บีจีเอฟซี : “โซนอันตรายและวันที่กระต่ายหลังพิงฝา”

Natthaphong Sanson Natthaphong Sanson

หากในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ศึกไทยลีก 2018 มีแฟนบอลสักคนบอกว่าฤดูกาลนี้บางกอกกล๊าสจะหนีตกชั้น คงไม่มีใครเชื่อ เรื่องนี้คงไม่ต่างอะไรกับเรื่องตลกขำขันทั่วไป แต่หารู้ไม่ว่า ณ ตอนนี้ไทยลีกดำเนินมาถึงนัดที่ 22 ของฤดูกาล บางกอกกล๊าส เอฟซี กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่ออยู่รอดในลีกสูงสุด ชนิดที่ว่าแฟนบอลบางกอกกล๊าสเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้

ซีซั่นใหม่ ทุกอย่างของบางกอกกล๊าสถูกเปลี่ยนใหม่หมด ไล่ตั้งแต่โลโก้สโมสร สีประจำสโมสร ไม่เว้นแม้กระทั่งตราสโมสรที่ถูกออกแบบใหม่ ภายใต้ฉายา “เครื่องจักรสีน้ำเงิน” ตลอดจนพื้นสนามลีโอ สเตเดี้ยมจากหญ้าเทียมเป็นหญ้าจริง ถือว่าเป็นการปรับภาพลักษณ์ของทีมแบบยกเครื่อง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่…สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับบางกอกกล๊าสในฤดูกาลแห่งความเปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติหนีตกชั้นอย่างเป็นทางการ สาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้ทีมใหญ่อย่างบางกอกกล๊าสต้องมาหนีตกชั้น ?

วัฏจักรบางกอกกล๊าส

โจเซป เฟร์เร

เป็นอย่างที่ทราบกันว่าสโมสรบางกอกกล๊าส เอฟซี เป็นทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของหัวหน้าผู้ฝึกสอนบ่อยครั้งมากทีมหนึ่งในไทยลีก ในช่วงต้นฤดูกาล 2018 เครื่องจักรสีน้ำเงินโฉมใหม่ ตัดสินใจเลือกใช้งาน โจเซ็ป เฟร์เร ซึ่งเคยทำงานร่วมกับ ออเรลิโอ วิดมาร์ อดีตกุนซือบางกอกกล๊าสเมื่อปีที่แล้ว ในฐานะผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ผลงานของเฟร์เรในไทยลีกไม่สู้ดีนัก และเขามีเวลาบนเก้าอี้ผู้ฝีกสอนเพียงแค่ 7 นัดเท่านั้น กับผลงานชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 4 ถูกบอร์ดบริหารสั่งปลดออกจากตำแหน่ง

อนุรักษ์ ศรีเกิด

ไม้ต่อไปจึงเป็นหน้าที่ของ “โค้ชอ่ำ” อำนาจ แก้วเขียว ลูกหม้อของทีมมารักษาการณ์ตำแหน่งนี้ต่อไป ก่อนที่จะคุมทีมไปได้เพียง 6 นัด บางกอกกล๊าสจึงตัดสินใจดึง “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด คนคุ้นเคยที่เคยคุมทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพเมื่อปี 2014 มาคุมทีมอีกครั้งท่ามกลางความหวังของแฟนบอลที่จะเห็นทีมกลับไปยึดพื้นที่ครึ่งบนของตารางคะแนน

ผลงานของบีจีตั้งแต่โค้ชจุ่นกลับมาคุมทีมก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไร 9 นัด (นับถึงนัดล่าสุดที่บุกไปแพ้ประจวบ) ชนะ 3 เสมอ 2 แพ้ 4 อยู่อันดับที่ 15 การเปลี่ยนโค้ชของบางกอกกล๊าสในครั้งนี้ก็ยังไม่ตอบโจทย์เป้าหมายของทีม

“ผมสงสารแฟนบอลเรา จนไม่รู้จะสงสารอย่างไรแล้ว แต่ถ้าหนีทิ้งไป เอาตัวรอดคนเดียว มันก็ไม่ใช่ เราหัวร่วมหัวจมท้ายกันแล้ว ผู้บริหารก็ยังบอกให้เราสู้ เราจะไม่ยอมตกชั้น เราจะรวมสู้ วันนี้จะไม่มีคำว่าเสียใจ จากนี้จะไม่มีน้ำตาออกมาเห็น จะสู้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะยังไง บางกอกกล๊าส ต้องรอด”

 

ฟอร์มสามวันดีสี่วันไข้

เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่บางกอกกล๊าสทำแต้มหล่นหายไปเยอะมาก ตั้งแต่เปิดฤดูกาลพวกเขาสลับแพ้ ชนะ หรือเสมอมาตลอด ไม่มีเกมไหนที่สามารถเอาชนะคู่แข่งแบบ 3 นัดติดกันได้เลย อย่างดีที่สุดคือชนะติดกัน 2 เกมจากนั้นก็กลับมาแพ้ หรือเสมอ เช่น เกมไทยลีกนัดที่ 21 ที่พวกเขาเปิดลีโอ สเตเดี้ยม พบกับชลบุรี เอฟซี ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเกมที่บางกอกกล๊าสจะยิงได้ถึง 7 ประตูในเกมเดียว แต่ก็เสียถึง 4 ประตูเช่นกัน พวกเขาเก็บ 3 แต้มเหนือชลบุรีด้วยสกอร์มโหฬารถึง 7-4 ในเกมถัดมาบางกอกกล๊าสก็กลับสู่ฟอร์มเดิม คือบุกไปพ่ายพีที ประจวบ เอฟซี 1-0 ทำให้เครื่องจักรสีน้ำเงิน แพ้เป็นเกมที่ 11 ในฤดูกาลนี้ ต่อ พีที ประจวบ เอฟซี ด้วยสกอร์ 1-0 ส่งผลให้ยังจมอันดับ 15 ของตาราง มี 23 คะแนน จาก 22 นัด
ฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวาจึงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พวกเขาได้แต้มมา และเสียแต้มไปอย่างง่ายดาย

