NAT on FOX : ขอบคุณ สโลวาเกีย และ 5 สิ่งที่ “ทีมชาติไทย” ต้องพัฒนาต่อไป

นรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

แม้จะพลาดแชมป์สามสมัยติดต่อกัน แม้จะเป็นเพียงพระรอง แต่ไม่มีแฟนบอลช้างศึกคนไหนรู้สึกผิดหวังกับผลงานที่เกิดขึ้น

เราแพ้ทีมฟีฟ่าแรงกิ้งอันดับ 29 ของโลกแบบสู้ได้สนุก และต้องขอบคุณสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และสมาคมฟุตบอลสโลวาเกีย ที่ทำให้เกมฟุตบอลคุณภาพเกิดขึ้นเมื่อคืนที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

เพราะไม่บ่อยที่ทีมชาติไทยจะได้เจอทีมชุดใหญ่จากทีมระดับท็อปจากยุโรปอย่างแท้จริง ได้ประจันหน้ากับนักเตะระดับมาร์ติน สเคอร์เทล ,​ มิลาน สคริเนียร์ และ กองกลางระดับลา ลีกา สเปนอย่าง สตานิสลาฟ โลบอตก้า

การแพ้เพียงประตูเดียว แสดงให้เห็นว่าเราสู้ได้ แต่ก็แน่นอน การปลอบใจตัวเอง ก็ไม่ได้ทำให้เราพัฒนาขึ้น แพ้ก็คือแพ้ครับ และในเมื่อเราแพ้ เราก็ต้องพัฒนา ต้องปรับให้ดีขึ้น

และนี่คือ 5 เรื่องที่ผมคิดว่า “ทีมชาติไทย” จำเป็นต้องพัฒนาต่อไป

1.ส่งออกแข้งเทพเล่นต่างแดนเพิ่ม

ทุกคนคงเห็นเซนส์บอลของชนาธิป สรงกระสินธ์ ว่าเกินเพื่อนร่วมทีมขนาดไหน กับหนึ่งปีที่เขาไปเล่นที่ญี่ปุ่น เปลี่ยนนักเตะคนหนึ่งจากเก่งที่สุดในไทย ให้กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เด่นที่สุดของเอเชีย

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเพื่อนๆในทีมยังตามไม่ทันเซนส์บอลของชนาธิป ยังอ่านเพื่อนไม่ออกว่าเพื่อนจะจ่ายให้แบบไหน ต้องวิ่งหาช่องอย่างไร และเคลื่อนที่ไปตรงไหนเพื่อให้ทันบอลของเจ้าเจ

การยกระดับเซนส์บอลอาจพูดง่ายแต่ทำยาก , บางทีคุณอาจต้องไปอยู่ในลีกที่ระดับฟุตบอลสูงจริงๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ชนาธิป , ธีราทร บุญมาทัน หรือ ธีรศิลป์ แดงดา กำลังไปคลุกคลีและศึกษาอยู่

ทีมชาติจะพัฒนาได้ต่อเมื่อนักเตะออกไปเล่นต่างแดนกันให้มากที่สุด และหากทัพ “ช้างศึก” ต้องการให้เซนส์บอลของเพื่อนๆก้าวทันเจ บางที อาจต้องมีนักเตะในไทยลีกไปเล่นในต่างแดนมากกว่านี้ …

และเมื่อเห็น “เจ” พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดในลีกญี่ปุ่น บางทีเจลีกอาจเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่นักเตะไทยจำนวนมากต้องการไปค้าแข้งในอนาคต

ป.ล. ถ้าคุณอยากรู้เรื่อง “เซนส์บอล” เป็นอย่างไร เชิญติดตามอ่านได้ที่นี่ >> NAT on FOX : เซนส์บอล

2. วิทยาศาสตร์การกีฬา

จังหวะ โรเบิร์ต มัค กระชากหนี ฟิลิป โรลเลอร์ จนปลิว บ่งบอกชัดเจนว่าศักยภาพรูปร่างของนักฟุตบอลเอเชียยังเป็นรองพวกยุโรป

แน่นอน เราเปลี่ยนความจริงในจุดนี้ไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ทีมชาติญี่ปุ่นเองเมื่อไปเจอทีมระดับเกรดเอ อย่างบราซิล ก็ยังเละกลับมาแบบสู้ไม่ได้เหมือนกัน

