BEST & WORST: ใครสอบผ่าน-ใครสอบตกหลังจบรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ กระนั้นหากเราย้อนกลับไปในรอบก่อนหน้านี้ ยังมีสิ่งที่น่าประทับใจ และสิ่งที่อยากจะลืม

บางจังหวะคือช็อตแห่งความทรงจำของทัวร์นาเม้นต์ และบางจังหวะ คือช็อตสำคัญที่ทำให้ทีมตกรอบ

ว่าแล้วไปย้อนดูกันเสียหน่อยว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด และ แย่ที่สุด ในฟุตบอลโลกรอบก่อนรองชนะเลิศ

สอบผ่าน

1. ทีมชาติรัสเซีย

เจ้าภาพมาได้เกินคาดในฟุตบอลโลกหนนี้ พวกเขามองว่าไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วกับการเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขานับตั้งแต่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต

ทัพ “หมีขาว” ไม่ได้ใช้กลยุทธ์รับอย่างเดียวเหมือนกับสเปนในรอบที่ผ่านมา แต่บุกสู้ตามจังหวะของเกม เล่นเอานักเตะโครเอเชียแทบจะไปไม่เป็นเหมือนกัน

แม้กระทั่งโดนทัพ “ตาหมากรุก” ยิงประตูแซงนำในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่สุดท้ายก็กลับมาตีเสมอได้อีกครั้ง

พวกเขาสู้กันเป็นทีม และตกรอบไปอย่างสมศักดิ์ศรี พวกเขาเป็นเจ้าภาพที่ประสบความสำเร็จทั้งการจัดการแข่งขันและผลงานในสนาม

2. จอร์แดน พิคฟอร์ด และ ดานิเยล ซูบาซิช

สองนายทวารที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมเข้าตาในรอบก่อนรองชนะเลิศ พิคฟอร์ดเซฟจังหวะสำคัญ 3 ครั้งจากผู้เล่นสวีเดนโดยเฉพาะลูกโหม่งของมาร์คุส เบิร์ก ในช่วงต้นครึ่งหลัง

ส่วน ซูบาซิช ของโครเอเชีย บาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังในช่วงท้ายเกมแต่ยังแข็งใจเซฟประตูอย่างไม่ลดละ กระทั่งเดาทางผู้เล่นรัสเซียถูกในการดวลลูกจุดโทษชี้ขาด และพาทัพโครแอตทะลุเข้าถึงรอบตัดเชือกเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

3.ทีมชาติเบลเยียม

การชนะบราซิลหนนี้ไม่ใช่โชคช่วย แต่มาจากคุณภาพทีมของพวกเขา และการวางแผนที่แยบยลของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ และทีมงานคนสำคัญของพวกเขาอย่างเธียร์รี่ อองรี

พวกเขาทำได้ดีไล่มาตั้งแต่ผู้รักษาประตูติโบต์ กูร์กตัวส์ กองหลังตัวกลางทั้งสามคนอย่างโทบี้ อัลเดอไวเรลด์, แว็งซ็องต์ ก็องปานี และ แยน แฟร์ทองเก้น มิดฟิลด์ตัวกลางอย่าง แอ็กเซล วิตเซล และ มารูยาน เฟลไลนี่ ที่ตัดเกมตรงกลางจนเปิดพื้นที่ให้เควิน เดอ บรอยน์ เล่นได้ง่าย จนทำประตูสำคัญ 2-0 ให้กับทีม

ปิดท้ายที่บรรดาแนวรุกทั้ง เอเด็น อาซาร์ และ โรเมลู ลูกากู โดยเฉพาะรายหลังที่ป่วน มาร์เซโล่ ทางฝั่งซ้ายอยู่หมัด การจับเขาไปยืนริมเส้นฝั่งขวาถือเป็นการตัดสินใจที่ถูก และอาจเป็นอีกหนึ่งแท็กติกที่ช่วยให้เบลเยียมมีมิติมากขึ้นกับเกมรุกในอีก 2 นัดสุดท้าย

4.อ็องตวน กรีซมันน์

เป็นพระเอกในเกมรุกของฝรั่งเศส ทั้งการเชื่อมเกมกับแผงมิดฟิลด์และจังหวะยิงประตู ดาวยิงแอตเลติโก มาดริดเอาชนะคู่แข่งได้เสมอในจังหวะ 1-1 และแทบไม่พลาดในจังหวะที่อยู่ในวิถีการยิงของเขา

แต่นั่นไม่เท่ากับช็อตการยิงยัดใส่ เฟร์นานโด มุสเลร่า จนกลายเป็นประตูที่สำคัญที่พา ฝรั่งเศสนำอุรุกวัย 2-0 ซึ่งเป็นประตูที่แทบจะดับความหวังที่เหลือของ “จอมโหด” ในเกมนั้นทันที

5.แฮร์รี่ แม็กไกวร์

เขาเพิ่งจะติดทีมชาติเป็นเกมที่ 10 เท่านั้น ในเกมที่อังกฤษลงสนามในรอบก่อนรองชนะเลิศกับ สวีเดน พร้อมพกสถิติย่ำแย่ ไม่เคยชนะทัพไวกิ้งมาก่อนในฟุตบอลโลก

แม็กไกวร์ เจ้าของความสูง 194 เซนติเมตร มักเป็นเป้าหมายการโยนของเพื่อนๆร่วมทีม ในช็อตการเล่นลูกเซตพีซ ไม่ว่าจะเป็นตัวชงหรือตัวจบ และสุดท้ายเขาคือผู้โหม่งประตูขึ้นนำให้กับทัพ “สิงโตคำราม” อันเป็นประตูแรกของเจ้าตัวในนามทีมชาติ

จากกองหลังธรรมดาคนหนึ่งจากฮัลล์ ซิตี้ กลายมาเป็นแนวรับที่เป็นตัวความหวังอันดับ 1 ของทีมชาติอังกฤษไปแล้ว แฟนบอลผู้ดีคงหวังว่าเขาจะรักษาฟอร์มเก่งของตัวเองได้จนถึงรอบชิงชนะเลิศ

สอบตก

1. เฟร์นานโด มุสเลร่า

เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีประสบการณ์มากที่สุดในทีม เพราะเล่นฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 3 สมัย แต่กลับทำพลาดครั้งสำคัญเมื่อรับลูกยิงไกลของ อ็องตวน กรีซมันน์ไม่อยู่ บอลหลุดเข้าประตู

อันที่จริงนายทวารจาก กาลาตาซาราย แทบจะไม่ทำผิดพลาดเลยตลอดเส้นทางของ อุรุกวัย ก่อนหน้านี้ แต่กลายเป็นพลาดครั้งเดียว ส่งผลเสียหายอย่างสาหัส และทำให้ทัพ “จอมโหด” ต้องหยุดเส้นทางของตัวเองเอาไว้เพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ

2.ทีมชาติบราซิล

อดีตแชมป์ 5 สมัยคือเต็งแชมป์ฟุตบอลโลกไม่ว่าจะเป็นยุคใด สมัยใด และนี่เป็นอีกครั้งที่พวกเขาถูกยกให้เป็นเต็งจ๋าด้วยว่ามีผู้เล่นเชิงสูงอย่างเนย์มาร์ และ ฟิลิเป้ คูตินโญ่ คอยเดินเกมรุก

อย่างไรก็ตามเกมล่าสุดการที่พวกเขาไม่มี คาเซมิโร่ กองกลางจากเรอัล มาดริดที่ติดโทษแบน ส่งผลร้ายอย่างไม่คาดคิดและ แฟร์นานดินโญ่ ที่ลงมาแทน กลายเป็นบ่อน้ำมันในแดนกลางให้เบลเยียม คุมพื้นที่ เล่นกับบอลได้อย่างสนุกเท้า

สองแข้งที่น่าผิดหวังของบราซิลชุดนี้คือ เนย์มาร์ ที่ทำไปเพียง 2 ประตู ตลอดทั้งทัวร์นาเม้นต์และได้รับการพูดถึงจากแฟนบอลเพียงแค่จังหวะ “ดิ้น และ พุ่งล้ม” ส่วนอีกรายคือกาเบรียล เชซุส ที่ได้รับความไว้วางใจจาก ติเต้ ให้ลงสนามทุกเกมแต่สร้างความอันตรายให้กับฝั่งตรงข้ามไม่ได้เลย

3.มาร์คุส เบิร์ก 

ในยามที่สวีเดนไม่มี ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เป็นซูเปอร์สตาร์ในทีมอีกแล้ว นั่นหมายความว่าผู้เล่นที่เหลือก็จะต้องขึ้นมาทดแทนให้ได้

เบิร์ก ดาวยิงจาก อัล ไอน์ ทีมในยูเออี คือหนึ่งในตัวความหวังของชาวไวกิ้งทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามด้วยโอกาสยิงไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง ตลอด 5 แมนช์ที่สวีเดน ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหนนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้จะเกิดจากความเหนียวเกินคาดของผู้รักษาประตู หรือเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ หน้าที่ของศูนย์หน้าคือการยิงประตู และเขาล้มเหลว

4.ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

แม้อังกฤษจะผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้ไม่ยากด้วยชัยชนะเหนือสวีเดน 2-0 แต่นักเตะที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดในเวลานี้ของทีม “สิงโตคำราม” หนีไม่พ้นตัวรุกร่างเล็กอย่าง สเตอร์ลิ่ง

ในอดีตสมัยที่เขาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เคยโดนหลายฝ่ายตำหนิว่ามีแต่ความเร็วและขี้เลี้ยง และไม่มีคุณสมบัติอื่นที่พอจะไว้ใจได้ แต่พอมาเล่นให้กับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เขาทำทั้งประตูและแอสซิสต์ให้กับเพื่อนร่วมทีมเป็นกอบเป็นกำ

ปัญหาเดิมๆ กลับมาหา สเตอร์ลิ่ง อีกครั้งเมื่อเขาต้องลงสนามให้กับทีมชาติอังกฤษ เขาเป็นนักเตะรายหนึ่งที่มีโอกาสทำประตูมากที่สุดในทีมแต่หลายครั้งเขามีปัญหาในการตัดสินใจ และจบสกอร์แบบ “จ่อๆ” อย่างน่าผิดหวัง

เอาเข้าจริง สเตอร์ลิ่งเป็นนักเตะที่ครบเครื่องเพราะมีเทคนิคดี , มีความเร็ว และมีไหวพริบในการเล่นเป็นทีม เหลือเพียงการจบสกอร์ในพื้นที่สุดท้าย หากเขาแก้ตรงนี้ได้อย่างถาวร เขาจะเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของโลก

5.ฟีโอดอร์ สโมลอฟ

จริงอยู่ที่ในโซน “ดีที่สุด” เราเพิ่งพูดถึงทีมชาติรัสเซียไป แต่นั่นไม่นับรวมถึง สโมลอฟ ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าผิดหวังตั้งแต่นัดเปิดสนามยันวาระสุดท้ายในฟุตบอลโลกของรัสเซีย

เขาได้ลงเล่นในเกมนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มกับซาอุดิอาระเบีย ความเชื่องช้าของเขาทำให้ทีมเคลื่อนเกมได้ไม่เร็วอย่างที่คิด บวกกับจังหวะจบสกอร์และเทคนิคในกรอบเขตโทษที่ไม่ได้มีความน่ากลัวอะไรเลย

สโมลอฟ ได้ลงเล่นแทนอาร์เตม ชูบา ในช่วงกลางครึ่งหลัง เกมกับสเปน ซึ่งในเกมดังกล่าว ชูบา ทำให้ทีมได้จุดโทษ และสังหารเข้าไปไม่พลาด ขณะที่ สโมลอฟ ไม่ได้ทำอะไรให้ทีมดีขึ้นนอกจากยืนให้ครบ 11 คน โชคยังดีที่เขาคือหนึ่งในคนที่ยิงเข้าในการดวลโทษชี้ขาด

และเกมสุดท้ายกับ โครเอเชีย เขาได้ลงสนาม และได้รับโอกาสเป็นหนึ่งในห้าขุนพลอาสาไปสังหารจุดโทษเหมือนเคย แต่ครั้งนี้ เขาจะยิงเหนือชั้นแบบ ปาเนนก้า และไปติด ดานิเยล ซูบาซิช และครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า สโมลอฟ คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ รัสเซีย ต้องยุติเส้นทางฟุตบอลโลกในบ้านของตัวเองไว้แต่เพียง
เท่านี้

Comments