NAT on FOX: บาร์ซ่าโมเดล : เปิด 5 วิธีซิตี้พลิกนรกปราบหงส์

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

เป็นไปได้ หรือ เป็นไปไม่ได้ แล้วแต่ใครจะคิด , มันขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละคนก่อนเกม ว่าสุดท้ายแล้ว คุณมีวิธีคิดแบบไหน

แต่แม้แฟนบอลจะมีทฤษฎีของตัวเองที่หลากหลาย แต่สำหรับโค้ชทั้งสอง เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียว คือทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมตัวเองเข้ารอบ

สกอร์ที่เกิดขึ้นในเกมนัดแรกที่แอนฟิลด์ 3-0 / ทำให้เกมนี้ทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล มีความกดดัน และความยากที่แตกต่างกัน

ลิเวอร์พูลเองแม้จะนำ 3 สกอร์ แต่พวกเขาต้องมาเจอกับ ซิตี้ ในเวอร์ชั่นจนตรอก พวกเขาไม่มีอะไรจะเสียมากไปกว่านี้แล้ว หลังจากโดนตอกย้ำแผลเหวอะจากสัปดาห์ก่อน ด้วยความพ่ายแพ้คาบ้านต่อคู่ปรับร่วมเมือง

แต่ก็อย่าลืมว่า อเวย์โกลเพียงประตูเดียว ก็น่าจะปิดเกมนี้ได้เลย ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เจ้าบ้านฝ่ายสีฟ้าต้องระวัง

แน่นอนครับ มีผู้สันทัดกรณีหลายท่านยกเอา “บาร์เซโลน่าโมเดล” จากเมื่อปีที่แล้วมาเป็นกรณีศึกษา กับการพลิกโคตรนรกที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายฤดูกาลที่แล้ว เหนือ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง

ขุนพล ปารีเซียง ได้เปรียบ คาตาลุนญ่า ถึง 4 สกอร์ … ความห่างมันมากกว่าที่ ลิเวอร์พูล ได้เปรียบ ซิตี้ เกมนี้เสียอีก

แต่เมื่อปีที่แล้ว เหตุการณ์ที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้นได้ และ เกิดขึ้นไปแล้ว!

วันนี้ ผมขออนุญาตยกเอา “บาร์เซโลน่าโมเดล” มาเป็นกรณีศึกษา และมาคุยกันว่า ซิตี้ จะเดินตามรอย บาร์ซ่า อดีตสโมสรโค้ชคนเก่งของพวกเขาได้อย่างไร

1.เพรสซิ่งบ้าคลั่ง

บาร์ซ่าโมเดล : เรารู้กันอยู่ว่า “หงส์แดง” เล่นเกมเพรสซิ่งได้ดีเพียงใด แต่หากย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว นี่คือวิธีที่ บาร์เซโลน่า ใช้จัดการกับ เปแอสเช

ลูกทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ ในเวลานั้น จัดรูปแบบแผนการเล่นมาแบบ 3-3-1-3 ทุกคนเพรสซิ่งสูงและบีบให้ผู้เล่นเปแอสเช เซตเกมกันไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทีมจากฝรั่งเศสพาบอลออกจากแดนตัวเองไม่ได้เลย และเมื่อคุณเสียบอลในแดนตัวเอง การยืนตำแหน่งคุณก็จะรวน และนั่นทำให้ ลิโอเนล เมสซี่ สามารถหาช่องขึ้นไปลุ้นทำประตู หรือดึงตัวประกบเพื่อสร้างแอสซิสต์ให้กับเพื่อนได้

ซิตี้โมเดล : สำหรับซิตี้ เมื่อไม่มีเมสซี่ แต่พวกเขามี กาเบรียล เชซุส ที่ทักษะดี และหากเล่นได้ตามฟอร์ม (ไม่เหมือนกับสัปดาห์ก่อน) และเพรสสูงอย่างถูกวิธี เขาก็สามารถจัดการกับแนวรับของเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้เช่นเดียวกัน

ประเด็นสำคัญคือ ทุกครั้งที่ซิตี้ เพรสใส่ลิเวอร์พูล พวกเขาจบด้วยการลุ้นทำประตู และที่สำคัญกว่านั้นคือ ห้ามให้ “หงส์แดง” แก้เพรสและเล่นเกมโต้กลับตามที่ถนัดโดยเด็ดขาด!

 

2. คุมเกม , ไม่ใช่โหมบุก

บาร์ซ่าโมเดล : สิ่งที่บาร์ซ่าทำในเกมเลกสองปีที่แล้วที่คัมป์ นู ไม่ใช่การโหมบุกแบบ All-Out Attack หรือเดินหน้าฆ่ามัน พวกเขามีจังหวะหนัก จังหวะผ่อน , พวกเขารู้ว่าจังหวะไหนควรกดดันต่อเนื่อง และจังหวะไหนควรผ่อนเกม และให้คู่แข่งวิ่งขึ้นมาไล่คุณบ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องไม่เสียบอล ซึ่งบาร์ซ่าปีที่แล้ว เจอกับงานไม่หนักมาก เพราะกลางเปแอสเชไม่บ้าพลัง ไม่ไล่เข้าใส่ และพอพวกเขาเสียประตูแรกเร็วตั้งแต่นาทีที่ 3 ก็ทำให้พวกเขาลงมาตั้งรับกันหมด เพราะคิดว่าสกอร์ยังนำห่างอยู่ ทำให้ แข้งเลือดหมู สามารถคุมเกมไว้ในเงื้อมมือของตัวเองได้ทั้งหมด

ซิตี้โมเดล : ไม่ง่ายที่่คุณจะครองบอลได้ตลอดทั้งเกม เมื่อเจอการบีบเร็วของคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูล ที่พร้อมจะทำให้คุณเสียบอลตลอดเวลา แต่สิ่งที่ซิตี้ต้องทำในเกมนี้ พวกเขาอาจจะเสียบอลได้ แต่ต้องแย่งกลับให้ได้เร็วเช่นกัน (แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแย่งกลับมาเร็วเพื่อเล่นเคาเตอร์ พวกเขาแค่แย่งกลับมาเพื่อปรับเกมให้กลับมาเป็นของพวกเขาเท่านั้น)

เพราะอย่าลืมว่าเกมนี้ “หงส์แดง” ก็ขาดมิดฟิลด์ตัวสำคัญทั้งเอ็มเร่ ชาน และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ฉะนั้นหมายความว่า ตัวที่จะวิ่งพล่านไล่ตัดเกมของซิตี้ จะเหลือเพียง จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เพียงคนเดียว

ซิตี้ไม่จำเป็นต้องส่ง อิลคาย กุนโดกัน มาเพื่อตัดตัวรุกอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ออกจากเกมไป เหมือนกับที่เป๊ป ปรับแท็กติกแล้วล้มเหลวในเกมแรก เพียงแต่เขาอาจต้องใช้พลังของ เควิน เดอ บรอยน์ มากหน่อยในเกมนี้ , มิดฟิลด์ทีมชาติเบลเยียมอาจต้องเล่นเป็นบ็อกซ์ทูบ็อกซ์มากขึ้น แต่เขาต้องยืนเป็นมิดฟิลด์ ห้ามไปเล่นเป็นปีกเหมือนเกมที่แล้วเด็ดขาด!

คลาสบอลของเดอ บรอยน์ สำคัญที่สุดครับ , เขาไม่จำเป็นต้องจ่ายบอลได้เสียทุกจังหวะ แต่แค่ช่วย แฟร์นานดินโญ่ ฉกชิงบอลในแดนกลางให้ได้ และเชื่อมกับ ดาบิด ซิลบา ให้เนียนๆอย่างที่เคยทำก็พอ

ไม่จำเป็นต้องเปิดเกมแลก แค่คุมเกมให้เป็นของพวกเขาเท่านั้น นวดไปเรื่อยๆ

3. มีคีย์แมนในเกมรุกอย่างน้อยสองคน

บาร์ซ่าโมเดล : สาเหตุที่บาร์ซ่า พิชิตเปแอสเชได้ เพราะพวกเขามีตัวที่ดึงความสนใจจากแนวรับฝั่งตรงข้ามถึงสองคน คือ เมสซี่ และ เนย์มาร์

เมื่อคีย์แมนคนหนึ่งได้บอล อีกคนก็จะว่าง , นั่นคือสิ่งที่บาร์ซ่าทำในเกมเมื่อปีที่แล้ว ปล่อยให้เมสซี่ได้บอล เป็นศูนย์กลางของเกม และล่อให้ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมาติดกับให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ เนย์มาร์ มีพื้นที่ในการวิ่งหาช่อง และเมื่อเปแอสเชรู้ตัวอีกที พวกเขาก็ปล่อยให้แข้งบราซิเลี่ยนว่างเกินกว่าจะกลับไปป้องกันได้ทัน

เกมนั้น เนย์มาร์ มีโอกาสยิงถึง 6 ครั้ง , เลี้ยงบอลหลบฝั่งตรงข้ามได้ถึง 4 ครั้ง ทำไป 2 ประตู และ 1 แอสซิสต์ ส่วน เมสซี่ เป็นแค่ตัวหลอก เขาทำได้แค่ประตูเดียวจากจุดโทษ

ซิตี้โมเดล : ในเมื่อบาร์ซ่ามีเมสซี่ และ เนย์มาร์ … ซิตี้ก็มีทั้ง เลรอย ซาเน่ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

