10 เหตุการณ์ฟุตบอลโลกที่เปลี่ยนได้หากมี VAR

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย FourFourTwo

แชมป์โลกเปลี่ยนมือ, เจ้าภาพตกรอบ, ประตูในตำนานจะหายไป … จะเกิดอะไรขึ้นหากใช้วิดีโอช่วยตัดสิน (VAR) ย้อนหลังเพื่อตัดสินเหตุการณ์ค้านสายตาของฟุตบอลโลกเมื่อครั้งอดีตจนถึงทุกวันนี้

ใบเหลืองแทนหัตถ์พระเจ้า (อาร์เจนติน่า vs อังกฤษ, 1986)

ดิเอโก้ มาราโดน่า เอามือชกบอลผ่าน ปีเตอร์ ชิลตัน ทำให้ อาร์เจนติน่า คว้าชัยในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายปี 1986 คือตัวอย่างสำคัญทีเห็นได้ชัดมากหากใช้ VAR ตัดสิน เพราะ มาราโดน่า จะต้องโดนเป่าแฮนด์บอลแน่นอนหากมีการพิจารณาจากภาพช้า นอกจากจะไม่มีประตูนี้แล้วเขาจะต้องโดนจดชื่อด้วย ซึ่งหากไม่มีประตูดังกล่าว กองหลังของอังกฤษอาจจะมีวิธีจัดการกับการโซโล่เดี่ยวที่เป็นประตูที่ 2 ของ มาราโดน่า ก็เป็นได้

ประตูที่ไม่มีจริง (อังกฤษ vs เยอรมนีตะวันตก, 1966)

ในปี 1996 มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ได้ทำการวิจัยอย่างจริงจังกับถึงประตูที่ทีมชาติอังกฤษยิงได้เป็นประตูที่ 3 ในเกมรอบชิงชนะเลิศปี 1966 ก่อนจะพบว่ายังไม่ข้ามเส้น

อังกฤษพยายามกดดันเยอรมันตะวันตกอย่างหนัก หลังจากโดนตีเสมอในช่วงท้ายเกม บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ยิงชนเสาไปเมื่อ 5 นาทีก่อน แต่ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ก็ได้ยิงในจังหวะต่อมา บอลชนคานเด้งบนเส้นประตู จนเป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่ามันข้ามเส้นไปหรือยัง หากมีเวลาพิจารณาสักหน่อยก็คงไม่ต้องมาเถียงกันให้เสียเวลาแบบนี้

เจ้าบ้านย่อมได้เปรียบเสมอ (อิตาลี/สเปน vs เกาหลีใต้, 2002)

แม้แฟนๆ อาจไม่สมหวังเรื่องที่ VAR จะช่วยในทุกการตัดสินได้ แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะลดความกดดันในตัวกรรมการที่ต้องตัดสินท่ามกลางความคาดหวังในชัยชนะของเจ้าบ้านได้

ตัวอย่างก็ตอนที่เกาหลีใต้เข้าถึงรอบตัดเชือกในปี 2002 ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วม ด้วยการคว่ำทั้ง สเปน และ อิตาลี ที่เป็นทีมระดับโลก ในเกมกับ อิตาลี นั้น เปาชาวเอกวาดอร์อย่าง ไบรอน โมเรโน่ ถึงกับโดนแบนจากการจากการตัดสินที่น่าสงสัย ซึ่งบางครั้งต่อให้ใช้ VAR แต่กลับเจอกรรมการแบบนี้มันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเท่าไรหรอก

เดอ ยอง คิก (เนเธอร์แลนด์ vs สเปน, 2010)

แม้ความจริง ฮาเวิร์ด เว็บบ์ จะไม่ไล่ ไนเจล เดอ ยอง ออกหลังจากกระโดยคาราเต้คิกใส่ที่อกของ ชาบี อลอนโซ ในรอบชิงชนะเลิศปี 2010 ซึ่งมองแล้วการตัดสินครั้งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขาแน่นอน เพราะถ้าได้ส่อง VAR รับรองได้เลยว่าความจริงจะปรากฎแน่ เผลอๆ อาจจะครื้นเครงกว่านี้หาก VAR มีเสียงเอฟเฟ็คท์เหมือนในภาพยนตร์

อย่างไรก็ตามเมื่อ สเปน จบเกมด้วยการเป็นแชมป์ ดังนั้นใบเเดงของ เดอ ยอง จึงไม่ได้หยิบมาพูดถึงกันสักเท่าไหร่

โซล แคมป์เบลล์ ทำฟาวล์? (อังกฤษ vs อาร์เจนติน่า, 1998)

ค่ำคืนเเสนบ้าคลั่งที่ แซงต์ เอเตียน มีเรื่องต้องให้ใช้ VAR อยู่หลายครั้งทั้งกรณีของ เดวิด เบ็คแฮม สอย ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่อาจจะกลายเป็นแค่ใบเหลืองแทนที่จะเป็นใบเเดง จากนั้นก็ถึงเหตุการณ์สำคัญที่ประตูของ โซล เเคมป์เบลล์ โดนเป่าว่าฟาวล์จาก คิม มิลตัน นีลเซ่น ท่านเปาจากเดนมาร์ก  … หาไม่เเล้วประตูนี้คงเป็นชัยชนะในช่วงท้ายเกมของสิงโตคำรามไปแล้ว

ชูมัคเกอร์ ต้องโดนไล่ออก (ฝรั่งเศส VS เยอรมนีตะวันตก, 1982)

