90วันอันโหดร้าย : ย้อนไทม์ไลน์“โค้ชจุ่น”กับภารกิจกู้ชีพบางกอกกล๊าส

20 เมษายน 2561 หลังจบเกมไทยลีกนัดที่บางกอกกล๊าส เอฟซี ภายใต้กุนซือขัดตาทัพอย่าง อำนาจ แก้วเขียว เปิดบ้านแพ้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 0-1 หล่นไปอยู่โซนตกชั้น อันดับ 14 ของตาราง จนมาถึงนัดที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทีมมีฮึดหนีโซนอันตราย นั่นคือเกมลีกประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 นัดที่ทัพเครื่องจักรสีน้ำเงิน ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด รวมใจพลิกแซงชนะเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3-1 ทะยานหนีโซนตกชั้นได้สำเร็จ…

นั่นคือช่วงเวลา 90 วันอันโหดร้ายของบางกอกกล๊าส เอฟซี อย่างแท้จริง ที่พวกเขาจมอยู่กับความรู้สึกที่ขมขื่นในโซนอันตราย ถูกความกดดันทับไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จนความรู้สึกต่างๆเริ่มมลายหายไปด้วยความสามารถของชายที่ชื่อว่า…อนุรักษ์ ศรีเกิด

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงเป็นช่วงเวลาที่แฟนบอล บางกอกกล๊าส เอฟซี มีความสุขที่สุดในฤดูกาลนี้ เมื่อทีมรักของพวกเขาฝ่าด่านหินอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทะลุเข้าชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลโตโยต้า ลีกคัพ  2018 ต่อเนื่องมาจนถึงเกมลีกที่บุกไปเอาชนะ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี 5-2 เพิ่มโอกาสในการอยู่รอดบนลีกสูงสุดอีกเท่าตัว ด้วยน้ำมือของสุภาพบุรุษขวัญใจชาวคลองสามอย่าง “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่บางกอกกล๊าส เอฟซี ทีมยักษ์หลับแห่งศึกโตโยต้า ไทยลีก กลับมามีชีวิตชีวา ภายใต้การทำทีมด้วยรอยหยักในสมองของโค้ชจุ่น หลายครั้งที่ชายคนนี้แบกความหวังของแฟนบอลเอาไว้บนบ่า มุ่งมั่น ทำงานหนัก เพื่อพาบางกอกกล๊าสกลับไปยืนในจุดที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ทีมเพิ่งเผชิญในฤดูกาลนี้ นั่นคือ “การหนีตกชั้น”

ก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดว่าบางกอกกล๊าสที่หว่านเม็ดเงินลงทุนทำทีมในปีนี้ด้วยมูลค่ามหาศาล จะต้องมากระเสือกกระสนดิ้นรนหนีตกชั้นแบบสุดชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่ได้ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด กลับมาทำทีมรอบที่ 4 บางกอกกล๊าสคงไม่มีที่ให้ยืนหายใจในอันดับที่ 10 เหมือนอย่างเช่นตอนนี้ และคงไม่มีทางทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยอย่างแน่นอน

โค้ชจุ่น Comeback (อีกครั้ง)

“โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด เป็นกุนซือที่บางกอกกล๊าส เอฟซี คุ้นเคยเป็นอย่างดี และเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่แฟนบอลในถิ่นลีโอ สเตเดี้ยม ให้การยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยผลงานการคุมทีม ชื่อเสียง และมันสมอง จึงทำให้โค้ชจุ่นก้าวเข้าไปอยู่ในใจของแฟนบอลบีจีเรื่อยมา ไม่ว่าสถานการณ์ของทีมจะเป็นเช่นไร หากทีมยังมีโค้ชจุ่นคอยยืนสั่งการอยู่ข้างสนาม แฟนบอลก็อุ่นใจได้ พร้อมที่จะยืนตะโกนเชียร์แบบสุดหัวใจ

