะวิ่งต้่อไป ตราบใดเท่าที่ธงชาติสิงคโปร์ปักอยู่บนหน้าอก”

ปี 2012 ถือเป็นปีชี้ชะตาของราดอจโก้ อัฟราโมวิช ในช่วงนั้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ทีมชาติสิงคโปร์ภายใต้การคุมทีมของเขามาถึงทางตันเลย นักเตะหลายคนจึงตั้งมั่นที่จะคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เพื่อสั่งลากุนซือชาวเซอร์เบีย

“เราทราบดีว่า รัดดี้นั้นกดดันมากแค่ไหน และเราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเขา เราต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าพวกเขาคิดผิด เราจึงตั้งเป้าว่าต้องเข้ารอบชิงชนะเลิศให้ได้เพื่อเป็นเกียรติแด่เขา”

ทีมชาติสิงคโปร์ไม่ได้ไปไกลถึงแค่รอบชิงชนะเลิศ แค่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์อาเซียนได้เป็นสมัยที่ 4 ด้วยการชนะทีมชาติไทยคู่ปรับเก่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-2

“ผมไม่อยากเจอกับทีมชาติไทย เพราะพวกเขามีผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมทับกับตำแหน่งของผม ไม่ว่าจะเป็นเทิดศักดิ์ ใจมั่น, สุธี สุขสมกิจ หรือแม้แต่ดัสกร ทองเหลา พวกเขาคอยป้วนเปี้ยนคุณอยู่ตลอดเวลา และยากที่เอาชนะด้วย”

“แต่พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจทีดีให้กับผม ตอนที่ผมรับหน้าที่ยิงจุดโทษเข้าไปในเกมนัดชิงที่สนามจาลัน เบซาร์ ผมวิ่งดีใจอย่างบ้าคลั่ง แต่แล้วกรรมการให้สัญญาณยิงจุดโทษใหม่อีกครั้ง”

“จากประสบการณ์ในการลงเล่นระดับอาชีพมาอย่างยาวนาน ผมต้องปรับอารมณ์เพื่อยิงจุดโทษใหม่อีกครั้ง ซึ่งผมก็ทำซ้ำเหมือนกับครั้งแรก เพียงแต่รอให้กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เคลื่อนตัวออกมาก่อน แล้วค่อยยิงในทิศทางตรงกันข้ามกับเขา จุดโทษครั้งนี้ไม่เหมือนกับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ครั้งนี้ผมดูเยือกเย็นมากจนเหมือนตายไปแล้ว”

และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติสิงคโปร์ครองแชมป์อาเซียน ก่อนที่จะตกรอบแรกใน 2 ครั้งหลังสุด

Singapore stars Baihakki Khaizan and Fahrudin Mustafic

วี.สุนทรมูรติ เคยชักชวนให้มุสตาฟิกกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง แต่เขารู้ดีว่าเวลาสำหรับทีมชาติหมดลงแล้ว และควรให้ความสำคัญการลงเล่นให้แทมปิเนสมากกว่า

“การใช้ความเร็วไม่เป็นปัญหาสำหรับผมเมื่อถึงวัย 33 ปี หลังจากวันแข่ง 1 วันผมต้องพยายามฟื้นฟูร่างกายโดยเร็ว จนเมื่อกลางปีนี้ ผมบอกกับตัวเอง ผมพอแล้ว ผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อย่างที่ผมต้องการอีกแล้ว”

“สำหรับผม การได้ลงเล่นให้สิงคโปร์ ประเทศที่ผมใช้ชีวิตมา 17 ปี ผมคงไม่มีอะไรมอบให้นอกจากความรักแด่โค้ชทุกคนตั้งแด่เตียว ฮก เส็ง (อดีตประธานสโมสรแทมปิเนส จนถึง รัดดี้”

“ผมอยากบอกกับแฟนๆทุกคนว่า ผมเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ผมได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ทั้งแทมปิเนสและทีมชาติสิงคโปร์ ผมรู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวสิงคโปร์ยิ้มได้หลังคว้าแชมป์เอเอฟเอฟซูซูกิ คัพ 2 สมัย”

“เวลาที่ผมเดินไปที่ร้านกาแฟและพูดคุยเรื่องกับซูซูกิ คัพกับผม มันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นพวกเขาภาคภูมิใจ มันยากจะอธิบายออกมาเมื่อสิ่งที่คุณทำในสนามแล้วทำให้แฟนบอลมีรอยยิ้ม”

Singapore midfielder Fahrudin Mustafic with supporters

มุสตาฟิก ฟาห์รุดดิน จะลงเล่นฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างทีมรวมดาราสิงคโปร์กับทีมรวมดาราแทมปิเนส ในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคมที่สนามแทมปิเนส โดยแมตช์นั้นจะเป็นการรวมผู้เล่นระดับทีมชาติสิงคโปร์ที่มุสตาฟิกเชิญมาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล ลูอิส, ไบฮัคกี้ ไคซาน, นอห์ อลัม ชาห์ รวมไปถึงอเล็กซานเดอร์ ดูริช

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments