ทีมยอดเยี่ยมแห่งฟุตบอลโลก 2018

ฟุตบอลโลก 2018 ได้ทำการแข่งขันเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่คือ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ และได้รับการคัดสรรจาก FOX sports Thailand

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์กตัวส์ (เบลเยียม)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สถิติไม่เคยโกหกใคร และแม้ว่าจะมีนายทวารหลายรายมาแย่งชิง “ถุงมือทองคำ” แต่สุดท้าย 27 เซฟของผู้รักษาประตูเชลซี ทำให้เขาฉกชิงรางวัลนี้ไปครอง

ฟอร์มอันโดดเด่นของเจ้าตัวอยู่ที่การเซฟอุตลุดในเกมกับ บราซิล ในรอบก่อนรองชนะเลิศ แถมยังช่วยเซฟอีกหลายครั้งในเกมเจอ “ตราไก่” ฝรั่งเศส เว้นแต่ลูกที่โดนซามูแอล อุมติตี้ โหม่งเข้าไป

สื่อหลายสำนักวิจารณ์และสบประมาทกูร์กตัวส์ ว่ายังไม่ใช่หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก แต่เห็นทีรางวัลถุงมือทองคำน่าจะทำให้สื่อเหล่านั้นหน้าแหกเป็นแถบๆ

 

แบ็กขวา : โธมัส มูนิเย่ร์ (เบลเยียม)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นแบ็กที่เติมเกมได้ดีที่สุดคนหนึ่งในฟุตบอลโลกหนนี้ และตอบโจทย์การเล่นวิงแบ็กฝั่งขวาของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ เรียกได้ว่ามีส่วนสำคัญที่พา เบลเยียม มาจนถึงรอบรองชนะเลิศเลยก็ว่าได้ ตัดสินใจยากหากต้องเบียดกับ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ และ คีแรน ทริปเปียร์ แต่เลือกจากคุณภาพการเล่นโอเพ่นเพลย์ที่ต้องยกให้แนวรับ เปแอสเช เข้าวินสำหรับตำแหน่งนี้

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : โดมากอย วิด้า (โครเอเชีย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวรับจากเบซิคตัสโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นกว่า เดยัน ลอฟเรน ด้วยซ้ำในรายละเอียดเกมรับ เขาได้รับมอบหมายให้ประกบตัวรุกความเร็วจัดจ้านของฝั่งตรงข้ามโดยต้องเข้าบอลให้ขาดเป็นตัวสุดท้าย และถ้าหลุดเข้าไปคือถึงประตูแน่นอน แต่ตลอดจนจบทัวร์นาเม้นต์ วิด้า เก็บบอลจังหวะแรกได้หมดไม่ว่าจะต้องดวลกับนักเตะอย่างราฮีม สเตอร์ลิ่ง , อ็องตวน กรีซมันน์ หรือคีเลี่ยน เอ็มบั๊ปเป้ก็ตาม

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (อังกฤษ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อดีตกองหลังโนเนมจากฮัลล์ ซิตี้ ตอนนี้เขามีค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และกลายเป็นไม้ตายในการเข้าทำของทีมชาติอังกฤษยุค แกเร็ธ เซาธ์เกต มีคนเปรียบเทียบเขาเหมือนกับ สตีฟ บรูซ อดีตแนวรับจอมเติมเกมบุก ซึ่งจุดเด่นคือความแข็งแกร่งของเขา ทำให้ทัพทรี ไลอ้อนส์มีมิติในการเล่นมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ เซาธ์เกต ขอให้บอลสไตล์อังกฤษโบราณอย่าง เซตพีซ และลูกกลางอากาศมาหากิน ซึ่งก็พาทีมมาได้ถึงรอบตัดเชือก ที่แค่นี้ก็มาเกินเป้าสุดๆแล้ว

 

แบ็กซ้าย : ลูก้า เออร์น็องเดซ (ฝรั่งเศส)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตำแหน่งตัวรับฝั่งซ้ายตัวจริงของ “ตราไก่” ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็น เบ็นฌาแม็ง เมนดี้ แต่ด้วยสภาพความฟิตที่ยังไม่พร้อมหลังเจ็บยาวกับแมนฯซิตี้มาตั้งแต่ซีซั่นก่อน ทำให้ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ เลือกปราการหลังจากแอตเลติโก มาดริดลงสนามเป็นตัวจริง

กลายเป็นว่า เออร์น็องเดซลงสนามเป็นตัวจริงให้กับทีมอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะในบทบาทเกมรับ ส่วนเกมรุกก็ขึ้นเติมเกมอย่างมั่นใจ อย่างเช่นลูกที่ขึ้นไปเปิดย้อนให้ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ ยิงประตูตีเสมออาร์เจนตินา 2-2 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย

 

กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ฝรั่งเศส)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กองกลางจอมขยันจากเชลซีช่วยให้บรรดาแนวรับฝรั่งเศสทำงานได้สะดวก ด้วยทำการตัดเกมจากแนวรุกฝั่งตรงข้าม และอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของสนามแบบไม่รู้จักไม่เหนื่อย ชนิดที่ว่า “ที่ไหนมีบอล ที่นั่นมีก็องเต้” เลยทีเดียว

 

กองกลาง : ลูก้า โมดริช (โครเอเชีย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จอมทัพหมายเลข 10 ของโครเอเชีย คือจุดเริ่มต้นของเกมรุกอย่างแท้จริง ทั้งการขึบเคลื่อนบอล จ่ายบอล รวมไปถึงขึ้นไปทำประตูได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ช่วยปลุกลูกทีมให้สู้จนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในที่สุด

 

กองกลาง : เควิน เดอ บรอยน์ (เบลเยี่ยม)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กองกลางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงแม้จะไม่สามารถได้ทำประตูได้อย่างมากมาย แต่กองกลางรายนี้ยังมีทักษะการจ่ายบอลที่เฉียบคมเข้ามาทดแทน ช่วยให้แนวรุกปีศาจแดงแห่งยุโรปเดินหน้าถล่มประตูคู่แข่งและคว่้าชัยชนะได้ในเกมสำคัญๆหลายต่อหลายครั้ง

 

กองหน้า: คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ (ฝรั่งเศส)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนอายุ 19 ปี พวกคุณทำอะไรกันอยู่ แต่สำหรับ เอ็มบัปเป้ เขาได้จูบถ้วยแชมป์โลกแล้ว พร้อมกับตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมที่เรียกได้ว่าไร้คู่แข่ง

แม้ว่าจะออกสตาร์ททัวร์นาเม้นท์ในเกมแรกได้ไม่ดีนักในเกมอับออสเตรเลีย แต่หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งฟอร์มของดาวเตะจาก เปเอสเช ก็ดีวันดีคืน และมาพีคเอาในรอบสองในเกมกับ อาร์เจนติน่า ที่เขาลากเลื้อยป่วนกองหลังฟ้าขาวแถมพังคนเดียว 2 ประตู และในนัดชิงชนะเลิศก็ยิงประตูได้อีก

 

กองหน้า: อองตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดาวเตะจากแอตเลติโก้ มาดริด เดินทางฟุตบอลโลกหนนี้ด้วยการแบกความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้บนบ่า เขาจะต้องเล่นท่ามกลางความกดดัน ซึ่งกรีซมันน์ แปรเปลี่ยนมาเป็นพลังงาน ได้อย่างย่าทึ่ง ด้วยการรับบทเป็นคีย์แมนในแนวรุก ของทีมตราไก่ และมีส่วนร่วมกับประตูสำคัญๆของทีมเสมอ แถมยังเยือกเย็นในจังหวะสังหารจุดโทษ ที่เขาซัดไป 3 ประตูในทัวร์นาเม้นท์นี้

 

กองหน้า: เอเด็น อาซาร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แม้ว่าจะอกหัก ไม่ได้แชมป์โลกอย่างที่หวัง แต่อันดับที่ 3 สำหรับทีมอย่างเบลเยียม ก็ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว โดยตลอดทัวร์นาเม้นท์ ดาวเตะจากเชลซี รับผิดชอบเกมรุก และประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างลงตัว รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเอง ในการครอบครองบอลให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เลี้ยงพร่ำเพรื่อ จนแทบจะทุกการสัมผัสบอลของเขามีประโยชน์ต่อรูปเกมของทีมทั้งนั้น

Comments