หนทางคืนบัลลังก์ : เมื่อ “กระทิงดุ 2018” ต้องปฏิวัติ

6 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่ “กระทิงดุ” สเปน ล้มทีมชาติอิตาลี ในนัดชิงชนะเลิศ ยูโร 2012 ที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน

ดาบิด ซิลบา , จอร์ดี้ อัลบ้า , เฟร์นานโด ตอร์เรส และ ฆวน มาต้า เป็น 4 ชื่อที่ทำประตูได้ในเกมคืนนั้น

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน “กระทิงดุ” ประกาศศักดาคว้าแชมป์โลก หลัง อันเดรส อิเนียสต้า ซัดบอลผ่านมือ มาร์เท่น สเตเคเลนเบิร์ก ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้

สไตล์การเล่นของ สเปน ชัดเจนในรูปแบบของ “ติกีตาก้า” ซึ่งต้นขั้วมาจาก บาร์เซโลน่า ยุค โจเซป กวาร์ดิโอล่า ที่พาทีมดังแคว้นคาตาลุนญ่าผงาดคว้าแชมป์เป็นว่าเล่นในเวลานั้น โดยมีสามนักเตะอย่าง ชาบี้ เอร์นานเดซ , อันเดรส อิเนียสต้า และ ลิโอเนล เมสซี่ เป็นกุญแจสำคัญของแผนการเล่น

ในยุคที่ ชาบี้ และ อิเนียสต้า ยังรับใช้ทีมชาติสเปน ความเข้าขารู้ใจของทั้งคู่ ทำให้สเปนมีแผงกองกลางที่น่ากลัวที่สุดในโลก พวกเขาสามารถเคาะบอลกันตรงกลางได้โดยใช้การเคลื่อนที่ของคนที่ไม่มีบอล เป็นกลยุทธ์นำมาซึ่งประตู

บอล “Possession” ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถเล่นเกมของตัวเองได้ ต้องไล่บอลอย่างเดียว ไล่ไปไล่มา โดนโยกจนหลุดตำแหน่ง เจอนักเตะวิ่งหาช่องเก่งๆ สอดเข้าไปก็เสียประตูทันที

อย่างไรก็ตาม บอลตีกีตาก้า ของสเปน เริ่มใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว เริ่มจากในฟุตบอลโลก 2014 , ยูโร 2016 ไล่มาจนถึงเวิลด์ คัพ 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เพราะตัวหลักของแผนนี้อย่าง ชาบี้ และ อิเนียสต้า เริ่มโรยราลงไป และนักเตะที่เข้ามาใหม่ ยังมีมิติในการมองเกมสู้สองคนนี้ไม่ได้

อีกหนึ่งปัจจัยคือ ทีมคู่ต่อสู้เริ่มหาทางแก้ได้แล้วกับบอลของสเปน ดังเช่นที่ ทีมชาติรัสเซียทำ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย สเปนอยากเคาะบอลก็เคาะไป พวกเขาตั้งมั่นในกรอบเขตโทษของตัวเอง พวกเขาปล่อยให้สเปนส่งบอลกันเท้าต่อเท้าได้ตามใจชอบ แต่เข้าไปในเขตโทษไม่ได้ก็แล้วกัน

นั่นคือ สถานการณ์ในสนาม สื่อหลายสำนักมองว่า สเปนยุคตีกีตาก้า กินบุญเก่าจากบอลโลก 2010 มาจนหมดแล้ว พวกเขาต้องปฏิวัติทีมใหม่

สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองนอกสนาม อย่างที่เราทราบกันกับเหตุการณ์ปลด ฆูเลน โลเปเตกี ออกจากตำแหน่งก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มเพียง 1 วัน หลังจากที่อดีตกุนซือปอร์โต้รายนี้ ไปเจรจากับฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานเรอัล มาดริด ใต้จมูกของหลุยส์ รูเบียเลส ประธานราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปน

โลเปเตกี และ ผู้ที่มาขัดตาทัพอย่าง เฟร์นานโด เอียร์โร่ ไม่ได้เปลี่ยนสไตล์การเล่นเดิมๆของ “กระทิงดุ” ไปจากยุคของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ มากนัก พวกเขาเพียงแค่ประคองความสำเร็จเดิมเอาไว้ แต่ยังไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรที่ใหม่กว่าออกมา

และนอกจากกองกลางที่ลดมาตรฐานลงด้วยวัยของชาบี้ และ อิเนียสต้าแล้ว ชัดว่า ศูนย์หน้าเองก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา เมื่อ อัลบาโร่ โมราต้า และ ดิเอโก้ คอสต้า ยังไปไม่ถึงระดับที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส และ ดาบิด บีย่า เคยทำในวันที่สเปนเรืองรอง

เมื่อพวกเขาต้องแพ็คกระเป๋ากลับบ้านหลังเหตุการณ์ที่รัสเซีย รูเบียเลส จึงตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการเลือกกุนซือหัวใจคาตาลันอย่าง “หลุยส์ เอ็นริเก้” เข้ามาทำทีม ซึ่งแม้เอ็นริเก้เองจะเคยเล่นให้กับ เรอัล มาดริด ก็ตาม แต่ใจและตัวของเขาผูกพันกับ บาร์เซโลน่า มากกว่า โดยเฉพาะหากนับช่วงเวลาที่เขาทำหน้าที่โค้ช

กลิ่นของความเป็น บาร์เซโลน่า จะคืบคลานเข้ามาอยู่ในทีมชาติสเปนบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การเมืองก็เป็นเรื่องที่ขัดแย้งรากลึกและละเอียดอ่อน จนกลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ ลูเปเตกี ต้องโดนปลดจากตำแหน่ง เพราะเมื่อครั้งที่ข่าวกระจายไปทั่วว่าเขากำลังจะคุม เรอัล มาดริด เขาจะไม่สามารถคุมนักเตะหัวโจกจากบาร์ซ่า เช่น เคราร์ด ปีเก้ ได้อีก

อย่างไรก็ตาม ด้วยตัวเลือกที่มีในมือของ รูเบียเลส เวลานี้ ก็ไม่มีใครที่ดีไปกว่า เอ็นริเก้ อีกแล้ว เพราะกุนซือรายอื่นก็ต่างมีงานกันหมด

เอ็นริเก้ จึงกลายเป็นความหวังสูงสุดของชาวสแปนิช ที่จะฉกชิงความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลกลับมาอีกครั้ง หลังไม่เคยผ่านรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลรายการใหญ่มา 3 รายการติดต่อกัน

กุนซือเปลี่ยน , ยุคสมัยเปลี่ยน , นักเตะเปลี่ยน แน่นอน วิธีการเล่น ก็เปลี่ยนไปด้วย

หลังจบฟุตบอลโลก เคราร์ด ปิเก้ , อันเดรส อิเนียสต้า และ ดาบิด ซิลบา ประกาศอำลาทีมชาติ ทำให้รุ่นใหญ่ในทีมเหลือเพียงคนเดียวคือ แซร์คิโอ รามอส เท่านั้น (ซึ่งก็น่าจะเป็นคนหนึ่งที่อาจมีปัญหากับ เอ็นริเก้ มากที่สุด)

เอ็นริเก้ ประกาศชัดว่า เขาจะเปลี่ยนสไตล์ของทีม ลบภาพบอลตีกีตาก้าออกไป และเล่นฟุตบอลสไตล์ไดเร็กต์มากขึ้น เน้นสปีดในการเข้าทำมากขึ้น ไม่มีอีกแล้วบอลเคาะไปมาแบบไร้จุดหมาย

ส่วนนักเตะ ก็ต้องปรับเปลี่ยนดึงคลื่นลูกใหม่เข้ามา โรดรี้ , ซาอูล นิเกซ (แอตเลติโก มาดริด) , ซูโซ่ (เอซี มิลาน) , ดานี่ เซบายอส และ มาร์โก อเซนซิโอ (เรอัล มาดริด) จะมีโอกาสเข้าสู่ทีมชาติอย่างสม่ำเสมอ ร่วมมือกับ ติอาโก้ อัลคันทาร่า และ อิสโก้ ที่ต้องกลายสภาพจากดาวรุ่ง มาเป็นพี่ใหญ่คอยประคองน้อง

สเปนจะมีปัญหาเพียงกองหน้าเท่านั้น เพราะกองหน้าที่ดีที่สุดในทีมคือ ดิเอโก้ คอสต้า ซึ่งซัดประตูให้สเปนไปเพียง 10 ประตู จาก 24 เกม ส่วน โมราต้า 13 ประตู จาก 23 เกม ซึ่งก็ไม่ได้แย่มาก แต่ควรดีกว่านี้

อีกหนึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นในยุคของเอ็นริเก้ อยู่ที่แบ็กซ้าย เพราะทราบกันดีว่า เขามีปัญหากับ จอร์ดี้ อัลบา สมัยที่เล่นกับบาร์เซโลน่าแล้ว และยิ่งชัดเมื่อ เอ็นริเก้ ไม่เลือก อัลบา ติดทีมในชุดที่จะพบกับ อังกฤษ สุดท้ายโอกาสจึงกลายเป็นของ มาร์กอส อลอนโซ่ แบ็กของเชลซี เข้ามาทำหน้าที่แทน

นี่คือการปรับทีมเบื้องต้นของ เอ็นริเก้ แต่ฟอร์มในสนาม เรายังไม่เห็นว่า อดีตกุนซือ “เจ้าบุญทุ่ม” จะปรับทีมไปในทิศทางใด

แต่หากวัดจากสมัยที่เขาคุม บาร์เซโลน่า ก็ชัดว่าวิธีการเข้าทำเน้นไปที่การใช้ เนย์มาร์ , ลิโอเนล เมสซี่ และ หลุยส์ ซัวเรซ หรือสามหนุ่ม MSN ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด จนทำให้ทีมคว้าสามแชมป์ได้ในฤดูกาล 2014-2015

เอ็นริเก้ เป็นผู้จัดการทีมที่มีความสำเร็จการันตี ซึ่งน่าจะเป็นความหวังสูงสุดในการ “ปฏิวัติ” ทีมชาติสเปน ไม่ใช่แค่ผู้เล่น แต่หมายถึงการรื้อเสาเข็มใหม่ทั้งหมด แต่บ้านหลังใหม่ของสเปนจะออกมาหน้าตาเป็นแบบใด นี่คือสิ่งที่แฟนบอลต้องรอติดตาม

แนท ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

Comments