เพียงแต่ญี่ปุ่นเองก็ตีโจทย์แตกเมื่อเจอกับทีมยุโรปที่มีฝีเท้าระดับกลาง พวกเขาใช้การเคลื่อนที่และบอลเร็วเป็นอาวุธสำคัญ ส่วนขนาดรูปร่างที่เป็นรอง หากคุณแข็งแกร่งกว่าจริง วิทยาศาสตร์การกีฬาก็ทำให้คุณเบียดกับพวกเขาได้โดยไม่ล้ม

ชนาธิป ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ว่านักเตะไทยคนหนึ่งทั้งเร็วทั้งแกร่ง ถึงขนาด โรเบิร์ต มัค ต้องดึงเสื้อแทบขาด

นักเตะไทยรุ่นหลังต้องกินให้ถูกวิธี , ออกกำลังกายให้ถูกต้องตามรูปแบบ และมีวินัยที่จะทำมันอย่างสม่ำเสมอ ทุกอย่างก็พิสูจน์แล้วโดยทีมชาติญี่ปุ่น ที่พวกเขาเคยเป็นรองเราทุกด้านในอดีต

และพวกเขาฉีกหนีเราไปไกลในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ “วิทยาศาสตร์การกีฬา”

3. ค้นฟ้าหา “นิวมุ้ย”

จากปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทีมชาติไทยเพิ่งจะมาเจอสุดยอดดาวยิงที่เป็น “สัญลักษณ์” ของศูนย์หน้าหมายเลข 1 นั่นก็คือ ธีรศิลป์ แดงดา

“เจ้ามุ้ย” แบกความหวังของแฟนบอลทั้งประเทศเอาไว้บนบ่า เขาแทบจะรับผิดชอบการยิงประตูให้กับทัพช้างศึกชุดใหญ่อยู่เพียงคนเดียว และยังไม่มีกองหน้าชาวไทยคนไหนที่จะขึ้นมาเบียด หรือเป็นตัวสแตนด์บายที่ดีพอ หากเทียบกับอดีตดาวยิงอัลเมเรีย

นี่คือโจทย์สำคัญที่สมาคมฟุตบอลฯ ต้องทำงานหนักต่อไป ในเมื่อทุกวันนี้ทีมชาติไทยมีวิธีการบริหารทีมเยาวชนอย่างชัดเจนแล้ว การงมหาเพชรเม็ดใหม่ คงไม่น่าจะยากเกินไป

ว่ากันตามตรงทุกวันนี้ทั้งในไทยลีก และเยาวชนช้างศึกทุกชุด พวกเขามีศูนย์หน้าดีๆให้เลือกใช้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร

บางที คำตอบอาจอยู่ที่ไทยลีก 2 , 3 และ 4 นี่คือเวทีของพวกเขา เนื่องจากไทยลีก 1 ก็เป็นพื้นที่ของดาวยิงต่างชาติมาค้าแข้งกันคับคั่ง

และมันก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของสโมสรจาก ไทยลีก 1 ว่าคุณจะเมียงมองศูนย์หน้าดาวรุ่งในประเทศกันบ้างหรือไม่ และกล้าพอหรือเปล่าที่จะให้โอกาสพวกเขาเป็นตัวจริง ก่อนศูนย์หน้าต่างชาติ

เพราะเข้าใจได้ว่า การมีดาวยิงต่างชาติมันยกระดับลีกให้สูงขึ้นก็จริง ลีกเป็นที่นิยม แต่ในขณะเดียวกันก็ปิดโอกาสการเติบโตของนักเตะไทย

เพียงแต่ทุกอย่างมีทางสายกลาง ผมเชื่อว่าหากเราทำทุกอย่างให้สมดุล และมอบโอกาสให้คนของเรา บางทีเขาคนนั้นอาจเป็นคนที่ขึ้นมากอบกู้ทีมชาติไทย และพาเราขึ้นสู่ระดับเอเชียอย่างที่เราใฝ่ฝัน

ความจริงก็คือ ธีรศิลป์ แดงดา ปัจจุบันอายุ 29 ปีแล้ว เวลาของเขาในฟุตบอลระดับสูงเหลือไม่มาก … และช่วงเวลาเพียงแค่นั้น ก็เป็นโจทย์ชี้เป็นชี้ตาย ที่ทีมชาติไทยต้องผลิตทายาทธีรศิลป์ให้เจอ …

4. เพิ่มแมตช์อุ่นเครื่องระดับสูง

นอกจากคิงส์ คัพ , ทีมชาติไทยต้องมีเกมอุ่นเครื่องกับทีมยักษ์ใหญ่ของโลก ทีมที่มีศักยภาพ มีระดับการเล่นที่สูง เหมือนกับสโลวาเกีย นั่นจะทำให้เราพัฒนาขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งเข้าใจได้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ฟีฟ่าแรงกิ้ง และอยู่ที่ผลงานของทีมชาติไทย ว่าจะดึงดูดคู่อุ่นเครื่องมากเพียงพอหรือไม่

เมื่อสองปีที่แล้ว ทีมชาติไทยได้เกาหลีใต้มาอุ่นเครื่องที่สนามศุภชลาศัย ซึ่งแม้จะเป็นแค่เกมกระชับมิตรแต่มีแฟนบอลเข้ามาชมกันหนาตา และทุกคนประทับใจกับการที่นักเตะไทยได้เรียนรู้วิธีการเล่นของแข้ง “โสมขาว”

สมาคมฟุตบอลฯ จำเป็นต้องทำงานหนักในการติดต่อ ประสานงาน บวกกับรักษาผลงานของทีมชาติทั้งเกมอุ่นเครื่อง และทัวร์นาเม้นต์อย่างเป็นทางการทั้ง ซูซูกิ คัพ ปลายปีนี้ และ เอเชี่ยน คัพ ในปีหน้า ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

และบางทีอาจไม่จำเป็นต้องเชิญเขามาที่บ้านเราเสมอไป , เราไปเตะบ้านเขาบ้างก็ดีครับ จะได้เรียนรู้วิธีการปรับตัวกับสภาพอากาศที่ไม่คุ้นเคย , แพ้มาก็ไม่เป็นไร เราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ยิ่งฝึกมาก ยิ่งอุ่นเครื่องมาก ยิ่งเก่งขึ้น คาถานี้ผมว่าใช้ได้เลย

5. เปิดฝันเด็กไทยด้วยตั๋วอะคาเดมี่ทีมดัง

ภูวนาท คำแก้ว หนึ่งในผู้เล่นจากโครงการ FOX HUNT ปัจจุบันสังกัดโปลิศ เทโร (บี)

เรามีโครงการฟ็อกซ์​ ฮันท์ของเลสเตอร์ ซิตี้ , เรามีบาเยิร์น มิวนิค ที่คัดเด็กๆของไทยไปฝึกฟุตบอลที่เยอรมัน ผมว่าโครงการแบบนี้สำคัญอย่างยิ่งกับการเปิดโลกฟุตบอลให้กับเด็กไทยรุ่นหลัง

น้องๆ ฟ็อกซ์​ฮันท์หลายคนได้เรียนรู้วิธีการเล่นในต่างแดน ได้พบเจอกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่เมืองไทย และหากมีสัญญานักเตะอาชีพเป็นเดิมพันแล้วด้วยล่ะก็ จะช่วยเติมเชื้อไฟความฝันให้กับเหล่าว่าที่ช้างศึกตัวจิ๋วมากขึ้นไปอีก

ประเทศไทย หายใจเป็นฟุตบอลไม่แพ้บราซิล , และหลายคนมีลูกกลมๆลูกนี้หล่อเลี้ยงความฝัน เราโตมากับฟุตบอลนอก , และผูกพันกับฟุตบอลไทยเหมือนคู่รัก , นักเตะไทยในอนาคตต้องเรียนรู้ที่จะสู้เพื่อฝันที่มีค่า นั่นคือการเล่นฟุตบอลในต่างแดน

และขณะนี้เรามีนักธุรกิจจากไทยจำนวนหนึ่งที่ไปซื้อสโมสรฟุตบอลในต่างประเทศ , ส่วนใหญ่จะเป็นในอังกฤษ แต่เราก็หวังว่า จะมีเจ้าของสโมสรจากไทยที่ไปซื้อทีมในสเปน , เยอรมนี หรือ อิตาลี

นั่นจะเป็นประตูมหัศจรรย์ที่จะทำให้เด็กไทยเก่งฟุตบอลขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า , และเด็กเหล่านั้น ก็คือความหวังของพวกเราที่จะได้ไปบอลโลกนั่นล่ะครับ

Comments