การตัดสินใจที่ผิดพลาดบางครั้งก็ทำให้การใช้เทคโนโลยี VAR มีน้ำหนักในการเอามาใช้งานจริงได้มากขึ้น อาการบาดเจ็บของ ปาทริก บาติสต็อง จนฟันร่วงจากการปะทะ ฮารัลด์ ชูมัคเกอร์ ในรอบรองชนะเลิศ 1982 นอกจากนายด่านชาวเยอรมันตะวันตกจะไม่โดนอะไรเเล้ว ผู้ตัดสินยังเป่าให้เป็นลูกตั้งเตะอีกต่างหาก

 จากภาพช้าก็น่าจะเห็นชัดๆ ว่าเป็นการเข้าบอลเเบบชวนสยอง แม้อาจคาบเกี่ยวระหว่างอุบัติเหตุกับตั้งใจ แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องไล่ออกเท่านั้น

โอเว่นพุ่งเรียกฟาวล์? (อาร์เจนติน่า vs อังกฤษ, 2002)

ในปี 1998 ไมเคิล โอเว่น ไล่ถลุงแนวรับของ อาร์เจนติน่า อย่างเมามัน ขณะที่อีก 4 ปีต่อมาในการเเข่งขันปี 2002 เขายังคงทำเช่นนั้นอีกจากการได้บอลในกรอบเขตโทษและดวลตัวต่อตัวกับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่สุดท้ายกลายเป็นฝ่ายหลังเตะเขาล้มจนอังกฤษได้จุดโทษ

จากนั้น เดวิด เบ็คแฮม ก็ลุกขึ้นมาสังหารและทำให้อังกฤษชนะ 1-0 VAR จะช่วยเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า? มันก็ไม่แน่เสียทีเดียว แต่การมี VAR อาจทำให้นักเตะอังกฤษไม่กล้าล้มสุ่มสี่สุ่มห้าในกรอบเขตโทษ

นี่มันล้ำหน้าชัดๆ (อาร์เจนติน่า vs เม็กซิโก, 2010)

ช่วงเวลาชวนขำขันในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเหตุการณ์หนึ่ง เกิดจากจังหวะที่ คาร์ลอส เตเวซ สะบัดโหม่งหน้าปากประตูจากการยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ เม็กซิโก ในปี 2010 จังหวะแบบนี้เห็นกันชัดๆ ว่า เตเวซ แทบจะยืนรอหน้าโกล์เลยทีเดียว

แม้จะมีผู้เล่นเข้ามาประท้วงผู้ตัดสินมากมาย แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ลูกโหม่งของ เตเวซ ถูกนับเป็นประตูของทัพฟ้าขาวแม้ทั้งโลกจะเห็นว่ามันเป็นการตัดสินทีผิดพลาดก็ตาม

ลูกยิงแลมพาร์ดต้องเป็นประตู (เยอรมนี vs อังกฤษ, 2010)

นี่คือเหตุการณ์ที่ยังคงสร้างความปวดใจให้กับแฟนบอลอังกฤษ จนทำให้ เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ที่ดำรงตำแหน่งประธานของ ฟีฟ่า ในเวลานั้นต้องนำเรื่องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยกีฬาฟุตบอลเลยทีเดียว เยอรมนี นำอังกฤษไป 2-0 ตั้งแต่ต้นเกม แถมทัพสิงโตคำรามยังสุ่มเสี่ยจะโดนเพิ่มด้วย

อย่างไรก็ตาม แมทธิว อัพสัน ยิงประตูไล่มาเป็น 1-2 ในนาทีที่ 37 ก่อนที่ แลมพาร์ด จะยิงไกลชนคานบอลเด้งลงแบบเลยเส้นประตูไปแล้ว ซึ่งมันน่าคิดว่าถ้าหากลูกยิงนั้นไม่โดนปฎิเสธโดยผู้ตัดสิน เกมจะเสมอกัน 2-2 แล้วอังกฤษจะกลับมาชนะเกมนี้ได้หรือไม่ … เยอรมนี เล่นดีกว่าก็จริงแต่อังกฤษคงไม่อยากแพ้เพราะอะไรแบบนี้หรอก

หัตถ์พระเจ้าเวอร์ชั่นฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส vs ไอร์แลนด์, รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2010)

อาจจะไม่ใช่การแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์จริง แต่นี่คือเหตุการณ์ที่ทำร้ายหัวใจกันเสียจนทุกฝ่ายต้องกล่าวถึง และคิดกันไปว่า ฟีฟ่า อยากจะได้ ฝรั่งเศส เข้าไปเล่นทัวร์นาเม้นต์ใหญ่มากกว่า ไอร์แลนด์ ซึ่งทำให้เกิดประตูที่ “ตั้งใจเล่นผิดกติกา”ประตูนี้

เกมเพลย์ออฟระหว่าง ไอร์แลนด์ กับ ฝรั่งเศส ช่วงต่อเวลาพิเศษ เธียร์รี่ อองรี ตั้งใจใช้มือบังคับลูกก่อนจะส่งให้ วิลเลี่ยม กัลลาส ยิงประตูให้ทัพตราไก่ได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้

อย่างไรก็ตามแม้จะเข้ารอบสุดท้ายด้วยความโชคดีแต่พวกเขาก็ตกรอบแรกด้วยการมีเพียงแต้มเดียวและแพ้ให้กับเจ้าภาพอย่าง แอฟริกาใต้ อีกด้วย ด้าน ไอร์แลนด์ อีก 2 ปีต่อมาพวกเขาก็ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายศึกยูโร 2012 แต่ยักษ์เขียวก็แพ้รวดใน 3 เกม ตกรอบแบบไม่ได้ลุ้นอะไรเลยเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments