วัดตัว-ตัว 11 ผู้เล่นตัวจริงผี-หงส์ ใครเหนือกว่า ?

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

ศึกแดงเดือด กำลังจะเดินทางมาถึงอีกไม่ช้า ทีมใดเหนือกว่า คงยากที่จะระบุได้ เพราะทั้งสองสโมสรดูสูสีกันเหลือเกินตามหน้ากระดาษ แต่ “ฟ็อกซ์ สปอร์ต ไทยแลนด์” ขอพาทุกท่านมาวิเคราะห์แบบตัวต่อตัว กับ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ดีที่สุดของทั้งสองทีม ว่าใคร เหนือกว่าใครกันแน่

**แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยึดผู้เล่นชุดล่าสุดที่เอาชนะ คริสตัล พาเลซ
** ลิเวอร์พูล ยึดผู้เล่นชุดล่าสุดที่เอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

 

ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เคอา (แมนฯยูไนเต็ด) vs ลอริส คาริอุส (ลิเวอร์พูล)

คาริอุส ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมากกับการยึดมือหนึ่งอย่างสม่ำเสมอให้กับ ลิเวอร์พูล ขณะที่ ดาบิด เด เคอา ทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือนายทวารระดับโลก

ดังนั้น ในตำแหน่งนี้ “ปีศาจแดง” ชนะไปก่อนในยกแรก

ผู้ชนะ : เด เคอา
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 1-0 ลิเวอร์พูล

แบ็กขวา : อันโตนิโอ วาเลนเซีย​ (แมนฯยูไนเต็ด) – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์​ (ลิเวอร์พูล)

จากปีกขวาที่ลงมายึดตำแหน่งแบ็กถาวรที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เบียดแบ็กอาชีพอย่าง มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน ไปนั่งสำรองยาว วาเลนเซียโชว์ฟอร์มได้ตามมาตรฐาน แต่ยังมีจุดอ่อนอยู่ที่ลูกโยนจากทางด้านข้างที่ขาดความแม่นยำ ขณะที่เทรนท์ เล่นได้นิ่งเกินอายุ แต่แข้งก้นหม้อ “หงส์แดง” ยังขาดประสบการณ์ในเกมระดับสูง ดังนั้นใกล้เคียงกัน ยกนี้จึงขอให้เสมอกัน

ผู้ชนะ : ไม่มี
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 1-0 ลิเวอร์พูล

Liverpool Everton

แบ็กซ้าย : แอชลี่ย์ ยัง​ (แมนฯยูไนเต็ด) – แอนดรูว์​ โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล)

อดีตแข้งวัตฟอร์ดไม่เหมาะกับการเล่นแบ็กซ้าย เพราะเขาสอบตกเรื่องการยืนตำแหน่ง การประกบตัวคู่ต่อสู้ แถมยังช้าเกินไปที่จะเป็นปีก เขามีแต่ทักษะการครอสบอลซึ่งนานๆจะทำได้ครั้ง

อดีตแบ็กฮัลล์ ซิตี้ อย่างโรเบิร์ตสัน อาจเติมเกมรุกได้ไม่ดีเท่าใดนัก แต่อย่างน้อยเขาก็รับผิดชอบพื้นที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยม และแทบไม่หลุดตำแหน่ง

ผู้ชนะ : โรเบิร์ตสัน
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 1-1 ลิเวอร์พูล

Eric Bailly

กองหลังตัวกลาง : เอริค ไบยี่ (แมนฯยูไนเต็ด) – แฟร์กิล ฟาน ไดจ์ก (ลิเวอร์พูล)

แข้งทีมชาติไอวอรี่โคสต์ ปักหลักเป็นเซนเตอร์หมายเลข 1 ของทีม เขาเข้าบอลได้แม่นยำ และแข็งแกร่งลูกกลางอากาศ ถือเป็นตัวความหวังที่สุดในเกมรับของปีศาจแดง

ฟาน ไดจ์ก มีค่าตัว 75 ล้านปอนด์ เขาเพิ่งย้ายมาจากเซาแธมป์ตัน แต่ก็ปรับตัวเข้ากับทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และลิเวอร์พูลมีสถิติเสียประตูน้อยลงตั้งแต่เขามาเฝ้าแผงหลังให้กับทีม

หากไม่นับช่วงที่ไบยี่ เจ็บยาว เขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ ฟาน ไดจ์ก ก็แทบหาจุดบกพร่องไม่เจอ ดังนั้น เจ๊ากันไปอีกคน

ผู้ชนะ : ไม่มี
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 1-1 ลิเวอร์พูล

derbi manchester

Lovren

กองหลังตัวกลาง : คริส สมอลลิ่ง (แมนฯยูไนเต็ด) – เดยัน ลอฟเรน (ลิเวอร์พูล)

สมอลลิ่ง ถือเป็นจุดอ่อนในแนวรับของยูไนเต็ด มาหลายยุคหลายสมัย (แม้จะดีช่วงสั้นๆ ในยุคที่หลุยส์ ฟาน กัล เรียกเขาว่า ‘ไมค์’) แต่ก็ยังได้รับโอกาสจากโจเซ่ มูรินโญ่อย่างต่อเนื่อง

จุดเด่นของเขาคือการเติมขึ้นมาพังประตูคู่แข่งจากลูกเซตพีซ กลบจุดอ่อนในเกมรับ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเขาไม่ได้ และแฟนเร้ด เดวิลส์ ต้องเสียวสันหลังวาบทุกครั้งที่เขาลงสนาม

ลอฟเรน เปลี่ยนไปคนละคนเมื่อได้เข้าคู่กับ ฟาน ไดจ์ก เมื่อเขาได้คู่ขาที่เล่นได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้เขาเบาภาระลงไป และเล่นได้นิ่งขึ้นกว่าช่วงต้นฤดูกาลที่เสียประตูเป็นน้ำ

อีกคนยังฟอร์มบู่เช่นเดิม ส่วนอีกคนดีขึ้น ยกนี้ ต้องให้ ลอฟเรน เป็นฝ่ายชนะ

ผู้ชนะ : ลอฟเรน
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 1-2 ลิเวอร์พูล

Nemanja Matic

กองกลางตัวรับ : เนมานย่า มาติช​​ (แมนฯยูไนเต็ด) – เอ็มเร่ ชาน (ลิเวอร์พูล)

แข้งเซอร์เบียมีจุดเด่นเรื่องการออกบอล และการยืนพื้นที่คอยตัดเกม จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือความเชื่องช้า ซึ่งอาจทำให้คืนนี้เขาอาจโดนผู้เล่น ลิเวอร์พูล เข้าหาเร็วจากจังหวะเพรสซิ่ง

ชาน เป็นนักเตะจอมขยัน แต่ช่วงหลังยังขาดความคงเส้นคงวา แม้จะอาศัยความพยายามเข้าสู้ แต่ด้วยคลาสบอล ต้องให้ มาติช เฉือนไปคืบเดียวเท่านั้นย

ผู้ชนะ : มาติช
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 2-2 ลิเวอร์พูล

กองกลางเพลย์เมกเกอร์ยืนต่ำ : ปอล ป็อกบา​ (แมนฯยูไนเต็ด) – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน​ (ลิเวอร์พูล)

ด้วยพรสวรรค์ที่มีเปี่ยมล้น แต่ป็อกบายังไม่งัดมันออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์เท่าที่ควร เขายังตกเป็นเป้าวิจารณ์จากสื่อ เป็นประเด็นว่าเขาต้องยืนตำแหน่งไหนถึงจะเล่นออก หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนมาเล่นระบบ 4-3-3 แล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ยังเล่นเอาเท่ เน้นเล่นเพื่อตัวเองมากกว่าทีม

เฮนโด้ เป็นศูนย์กลางของ ลิเวอร์พูล ด้วยปลอกแขนกัปตันทีมที่มี เขาพัฒนาขึ้นมากจากยุคที่เล่นกับ ซันเดอร์แลนด์ คุมจังหวะเกมได้อย่างเนียนตา แม้จะมีคนวิจารณ์เขาว่าเป็น “อาแปะ” แต่ดูแล้วเขาทำประโยชน์ต่อทีมได้มากกว่า ป็อกบา เห็นๆ

น่าเสียดายพรสวรรค์ของป็อกบา เขามีทุกอย่าง แต่ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้

ผู้ชนะ : เฮนเดอร์สัน
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 2-3 ลิเวอร์พูล

Alex Oxlade-Chamberlain

กองกลางมดงาน : สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ (แมนฯยูไนเต็ด) – อเล็กซ์ อ็อกเหล็ด แชมเบอร์เลน (ลิเวอร์พูล)

สก็อตตี้ เด็กจากอะคาเดมี่ที่โจเซ่ มูรินโญ่ ชมไม่หยุดปาก มีจุดเด่นอยู่ที่พลังงานที่มีล้นตัว เขาวิ่งไล่ตัดเกมคู่แข่งตลอด และทำได้ทุกอย่างที่ มูรินโญ่ สั่ง ที่สำคัญยังมีจุดเด่นอยู่ที่การออกบอลยาว

แชมเบอร์เลน ค้นพบตัวเองเมื่อได้เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง แรกๆ อาจยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่เขาเริ่มเล่นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และหาจุดสมดุลให้กับเกมของตัวเองเจอ ทำให้เขากลายเป็นแดนกลางคอยเชื่อมเกมที่น่ากลัว และทำให้เดอะ ค็อป ลืมชื่อของฟิลิเป้ คูตินโญ่

ทั้งสองคนยังต้องรอการพิสูจน์ตัวเอง เพียงแต่ แม็คโทมิเนย์ เพิ่งจะขึ้นมาชุดใหญ่ได้ไม่นาน ส่วน แชมเบอร์เลน ปักหลักมาตั้งแต่กลางซีซั่นที่แล้ว ดังนั้นเรื่องประสบการณ์ คงต้องยกให้ อดีตแข้งอาร์เซน่อลเหนือกว่า

ผู้ชนะ : อ็อกเหล็ด-แชมเบอร์เลน
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 2-4 ลิเวอร์พูล

ปีกซ้าย : อเล็กซิส ซานเชซ (แมนฯยูไนเต็ด) – ซาดิโอ มาเน่​ (ลิเวอร์พูล)

แม้ว่าแข้งทีมชาติชิลีจะยังปรับตัวเข้ากับ “ปีศาจแดง” ยังไม่ค่อยได้ แต่ด้วยคลาสบอลเข้าขั้นระดับโลก ทำให้ตัวเขายังดูน่ากลัวเสมอไม่ว่าจะเล่นอยู่ส่วนใดของสนาม และครบเครื่องทั้งเรื่องเบสิกการเลี้ยง , การจ่ายบอล และการทำประตู และนักเตะแบบนี้พร้อมจะทำลายฝั่งตรงข้ามได้ทุกวินาที ขอเพียงแค่โอกาสเพียงครั้งเดียว

มาเน่ ในฤดูกาลนี้ ต่างจากซีซั่นที่แล้ว เมื่อเขาโดนรัศมีของโมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ กลบหมด ด้วยวิธีการเล่นที่คล้ายคลึงกัน ทำให้หลายครั้งเขาหายไปจากเกม และถูกเปลี่ยนตัวออกในที่สุด

วัดกันตัวต่อตัว ยังมองว่า เวลานี้คลาสบอลของอเล็กซิส ยังดูเหนือกว่า มาเน่ ที่ฟอร์มตกลงไปฤดูกาลนี้

ผู้ชนะ : อเล็กซิส 
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 3-4 ลิเวอร์พูล

Mohamed Salah

ปีกขวา : เจสซี่ ลินการ์ด (แมนฯยูไนเต็ด) – โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ (ลิเวอร์พูล)

เอาเข้าจริงตำแหน่งปีกขวา เป็นตำแหน่งเดียวที่แมนฯยูไนเต็ด ยังหาไม่เจอเสียทีในฤดูกาลนี้ เพียงแต่ ลินการ์ด เล่นเป็นตัวจริงในเกมที่แล้วกับพาเลซเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องหุบตัวเองลงไปเล่นแบ็กขวาในช่วงท้ายเกม และเอาเข้าจริง เขาก็ไม่เหมาะกับการเล่นปีกขวาด้วยประการทั้งปวง

ซาล่าห์ คือทุกอย่างของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ และทำให้ระบบเกมรุกบรรลัยกัลป์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ทำงานอย่างสมบูรณ์ ผลงานพิสูจน์ชัดกับ 24 ประตูในเกมลีก และเป็นนักเตะที่ผู้สันทัดกรณีเห็นตรงกันว่า น่าจะมีโอกาสยิงประตูใส่ แมนฯยูไนเต็ด ได้มากที่สุดในเกมนี้

จริงๆตำแหน่งนี้ ลิเวอร์พูล ชนะไปแบบไม่ต้องคิด เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าจนถึงตอนนี้ มูรินโญ่ ก็ยังเจอปัญหาไม่รู้จะเอาใครมาเล่นดี ในตำแหน่งปีกขวา เพราะในทีมตอนนี้ ไม่มีใครเหมาะสมเลย

ผู้ชนะ : ซาล่าห์
สกอร์ : แมนฯยูไนเต็ด 3-5 ลิเวอร์พูล

Lukaku

กองหน้าตัวเป้า : โรเมลู ลูกากู​ (แมนฯยูไนเต็ด) – โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ (ลิเวอร์พูล)

เมื่อพูดถึงกองหน้าตัวเป้า ก็ต้องวัดกันที่จำนวนประตู ซึ่งด้วยระบบ false 9 ที่เจอร์เก้น คล็อปป์ใช้ ทำให้ภาระการทำประตูไม่ไปแบกหนักอึ้งที่ ฟีร์มิโน่ มากจนเกินไป

ลูกากู ทำไป 14 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ อาจจะน้อย แต่พักหลังเขาปรับฟอร์มการเล่นของตัวเองได้ดีขึ้น โดยเฉพาะความเยือกเย็นในการยิงประตู และการพักบอล เก็บบอลในแดนหน้า

ฟีร์มิโน่ มีปัญหาอยู่บ้างถ้าพูดถึงการจบสกอร์ เพราะบางครั้งเขาไม่ใช่กองหน้าอาชีพ แต่การทำได้ 13 ประตู ก็น้อยกว่าลูกากูเพียงลูกเดียว

หากวัดกันที่ศักยภาพกองหน้า ก็คงต้องให้กองหน้าธรรมชาติอย่างลูกากู ชนะไปอย่างเฉียดฉิว
(อย่างน้อยก็เป็นคะแนนปลอบใจ เพราะมาถึงตรงนี้ “ปีศาจแดง” ก็ไล่ไม่ทันแล้ว)

ผู้ชนะ : ลูกากู

สกอร์สุดท้าย : แมนฯยูไนเต็ด 4-5 ลิเวอร์พูล

Comments