ก่อนหน้านี้โค้ชจุ่นเคยคุมทีมบางกอกกล๊าส เอฟซี มาแล้ว 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ช่วงเลกแรกฤดูกาล 2013, เลกสองฤดูกาล 2014 ซึ่งในปีนั้นโค้ชจุ่นพาทีมก้าวไปคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ และเลกสองฤดูกาล 2015

ปัจจุบันคือครั้งที่ 4 ของโค้ชจุ่นที่กลับมาทำทีมบางกอกกล๊าส พร้อมความหวังจากแฟนบอล คือพาทีมหนีตกชั้นในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2018 โดยเข้ามาเป็นกุนซือแบบเต็มตัวรับเผือกร้อนชิ้นสำคัญในเกมไทยลีกนัดที่ 14 ของฤดูกาล ซึ่งในตอนนั้นทีมกำลังจมอยู่ในโซนอันตราย

ภารกิจฉุดบีจีขึ้นจากปากเหว

บางกอกกล๊าสตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อ 13 นัดแรกในศึกไทยลีกพวกเขาเก็บชัยชนะได้เพียง 3 นัดเท่านั้น ร่วงลงไปนอนกองอยู่ในพื้นที่ตกชั้นอันดับ 15 ยิ่งไปกว่านั้นใน 13 เกมดังกล่าวพวกเขาใช้โค้ชไป 2 คน ได้แก่ โจเซฟ เฟร์เร ในช่วง 7 นัดแรก ก่อนที่จะเป็น อำนาจ แก้วเขียว ก้าวขึ้นมาขัดตาทัพอีก 6 นัดต่อมา แต่ทว่าสถานการณ์ของทีมยังไม่ดีขึ้น

นั่นจึงเป็นอีกครั้งที่ทางผู้บริหารของทีมกลับไปดึง “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด ที่กำลังเป็นโค้ชขอนแก่น เอฟซี อยู่ในขณะนั้น กลับมาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนอีกครั้ง

“ผมบอกน้องๆ เราต้องทำงานกันอย่างหนักถ้าจะอยู่รอด เราจะไม่ตกไป T2”

โค้ชจุ่นเปิดคำพูดแรกหลังกลับมาคุมทีมบางกอกกล๊าสเป็นครั้งที่ 4 โดยในครั้งนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่าครั้งไหนๆ เนื่องจากทีมกำลังอยู่ในสถานการณ์หนีตกชั้น

เครื่องจักรเครื่องติด

ในระหว่างที่การแข่งขันในช่วงเลกสองเป็นไปอย่างดุเดือด รูปเกมของบางกอกกล๊าส ภายใต้การทำทีมของ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และจุดประกายความหวังการอยู่รอดปลอดภัยบนลีกสูงสุดมากขึ้น อย่างไรก็ตามด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นและโควตาตกชั้นถึง 5 ทีม ทำให้อันดับของบางกอกกล๊าสไม่ค่อยขยับขึ้นพ้นโซนอันตรายสักเท่าไร

เป็นเวลากว่า 10 สัปดาห์ที่บางกอกกล๊าสจมอยู่ในอันดับ 15 โซนตกชั้น และมีช่วงวิกฤติที่แพ้สามนัดติดต่อกันในลีก

“แน่นอนว่ามันบาดใจทุกฝ่าย โดยเฉพาะกองเชียร์ที่อุตส่าห์ตามมาเชียร์เรา ซึ่งผมรับผิดชอบเองทั้งหมด จะไปโทษดวง โทษสนามก็คงไม่ใช่”

“ที่จริงปัญหาแต่ละอย่างแก้เป็นจุดๆ ไปแล้ว ทั้งตัวผู้เล่น การปรับตัวนักเตะเก่าใหม่ การเข้าทำ แต่สุดท้ายปิดสกอร์ไม่ได้ แต่ยืนยันตนจะไม่ทิ้งทีม และจะสู้ต่อไป”

“ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าตอนนี้กำลังสู้กับอะไร”

“โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด กุนซือบางกอกกล๊าส เผยความรู้สึกแบบหมดเปลือกหลังเกมที่ทีมแพ้พีที ประจวบ เอฟซี 0-1

ซึ่งหลังจากเกมนั้นได้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “โค้ชจุ่น” นำบางกอกกล๊าสเร่งโกยแต้มหนีโซนตกชั้นแบบได้ใจแฟนบอล 4 นัดหลังจากเกมแพ้ประจวบ บีจีติดเครื่องเดินหน้าเก็บแต้มโดยไม่แพ้ใคร 4 นัดติดต่อกัน ไล่ตั้งแต่ เสมอพัทยา ยูไนเต็ด 1-1, เปิดบ้านยิงแซงชนะเมืองทอง 3-1 ซึ่งในเกนนี้นี่เองที่โมเมนตัมการหนีตกชั้นกลับมาเทอยู่ทางฝั่งบางกอกกล๊าส

“เรารู้ดีว่า 11 เกมที่เหลือเราพลาดไม่ได้เลย ตอนนี้เราต้องการที่จะชนะในทุกๆนัด”

“โค้ชจุ่น” ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีมุ่งมั่น เปรียบเสมือนการปลุกใจลูกทีมไปในตัว ซึ่งหลังจากนัดนี้ บางกอกกล๊าสเอาชนะคู่แข่งอีกสองนัด นั่นคือ การบุกถล่มโปลิศ เทโร เอฟซี 3-0, เปิดบ้านไล่ยิงสุโขทัย เอฟซี 5-1

ในที่สุดหลังจากจมอยู่ในโซนตกชั้นอันดับ 15 อยู่กว่า 10 สัปดาห์ โค้ชจุ่นฉุดบางกอกกล๊าสขึ้นมารั้งอันดับ 12 ของตารางได้สำเร็จ

เข้าชิงลีกคัพครั้งแรกประวัติศาสตร์

ฟอร์มในเกมลีกของบางกอกกล๊าส เอฟซี ดีขึ้นเรื่อยๆ 3 เกมหลังสุด พวกเขายังไม่แพ้ใคร ซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 10 ของตาราง นอกจากนั้นยังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการหักด่านบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-1 ในศึกฟุตบอลโตโยต้า ลีกคัพ รอบรองชนะเลิศ เป็นการยัดเยียดความปราชัยให้ทัพปราสาทสายฟ้าในรอบ 17 เกม และดับฝันความหวังทริปเปิลแชมป์ของบุรีรัมย์ชั่วข้ามคืน

“เรารู้อยู่แล้วว่าเราเจอทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ไม่มีใครสามารถจะต่อกรกับบุรีรัมย์ได้ เรารู้อยู่แล้วว่าต้องเล่นอย่างไร เรารู้ว่าความสามารถเฉพาะตัวสู้เขาไม่ได้ แต่วิธีการเล่นเราต้องช่วยกัน”

บางกอกกล๊าส ภายใต้การคุมทีมของโค้ชจุ่น เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลถ้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังเคยก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2014 ซึ่งคนที่คุมทีมในวันนั้น ก็กำลังคุมทีมอยู่ในวันนี้ โดย บางกอกกล๊าส เอฟซี จะเข้าไปชิงชนะเลิศกับสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่มหาวิทยาลัยสนามธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันที่ 20 ตุลาคม

ฤดูกาล 2018 จึงถือเป็นซีซั่นแห่งความท้าทายของบางกอกกล๊าส เอฟซี และ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด อย่างแท้จริง หลากรส หลากอารมณ์ ให้แฟนบอลได้ลุ้นตั้งแต่นักแรกจนถึงปัจจุบัน หากบทสรุปในฤดูกาลนี้ของบางกอกกล๊าส ทีมไม่ตกชั้น และมีถ้วยโตโยต้า ลีกคัพ ติดมือ คงจะเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมของทีมอย่างไม่ต้องสงสัย

ขอบคุณรูปภาพ : BangkokGlass FC

Comments