BEST & WORST: ใครสอบผ่าน-ใครสอบตกหลังจบครึ่งทางรอบ 16 ทีม

การแข่งขันฟุตบอลโลกได้ดำเนินมาถึงครึ่งทางของรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการแข่งขันในแต่ละนัดต่างมีทั้งเรื่องราวที่ดีและแย่ปะปนกันไป FOX Sports Asia จึงได้รวบรวมเหตุการณ์ยอดเยี่ยมและยอดแย่หลังจบวันที่สองของรอบนี้มาให้แฟนบอลได้ติดตามกัน

สอบผ่าน

คิเลี่ยน เอ็มบั๊ปเป้

เมื่อ 20 ปีก่อน อาร์เจนตินาเคยโดนเด็กหนุ่มวัย 18 ปีคนหนึ่งที่ชื่อไมเคิ่ล โอเว่น กระชากครึ่งสนามเข้าไปซัดตุงตาข่ายกลายเป็นหนึ่งในประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกมาแล้ว

มาหนนี้พวกเขาโดนดาวรุ่งวัย 19 ปี แต่ได้รับการยกย่องว่ากำลังจะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดของโลกคนต่อไป ติดสปีดหนีแนวรับจนขาดวิ่น เอ็มบั๊ปเป้ถือเป็นตัวรุกที่ระเบิดแนวรับของทัพฟ้า-ขาวโดยแท้จริง และมีส่วนมากกับชัยชนะนัดล่าสุดของทีมชาติฝรั่งเศส

เอดินสัน คาวานี่

การเจอกับโปรตุเกสไม่เคยเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทัพฝอยทองมีตัวริมเส้นที่จัดจ้านอย่างแบร์นาร์โด้ ซิลวา และดาวยิงเวิลด์ คลาสอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้

อย่างไรก็ตาม อุรุกวัย ขอยอมครองบอลน้อยกว่า และเซตเกมรับอย่างอดทน รอจังหวะโต้ที่เหมาะเจาะ น้อยครั้งกว่า แต่ขอสัมฤทธิ์ผล และ คาวานี่ คือผู้ที่ทำให้แผนการของออสการ์ ตาบาเรซสำเร็จ เขามีโอกาสจบสกอร์ในเกมนั้นไม่มาก แต่ทำได้ถึง 2 ประตู

ในวันที่ต้องวัดความคมกันระหว่าง โรนัลโด้ และ คาวานี่ สุดท้ายแล้ว ศูนย์หน้าจากปารีส แซงต์ แฌร์แม็ง ได้รับการชูมือให้เป็นผู้ชนะอย่างเอกฉันท์

อิกอร์ อคินเฟเยฟ

หลายคนค่อนขอดเขาว่าเป็นนายทวารตกยุค ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนเคยมีข่าวกับหลายทีมโดยเฉพาะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายเขายังคงเฝ้าเสาให้กับทีมเดิมอย่าง ซีเอสเคเอ มอสโก

อย่างไรก็ตามแม้จะเล่นให้กับลีกในประเทศมาตลอด แต่มาตรฐานของ อคินเฟเยฟ ไม่ได้ตกลงไป โดยเฉพาะเมื่อมาเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปีที่ทีมของเขาเป็นเจ้าภาพ

อคินเฟเยฟ ต้องมาวัดความคมกับดาบิด เด เคอา ในการดวลลูกจุดโทษชี้ขาด ซึ่งนายทวาร “กระทิงดุ” มีจุดด้อยเรื่องของการเซฟจุดโทษอยู่แล้วแต่เดิม นั่นคือโอกาสทองที่ อคินเฟเยฟ จะได้สปอตไลต์ในเกมนี้ มากกว่า เด เคอา

ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง กับการเซฟลูกยิงของแข้งสเปนถึง 2 ครั้ง และทำให้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่พูดถึงในสื่อกีฬาทั่วโลกอีกหน หลังจากก่อนหน้านี้เป็นผู้รักษาประตูที่ชื่อเงียบหายไปนานหลายปี

แคสเปอร์ ชไมเคิล

แม้ทีมชาติเดนมาร์กจะตกรอบด้วยน้ำมือของหนึ่งในทีมที่แกร่งที่สุดในทัวร์นาเม้นต์อย่างโครเอเชีย แต่พวกเขาก็สู้อย่างเต็มที่แล้ว

ช็อตประทับใจของเกมคู่นี้อยู่ที่สายสัมพันธ์พ่อลูก ระหว่างปีเตอร์ และแคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ความกดดันของนายทวารคนลูกที่ถูกทั้งแฟนบอลและสื่อปรามาสว่าอาศัยร่มเงาของพ่อหากินในวงการ และไม่มีทางจะเก่งเท่าพ่อได้

อย่างน้อยที่สุด แคสเปอร์ สร้างช่วงเวลาแห่งความทรงจำให้กับตัวเอง เมื่อเขาเซฟจุดโทษในเกมเดียวกันถึง 3 ครั้ง (ในช่วงต่อเวลา 1 ครั้ง และช่วงดวลจุดโทษถึง 2 ครั้ง) โดยเฉพาะในช่วงต่อเวลา ที่เขาเดาทางลูกยิงของ ลูก้า โมดริช ถูก ซึ่งไม่ง่าย ที่จะเซฟลูกยิงของเพลย์เมกเกอร์ เรอัล มาดริด ที่มีสถิติการยิงจุดโทษที่พลาดน้อยมากในเวลานั้น

กล้องตัดไปที่หน้าของ ปีเตอร์ผู้พ่อ ทันทีที่ลูกชายเซฟจุดโทษได้ มันเหมือนกับตอนที่ตัวเขาเองยังอยู่ในสนามไม่มีผิด แฟนบอลรุ่นยุค ’90 คงรู้สึกเหมือนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป

เพราะลีลาการเฝ้าเสา ความห้าวหาญ ความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว ของปีเตอร์ และ แคสเปอร์ เหมือนกันมากจริงๆ

เพียงแต่วันนี้ แคสเปอร์ ไม่ได้อยู่ในฐานะลูกชายของปีเตอร์อีกต่อไป แต่เขาคือ แคสเปอร์ ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของเดนมาร์ก ในเวลานี้

สอบตก

ซามเปาลี & อาร์เจนตินา

เห็นได้ชัดว่าการวางหมากของ ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือทัพฟ้าขาว เอาทีมชั้นนำของยุโรปอย่าง ฝรั่งเศส ไม่อยู่ โดยเฉพาะแผงหลังของทีมที่ต่างพากันสอบตกระนาว เมื่อต้องพ่ายให้กับทีมตราไก่ 3-4 และหยุดเส้นทางเดินที่รัสเซียไว้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

บางที ซามเปาลี คงจะลืมไปว่า ฟุตบอลต้องเล่นทั้ง 11 คน และดูเหมือนว่า เขายกทุกสิ่งทุกอย่างไว้บนบ่าของ ลิโอเนล เมสซี คนเดียว ทั้งๆที่ อาร์เจนตินา มีนักเตะระดับท็อปคลาสอยู่หลายคน ทั้ง มาสเคราโน, ดิ มาเรีย, อเกวโร และ อิกวาอิน

ส่วนแผงหลังของอาร์เจนตินาก็ถูก คีลิยัน เอ็มบับเป้ เล่นงานกระจุย ทั้ง มาร์กอส โรโฮ ที่ตัดฟาวล์จนทำให้เสียจุดโทษ นิโคลัส ทายาฟิโก้ ตามความเร็วของเอ็มบัปเป้ไม่ทัน จนต้องตัดฟาวล์บ่อยๆและได้รับใบเหลืองไปตามระเบียบ ทำให้เล่นลำบากขึ้น รวมถึง นิโคลัส โอตาเมนดี้ ที่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ไปเตะบอลใส่หลังของ ปอล ป็อกบา ที่นอนเจ็บอีก สุดท้ายพวกเขาเสียประตูไปถึง 4 ลูกด้วยกัน

กอนซาโล กูเอเดส

ดาวรุ่งที่ขึ้นชื่อว่าจะเป็น “New Ronaldo” ของโปรตุเกส กลับไม่สามรถพิสูจน์ตัวเองบนทัวร์นาเม้นท์นี้ไม่ได้ หลังได้โอกาสออกสตาร์เป็นตัวจริงคู่กับ คริสเตียโน โรนัลโด้ ในเกมที่ โปรตุเกส แพ้ อุรุกวัย 1-2 และตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018

กองหน้าจาก บาเลนเซีย ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของ โรนัลโด ในการเดินเกมรุกและจบสกอร์เลย แถมยังทำเกมของทีมเสียในหลายจังหวะ จากการผ่านบอลและยิงประตูที่ดูติดขัดไปหมด ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนตัวออกไปในนาทีที่ 74

นอกจากนี้ ดาวเตะวัย 21 ปี ดูเหมือนจะบกพร่องในเรื่องของการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมอีกด้วย และยังเป็นส่วนเกินของเกมรุกโปรตุเกสในเกมนี้อย่างเห็นได้ชัด

สเปน & กองหน้าทั้งแผง

จากโอกาสยิงถึง 24 ครั้ง เข้ากรอบ 9 ครั้ง สเปนได้มาเพียง 1 ประตู ในขณะที่ รัสเซีย ได้ยิงแค่ 6 ครั้ง เข้ากรอบแค่ 1 ครั้ง (จุดโทษ) ทำให้เกมต้องยืดไปถึงการต่อเวลาพิเศษ และเป็นแชมป์โลก 1 สมัยที่ดวลจุดโทษพลาดและเป็นฝ่ายต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย

ทำไมถึงน่าเสียดาย? เพราะสถิติครองบอลของสเปนในเกมนี้สูงถึง 75% และเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำในการผ่านบอลก็สูงถึง 91% โดยพวกเขาผ่านบอลทั้งหมด 1,137 ครั้ง สำเร็จ 1,031 ครั้ง รวมถึงโอกาสยิง 24 ครั้ง แต่เข้ากรอบเพียง 9 ครั้ง และได้มาแค่ 1 ประตู

นั่นแสดงให้เห็นว่า กองหน้าของพวกไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้ให้เป็นประตูได้เลย โดยเฉพาะ อัสปาส ที่ลงมาเป็นตัวสำรองพร้อมความหวังของชาติ แต่เขากลับไม่ได้สร้างความเสียหายให้เกมรับของทีมหมีขาวเลย และยังเป็นคนที่พลาดจุดโทษลูกสำคัญ ทำให้สเปนต้องกลับบ้านทันที

Comments