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า กำลังต่อสู้กับอะไร เป็นเพราะดวงเราไม่เหมาะกับทีม หรือเป็นเพราะวิธีการเล่น ก็ยังตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เรื่อยๆ พยายามปรับหลายๆจุดแล้ว แต่ก็ยังทำประตูไม่ได้ จะไปโทษดวง โทษสนาม ก็คงไม่ใช่ คงต้องโทษทุกคนในทีมที่อยู่ด้วยกัน แต่อย่างว่า ฟุตบอลแพ้ ก็เป็นความผิดชอบของผมคนเดียวอยู่แล้ว เพราะผมเองเป็นคนตัดสินใจหลายๆอย่างในสนาม ยอมรับว่าเหนื่อย แต่สู้อยู่แล้ว จะไม่ทิ้ง บางกอกกล๊าส เพราะนี่คืออู่ข้าวอู่น้ำของผม”

หาทีมที่ลงตัวที่สุดไม่ได้

เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้บางกอกกล๊าสยังไม่ลงตัวเสียทีในปีนี้ ผู้เล่น 11 ตัวจริงและตัวสำรองของทีม มักจะสลับสับเปลี่ยนการลงมาเล่นตามแท็กติกของโค้ช แต่กลับกลายเป็นว่าหาที่จุดลงตัวและแผนการเล่นที่ชัดเจนไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการเล่นของทีม และผลการแข่งขันโดยตรง นั่นเป็นเหตุผลให้ทัพเครื่องจักรสีน้ำเงินกำลังหนีตกชั้นอย่างสุดชีวิต

“ในเรื่องของแทคติก ผมก็ผิดหวังในตัวผมเองด้วยที่ตัดสินใจเลือกผู้เล่น บางครั้งมันเหมือนซับซ้อนไปเอง ยอมรับนะว่าอยากให้มาลงที่ผมคนเดียว บอกน้องๆว่าสู้ บีจีต้องทำให้ได้”

“ตอนนี้ก็ต้องหนีตายทั้งฤดูกาลแน่นอนครับ โฟกัสเพียงแค่ว่าต้องทำแต้มหนีไปให้ได้ แต่ตอนนี้ต้องมองที่เราผิดพลาดก่อน เรื่องความผิดพลาดมันเป็นปัญหาหลักของเรา และเราก็โดนลงโทษตรงนี้ด้วย”

 

นักเตะใหม่ยังไม่ฉายแวว

บรรดานักเตะใหม่ที่ย้ายมาอยูกับบางกอกกล๊าสตั้งแต่เปิดฤดูกาล เช่น จักรกฤษ ลาภตระกูล, สหรัฐ ปองสุวรรณ, โรบิน โฮล์ม, เฟรเดริค เมนดี้, สติเป้ ปลาซิบัต รวมไปถึงมาริโอ ยูรอฟสกี้ และฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ นักเตะค่าตัวแพงดีกรีทีมชาติไทย ต่างก็ไม่ตอบโจทย์ให้กับบางกอกกล๊าสเท่าที่ควร ทั้งที่นักเตะใหม่เหล่านี้ฝีเท้าไม่ธรรมดา บางรายถึงกับถูกถอดออกจากโควตานักเตะต่างชาติหลังจบเลกแรก เช่น เมนดี้ หรือแม้แต่มาริโอ ยูรอฟสกี้ นักเตะที่คุ้นเคยกับไทยลีกมาอย่างยาวนานก็ไม่สามารถช่วยบางกอกกล๊าสให้ผลงานดีกว่านี้ได้


นั่นทำให้ในเลกสองบางกอกกล๊าส จึงต้องกวักมือเรียกใช้บริการ อาเรียล โรดริเกวซ และเดวิด บาลา 2 นักเตะต่างชาติมาสู่เพื่อยกระดับทีมต่อไป รวมไปถึงดีลช็อกไทยลีกที่พวกเขาทุ่มเงินซื้อ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ นักเตะทีมชาติไทยจากสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ซึ่งในตอนนั้นธนบูรณ์ยังฟิตไม่เต็มร้อย

การเสริมทัพในเลกสองด้วยตัวผู้เล่นคุณภาพ กลับสวนทางกับผลงานที่ยังไม่ดีขึ้น เลกที่สองเริ่มมาได้ 5 นัดจนถึงตอนนี้ บางกอกกล๊าสแพ้ 4 และชนะเพียงแค่เกมเดียว นั่นคือเกมที่ชนะชลบุรี เอฟซี 7-4

การที่นักเตะใหม่ยังไม่ฉายแววจึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้บางกอกกล๊าสยังไม่ดีขึ้น และจมอยู่โซนตกชั้นต่อไป

ศึกไทยลีก2018ยังพอเหลือเวลาและเส้นทางอีกพอสมควรให้บางกอกกล๊าส ปรับจูนทีมใหม่เพื่อทำอันดับหนีโซนแดงอย่างสุดชีวิต และในฤดูกาลหน้าพวกเขาจะยังอยู่สู้ต่อบนลีกสูงสุดของเมืองไทย หรือจะตกไปเริ่มต้นใหม่ที่ไทยลีก 2

Comments