NAT on FOX : สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและคงเดิม

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ และผลในสัปดาห์แรก ก็แทบไม่มีอะไรพลิกความคาดหมาย

สิ่งที่สับขาหลอกแฟนบอลเล็กน้อยคือการลงสนามของนักเตะกลุ่มฟุตบอลโลก ที่สื่อคาดการณ์ทีแรกว่าไม่น่าจะฟิตพอ กระนั้นไล่ตั้งแต่ปอล ป็อกบา , แฮร์รี่ เคน , เดเล่ อัลลี่ , เอเด็น อาซาร์ , เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มาถึง เควิน เดอ บรอยน์ ทุกคนสามารถลงสนามได้

ด้วยว่าทีมยักษ์ใหญ่ส่วนมากไม่ค่อยได้เจอกับทีมใหญ่ด้วยกันเองในสัปดาห์นี้ เว้นแต่ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ที่โชคร้ายต้องมาเจอกับแชมป์เก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ว่ากันตามตรงแม้เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะเสริมทัพน้อยในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ก็ต้องบอกว่าทีมของเขา ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว

นอกจากตัวใหม่อย่าง ริยาด มาห์เรซ การได้ เบนฌาแม็ง เมนดี้ กลับมาเล่นแบ็กซ้ายอีกครั้งนั่นคือการเติมเต็มทีมอย่าง “เรือใบสีฟ้า” เป็นอย่างยิ่ง

จะว่าไปพวกนักเตะที่เจ็บยาว (หรือจอมเจ็บ) ของแต่ละทีมที่กลับมา มันเหมือนทำให้ต้นสังกัดของพวกเขาได้นักเตะใหม่มาเสริมทีมเหมือนกันนะครับ

แถมยังเป็นการเสริมทีมที่คุ้มค่าอย่างมากอีกด้วย

 

อย่าง “ปีศาจแดง” เองได้เอริค ไบยี่ กลับมาในสภาพฟิตสมบูรณ์ และเขาสามารถเข้าสกัดใส่ผู้เล่นเลสเตอร์ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงแต่เป็นการเข้าบอล 100 % แทบไม่พลาดเลย

เช่นเดียวกับ ซิตี้ อย่างที่กล่าวไป กับการได้ เมนดี้ กลับคืนแบ็กซ้าย หลังจากซีซั่นก่อนต้องวนกันใช้ ดานิโล่ และ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้กันอุตลุด

สำหรับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมที่เสริมทัพได้ร้อนแรงที่สุดในช่วงซัมเมอร์ และผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในนัดแรก นอกจากบรรดาแข้งใหม่อย่าง นาบี เกอิต้า และ เซอร์ดาน ชากิรี่ ที่ลงมาสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลแล้ว

อีกคนที่เหล่าเดอะ ค็อป คิดถึงกันเหลือเกินและเหมือนกลับมาครั้งนี้น่าจะดีกว่าทุกครั้งคือ “แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์”

อดีตดาวเตะแมนฯซิตี้ เหมือนกับจะหมดสภาพไปแล้วหลังอาการบาดเจ็บเล่นงานมาตลอด ซึ่งเจอร์เก้น คล็อปป์ เองก็งงตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วว่าสรุปเจ็บอะไรกันแน่ และเริ่มสงสัยว่าปัญหาเกิดขึ้นจากจิตใจหรือร่างกายของนักเตะ

เขารอนแรมไปเล่นให้กับเวสต์บรอมวิชฯ ในรูปแบบของการยืมตัว ในช่วงเวลาเดียวกับที่ ลิเวอร์พูล มีข่าวกับติโม แวร์เนอร์ ศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมนีของแอร์เบ ไลป์ซิค อย่างหนัก

แต่สุดท้ายสถานการณ์พลิกผันเมื่อ แวร์เนอร์ ไปโชว์ฟอร์มบู่ในเวิลด์ คัพ ที่รัสเซีย ส่วน สเตอร์ริดจ์ โชว์ฟอร์มเยี่ยมในช่วงปรีซีซั่น และได้โอกาสจากคล็อปป์ กลับมาอีกครั้ง

นั่นเท่ากับว่า ลิเวอร์พูล ไม่ต้องซื้อกองหน้ารายใหม่มาเสริมทีมเลย เพราะพวกเขามีอีกหนึ่งยอดหัวหอกอย่าง “สเตอร์ริดจ์” อยู่ในทีมอยู่แล้ว

กระนั้นอีกหนึ่งปัญหาของพรีเมียร์ลีกที่ยังมีอยู่ (ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายยินยอมร่วมกัน) คือเรื่องของการตัดสิน

 

มีหลายเหตุการณ์ในพรีเมียร์ลีกนัดแรกที่ยังเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ในสายตาแฟนบอล ไม่ว่าจะเป็นจุดโทษแรกของแมนฯยูไนเต็ดในเกมกับเลสเตอร์ ที่มีการแฮนด์บอลจริงหรือไม่

กับลูกล้ำหน้า ประตู 3-0 ที่ลิเวอร์พูลทำได้ในเกมกับ เวสต์แฮม เมื่อคืนที่ผ่านมา

ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้หากมี VAR อาจต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด (ตามที่เห็นกันในฟุตบอลโลก) ว่าควรเป็นประตูจริงหรือไม่

ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ก็คงวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา ตราบใดที่พรีเมียร์ลีก และทั้ง 20 ทีม ยังคงยืนยันที่จะไม่นำเอา VAR มาใช้งาน

ก็น่าสงสัยเหมือนกันในเมื่อลีกใหญ่ของยุโรปไม่เว้นแม้กระทั่งลีก เอิง (ยกตัวอย่างเกมมาร์กเซย – ตูลูส) เมื่อวันศุกร์ ก็มีการนำ VAR มาใช้เพื่อตัดสินลูกจุดโทษของ โอแอ็ม

แต่พรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกที่ผู้ชมมากที่สุดในโลก กลับตัดสินใจหันหลังให้กับมันเสียอย่างนั้น

โลกหมุนไปเร็ว และผมเชื่อว่าพรีเมียร์ลีกเองคงไม่น่าต้านกระแสโลกได้นานขนาดนั้น ตราบใดที่แต่ละประตูมันมีค่ามหาศาลทั้งในแง่ของชัยชนะ และในแง่ของธุรกิจ … ความถูกต้องย่อมสำคัญที่สุด

เพียงแต่ฤดูกาลนี้ เราก็คงต้องทนกับอะไรเดิมๆต่อไปก็เท่านั้นเองครับ

แนท ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

Comments