เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ : ตำนานไม่จำเป็นต้องคว้าแชมป์

หลังจบเกมเนเธอร์แลนด์ พบกับ เปรู ทีมงานในสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า จัดงานพิเศษอย่างเรียบง่าย มีโทรทัศน์หนึ่งเครื่อง และโซฟาขนาดใหญ่หนึ่งตัว พอให้สามสมาชิกของครอบครัวหนึ่งได้นั่งพัก

4 ชีวิต นั่งที่โซฟาตัวนั้นด้วยกัน ทุกคนสวมใส่เสื้อหมายเลข 10 สีส้ม เพื่อเป็นเกียรติให้กับหัวหน้าครอบครัวที่กำลังนั่งชมช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเองในอาชีพค้าแข้งระดับชาติ

18 ปีเต็ม ที่เขาโลดแล่นในเสื้อสีส้มของเนเธอร์แลนด์ อันที่จริงมันเกิดขึ้นในปี 2000 ตั้งแต่เขายังไม่ขึ้นทีมชุดใหญ่ของอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยซ้ำ

กระทั่งถึงเกมล่าสุดกับเปรู ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของเขาขณะรับใช้ทีมชาติ เสียงแฟนบอลที่ยืนขึ้นปรบมือให้กับเขาทั่วทั้งสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า สนามที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกได้รู้จักชื่อเขา “เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์”

สไนจ์เดอร์ ที่เกือบได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า (ฟีฟ่า บัลลงดอร์) และเกือบจะได้แชมป์ฟุตบอลโลก

แต่นั่นไม่ทำให้ความสุดยอดของเขาลดน้อยถอยลงไป

ร็อดนี่ย์ สไนจ์เดอร์ พี่ชายของเขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2007 หรือ 12 ปีก่อน เขาเคยคัดค้าน เวสลี่ย์ ไม่ให้ย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด เนื่องจากเสี่ยงเกินไป เขาเชื่อว่า น้องชายควรจะเล่นกับอาหยักซ์ ให้กระดูกแกร่งกล้ากว่านี้เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของสไนจ์เดอร์ ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เขาตัดสินใจไปหาหนทางที่ดีกว่า หลังจากคว้าแชมป์ลีก 1 สมัย และแชมป์ฟุตบอลถ้วย เคเอ็นวีบี คัพ อีกสองสมัย และเมื่อ เรอัล มาดริด ยื่นข้อเสนอเข้ามา เขาเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ

ช่วงเวลานั้น เขายังคงเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งของยุโรป เขา และ อาร์เยน ร็อบเบน อีกหนึ่งนักเตะดัตช์ที่ย้ายมาจากเชลซี ผนึกกำลังเดินเกมแดนกลางให้กับ “ราชันชุดขาว” จนคว้าแชมป์ ลา ลีกา สเปนได้สำเร็จในฤดูกาลแรกของตัวเขาที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว (2007/2008)

ขณะเดียวกันยังกลายมาเป็นตัวหลักของทีมชาติ ด้วยสไตล์การเล่นที่หลากหลาย แม้จะเล่นตำแหน่งหลักคือเพลย์เมกเกอร์ แต่ก็สามารถสลับเล่นเป็นตัวริมเส้นหรือศูนย์หน้าได้เช่นกัน นั่นทำให้เขาแปรสภาพเป็นแม่ทัพของชาวดัตช์ นับตั้งแต่ยูโร 2004 กระทั่งถึงฟุตบอลโลก 2010 ที่ “อัศวินสีส้ม” เฉียดถ้วยแชมป์แค่ปลายนิ้ว

ที่แอฟริกาใต้ เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เขาทำไป 5 ประตู และมีส่วนสำคัญทำประตูตัดสินเกม โค่น บราซิล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเป็นประตูแรกในอาชีพค้าแข้งที่เขาทำได้จากลูกโหม่ง

แต่เนื่องจาก เนเธอร์แลนด์ ไม่ได้แชมป์ ทำให้เขาได้เพียงรางวัล “ซิลเวอร์บอล” หรือนักเตะยอดเยี่ยมอันดับ 2 และมีคะแนนมาเพียงที่ 4 ของฟีฟ่า บัลลงดอร์ปีนั้น

ซึ่งเอาเข้าจริง ในขวบปีดังกล่าว สไนจ์เดอร์ เพิ่งจะพา อินเตอร์ มิลาน สังกัดใหม่ของเขาในเวลานั้นต่อจาก เรอัล มาดริด คว้าทริปเปิลแชมป์ ทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก , เซเรีย อา และโคปปา อิตาเลีย

นั่นกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งของ สไนจ์เดอร์ เพราะหลังจากนั้นเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ผนวกกับการพ้นช่วงพีคของเขาทำให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เริ่มมีผลงานที่ตกต่ำลงหลังจากนั้น

หลังจากเล่นกับอินเตอร์ มิลาน สไนจ์เดอร์ย้ายไปค้าแข้งกับ กาลาตาซาราย ในลีกตุรกี , นีซ ในฝรั่งเศส และปัจจุบัน เล่นให้กับ อัล การ์ราฟา ทีมจากกาตาร์ในวัย 34 ปี

เพียงแต่เขาเห็นว่า ช่วงเวลาของเขากับทีมชาติน่าจะหมดลงแล้ว ซึ่งการอำลาทีมของ สไนจ์เดอร์ น่าจะทำให้ เนเธอร์แลนด์ เข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว หลังจากที่ ร็อบเบน เพิ่งจะอำลาทีมไปเมื่อปีก่อนเช่นกัน

บางทีก็น่าคิดว่าหาก สไนจ์เดอร์ พาทีมชาติเนเธอร์แลนด์คว้าชัยเหนือสเปนได้ในวันนั้น เขาน่าจะได้รับรางวัลส่วนตัวมากกว่าที่มีในเวลานี้

เพียงแต่ท้ายสุดแล้ว แฟนฟุตบอลก็ไม่ได้จำ สไนจ์เดอร์ ที่ถ้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว เพราะลีลาการวางบอล , ทำประตู หรือซัดฟรีคิก ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขามาตลอดเกือบ 20 ปี

เนเธอร์แลนด์อาจไม่ใช่ชาติที่เคยได้แชมป์โลก หรือแม้แต่ “โยฮัน ครัฟฟ์” ก็ยังไม่เคยได้แชมป์โลก

แต่ครัฟฟ์ก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วเช่นกันว่า การเป็นตำนานนักเตะอยู่ที่การคว้าแชมป์เหนือหัวใจของแฟนฟุตบอลต่างหาก

แนท ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

Comments