BOURNEMOUTH, ENGLAND – AUGUST 26: Raheem Sterling of Manchester City celebrates scoring his sides second goal during the Premier League match between AFC Bournemouth and Manchester City at Vitality Stadium on August 26, 2017 in Bournemouth, England. (Photo by Steve Bardens/Getty Images)

พวกเขาต้องทำให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นศูนย์กลางในเกมรุก อาจเป็น ซาเน่ ที่ได้บอลมากหน่อย เพื่อเปิดช่องให้ สเตอร์ลิ่ง มีพื้นที่ในการเข้าทำด้านบนมากขึ้น

ถ้า ลิเวอร์พูล ต้องการเพรสซิ่งเร็วเพื่อให้ได้บอลกลับมา พวกเขาต้องใช้ผู้เล่นจำนวนมากในการวิ่งเข้าใส่ใครสักคน แต่หาก “หงส์แดง” ตัดสินใจมาร์คทั้ง ซาเน่ และ สเตอร์ลิ่งเอาไว้ ก็เท่ากับว่าพวกเขาจะต้องใช้ผู้เล่นไปพะวงกับเกมรับ ตั้งรับในแนวแคบให้ได้มากที่สุด เพื่อปิดการต่อบอลตามช่องของซิตี้

มันอาจทำให้พวกเขาไม่เสียประตูก็จริง แต่มันก็ทำให้ ซิตี้ ได้ครองบอลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

4. เล่นบ้านใครให้รู้บ้าง!

บาร์ซ่าโมเดล : เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัด 2 เมื่อซีซั่นที่แล้วที่คัมป์ นู ต่างกันเหมือนหนังคนละม้วนกับที่ปาร์ค เดส์ แปรงส์

แฟนบอลบาร์ซ่าเรือนแสนต่างพากันมาเต็มความจุ และโหมส่งเสียงเชียร์กระตุ้นนักเตะของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง , น้อยทีมที่เจอสถานการณ์แบบนี้แล้วจะเล่นได้แบบไม่ขาสั่น และก้าวออกไปจากคัมป์ นูได้

ซิตี้โมเดล : เราไม่มีบันทึกว่าแฟนซิตี้คือกลุ่มแฟนฮาร์ดคอร์ และสามารถข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้เหมือนกับที่ “เดอะ ค็อป” ทำในเกมแลกแรก

 

แต่หากทุกคนรักทีมจริง แค่ส่งเสียงให้ดังที่สุด และทำเหมือนกับที่ ลิเวอร์พูล ทำในเกมแรกทุกอย่าง ทั้งการออกมาต้อนรับนักเตะ “หงส์แดง” ที่เดินทางมาเยือน , การส่งเสียงกดดันภายในสนาม และภาวนาว่าสิ่งเหล่านั้นจะสามารถช่วยผลักดันนักเตะให้เล่นเต็มที่กว่าเดิม

บางทีจิตวิทยาจากแฟนบอลก็สำคัญมากทีเดียวกับความฮึกเหิมของนักเตะในสนาม

5. อย่ายอมแพ้

บาร์ซ่าโมเดล : หลายทีมอาจยอมไปแล้วเมื่อตกเป็นฝ่ายตามหลังถึง 0-2 , บางทีมโดนนำ 0-3 ก็ยังคิดว่ายาก แต่สำหรับ บาร์เซโลน่า พวกเขากลับมาได้แม้นัดแรกจะแพ้ไปถึง 4 ประตู

MANCHESTER, ENGLAND – MARCH 04: Bernardo Silva of Manchester City celebrates scoring his side’s first goal with Sergio Aguero and Leroy Sane during the Premier League match between Manchester City and Chelsea at Etihad Stadium on March 4, 2018 in Manchester, England. (Photo by Laurence Griffiths/Getty Images)

ซิตี้โมเดล : ศรัทธาเท่านั้นคือคำตอบ , พวกเขาได้เล่นในบ้าน , พวกเขามีนักเตะตัวรุกให้ลงสนามกันครบทีม สภาพทีมดีกว่า ลิเวอร์พูล ที่มีทั้งตัวแบนและตัวเจ็บอีกเพียบ

ที่สำคัญ พวกเขามีโค้ชที่เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้วอย่าง โจเซ็ป กวาร์ดิโอล่า

90 นาทีมันอาจจะเร็วเกินไปสำหรับการเอาชนะผลต่างสกอร์ที่เป็นรอง 3 ประตู , แต่หากคุณเชียร์ด้วยศรัทธา และเล่นด้วยศรัทธาตลอดทั้งเกม , มันก็อาจจะเป็นหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่มากเพียงพอ สำหรับเหล่า “ซิติเซ่นส์”

Comments