Golden Generation : เปรียบเทียบยุคทอง ไทย v เวียดนาม ใครดีกว่า?

Words & Arrangement : FOX Sports Asia

ทีมชาติเวียดนาม รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี สร้างประวัติศาสตร์เข้าถึงรอบรองชนะเลิศเอเชียนเกมส์เป็นครั้งแรก หลังจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พวกเขาทำผลงานหักปากกาเซียนเป็นรองแชมป์เอเชียได้รุ่นนี้ได้สำเร็จ

และด้วยความสำเร็จดังกล่าว ทำให้พวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “โกลเด้น เจเนเรชั่น” ของทีมดาวแดง ไม่ว่าจะเป็น เลือง ซวน ตรวง, เหงวียน กง เฟิง, เหงวียน ควง ไฮ, ดวน วาน เฮา ฯลฯ

ซึ่งในทีมชุดนี้ มีส่วนผสมมาจากชุดที่ได้ไปฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เมื่อรวมกับชุดที่ได้รองแชมป์อาเซียน U19 ปี 2013, 2014 และเหรียญทองแดงซีเกมส์ปี 2015 จึงเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อม

และด้วยความสำเร็จดังกล่าว ทำให้แฟนบอลในอาเซียนจำนวนไม่น้อย นำไปเปรียบเทียบกับทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน ที่เริ่มต้นยุคทองจากแชมป์ซีเกมส์ปี 2013 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นทีมงาน FOX Sports Asia จึงถือโอกาสเปรียบเทียบผลงานในรายการสำคัญตั้งแต่ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์ ไปจนถึง ชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ให้ได้เสพย์กัน

ซีเกมส์

ทีมชาติไทย

(ปี 2013 – เฮดโค้ช : เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง)

ในปีนั้น ธีราทร บุญมาทัน กัปตันทีม และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ในวัย 23 ปีเต็ม พาเพื่อนๆ น้องๆ คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เมียนมาได้สำเร็จ หลังจากที่ตกรอบแรก 2 สมัยติดต่อกัน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุครุ่งเรือง

ขุนพลชุดนั้นเกือบทุกคน แฟนบอลต้องร้องอ๋อ ไม่ว่าจะเป็น พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, อาทิตย์ ดาวสว่าง, อดิศักดิ์ ไกรษร, ปกเกล้า อนันต์, ชาริล ชัปปุยส์, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, ปกรณ์ เปรมภัคร, ประวีณวัช บุญยงค์, ชุติพนธ์ ทองแท้, ชนานันท์ ป้อมบุปผา, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ชนินทร์ แซ่เอียะ, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, สราวุฒิ มาสุข, อุกฤษณ์ วงศ์มีมา

ผลงาน – เหรียญทอง

(ปี 2015 – เฮดโค้ช :โชคทวี พรหมรักษ์)

แม้ทีมชุดนี้จะไม่มี กวินทร์, ธีราทร, อดิศักดิ์ หรือ เกริกฤทธิ์ ที่อายุเกินเกณฑ์ไปแล้ว แต่ก็ถูกเติมด้วยแข้งอย่าง สารัช อยู่เย็น, นูรุล ศรียานเก็ม, อดิศร พรหมรักษ์ ที่ถูกเรียกมาตั้งแต่เอเชียนเกมส์ และ ทริสตอง โด ตัวริมเส้นลูกครึ่งฝรั่งเศส พร้อมกับการเล่นสไตล์เดินหน้าฆ่ามัน กดไป 24 ประตูเสียแค่ลูกเดียวตลอดทั้งทัวร์นาเม้นต์ ต่างจาก 2 ปีก่อนที่ยิง 10 เสีย 3 หรือแม้กระทั่งสมัยล่าสุด ปี 2017 ที่ยิงไป 12 เสียลูกเดียว เรียกได้ว่าเป็นแชมป์อย่างหมดจด

ผลงาน – เหรียญทอง

ทีมชาติเวียดนาม

(ปี 2015 – เฮดโค้ช : โทชิยะ มิอูระ)

ขณะที่ทีมชาติไทยเริ่มเบ่งบานสุดๆ ในปี 2015 แต่ทีมชุดนี้เพิ่งแตกใบอ่อน ด้วยตัวผู้เล่นอย่าง เหงวียน กง เฟิง ในวัย 20 ปี, บุย เทียน ดุง กองหลังในวัย 19 ปี รวมถึง โด ดุย มันห์ และ เหงวียน วาน ตวน ซึ่งทีมชุดนั้น แพ้ไทยไป 1-3 ในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้จบเป็นอันดับ 2 และพ่ายให้กับเมียนมาในรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะถล่มอินโดนีเซีย 5-0 ในนัดชิงอันดับ 3 คว้าเหรียญทองแดงไปครอง

ผลงาน – เหรียญทองแดง

(ปี 2017 – เฮดโค้ช : เหงวียน ฮู ธัง)

เวียดนามชุดนี้ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เมื่อถูกเติมด้วย เลือง ซวน ตรวง จากกังวอน เอฟซี และนักเตะชุดฟุตบอลโลก U20 บางราย อย่างผู้รักษาประตู บุย เทียน ดุง, เหงวียน ควง ไฮ, ดวน วาน เฮา, ฮา ดุ๊ค ชินห์ เช่นเดียวกับแข้งดาวรุ่งอย่าง ทราน ดิน ทรอง, วู วาน ธันห์, เหงวียน วาน ตวน แต่ก็ยังไม่วายตกรอบแรก โดยพ่ายให้กับทีมชาติไทยของ วรวุธ ศรีมะฆะ 3-0

ผลงาน – ตกรอบแรก

เอเชียนเกมส์

ทีมชาติไทย

(ปี 2014 – เฮดโค้ช : เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง)

ทีมชุดนี้ยังยึดผู้เล่นส่วนใหญ่จากชุดแชมป์ซีเกมส์ปี 2013 กวินทร์ มาในโควต้าแข้งอายุเกิน เช่นเดียวกับ เกริกฤทธิ์ จะขาดก็แต่ ธีราทร บุญมาทัน ทำให้ สุริยา สิงห์มุ้ย แบ็คซ้ายวัย 19 ปี ถูกเรียกติดทีมลุยอินชอน

“ช้างศึก” ผ่านรอบแรกอย่างไม่ยากเย็นเมื่อเจอคู่แข่งร่วมสายอย่าง อินโดนีเซีย, มัลดีฟส์ และติมอร์ ตะวันออก ก่อนจะหักปากกาเซียนชนะจีนและจอร์แดนด้วยสกอร์ 2-0 ในรอบ 16 และ 8 ทีมสุดท้ายตามลำดับ ก่อนจะพ่ายให้กับเกาหลีใต้เจ้าภาพ 0-2 ในรอบรองชนะเลิศ และแพ้ให้กับอิรัก 0-1 ในนัดชิงอันดับ 3

ผลงาน – อันดับ 4

ทีมชาติเวียดนาม

(ปี 2018 – เฮดโค้ช : พาร์ค ฮัง ซอ)

กุนซือชาวเกาหลีใต้ หนีบแข้งอายุเกินมา 3 คน ได้แก่ เหงวียน วาน เควียต วัย 27 ปี กัปตันทีมชุดนี้, โด ฮุง ดุง กองกลางวัย 24 ปี และ เหงวียน อันห์ ดุ๊ค วัย 32 ปี

พวกเขาเริ่มต้นอย่างร้อนแรงด้วยการเก็บ 9 แต้มเต็มเป็นแชมป์กลุ่มในสายที่มีญี่ปุ่น, ปากีสถาน และเนปาล ก่อนจะเฉือนชนะบาห์เรนและซีเรียด้วยสกอร์ 1-0 และแพ้ให้กับ “โสมขาว” 1-3 ตามมาด้วย ยูเออี ในการดวลจุดโทษ 3-4

ผลงาน – อันดับ 4

ชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี

ทีมชาติไทย

(ปี 2016 – เฮดโค้ช : เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง)

หลังจากที่ตกรอบคัดเลือกเมื่อปี 2013 ทีมชาติไทยก็ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายเป็นผลสำเร็จ ด้วยนักเตะอย่าง ชนาธิป กัปตันทีม, ทริสตอง, อดิศร, พีระพัฒน์, ธนบูรณ์, ฐิติพันธ์, นฤบดินทร์ พร้อมกับการก้าวขึ้นมาของแข้งรุ่นน้องอย่าง เจนรบ สำเภาดี, วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ, ธนาสิทธิ์ ศิริผลา, เชาว์วัฒน์ วีระชาติ, ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา

ทัพ “ช้างศึก” เริ่มต้นด้วยการเสมอกับซาอุดีอาระเบีย 1-1, ก่อนจะพ่ายให้กับญี่ปุ่น 0-4 และเสมอกับเกาหลีเหนือ 2-2 ตกรอบแรกด้วยผลงานมินิลีกที่แย่กว่าซาอุฯและโสมแดงที่มี 2 คะแนนเท่ากัน

ผลงาน – ตกรอบแรก

ทีมชาติเวียดนาม
(ปี 2018 – เฮดโค้ช : พาร์ค ฮัง ซอ)

หลังจากที่ตกรอบแรกซีเกมส์ พาร์ค ฮัง ซอ ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงขุมกำลังภายในทีมเกือบครึ่ง พลพรรคดาวทองเริ่มต้นด้วยการพ่ายต่อเกาหลีใต้ 1-2 ก่อนจะชนะออสเตรเลีย 1-0 และเสมอซีเรีย 0-0

จากนั้นก็เขียนเทพนิยายของตัวเองขึ้นมาด้วยการดวลจุดโทษชนะอิรักและกาตาร์ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายและรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะก้าวไปชิงชนะเลิศกับอุซเบกิสถาน และพ่ายในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ผลงาน – รองแชมป์

นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า เมื่อ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ โคจรมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ยุคทองของใครเหนือกว่า หลังจากที่ทีมชาติไทยคว้าแชมป์มาใน 2 สมัยล่าสุด

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เวียดนามชุดนี้จะเบ่งบานพร้อมผลิดอกออกผลเต็มที่ เหมือนอย่าง “ช้างศึก” ชุดยังเติร์ก เคยทำได้ในปี 2014 ก่อนจะป้องกันแชมป์ได้ในปี 2016

และด้วยความที่อยู่คนละสาย ทำให้ทั้งคู่มีโอกาสพบกันในรอบชิงชนะเลิศมีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

Comments