ประเทศนี้ผมฝังใจ : เรื่องราวของ ติอาโก้ ซิลวา ที่เกือบสิ้นใจที่รัสเซียเมื่อ 13 ปีก่อน

ภาพและคอนเทนต์ สนับสนุนโดย FourFourTwo
Writer : Michael Yokhin 

ก่อนจะเป็นกองหลังตัวเก่งของปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง และทีมชาติบราซิล เขาเกือบต้องไปจบชีวิตอยู่ที่รัสเซียเสียแล้ว เขาเดินทางมาเป็นตัวแทนชาติ กลับมาแข่งขันในดินแดนที่เขาจำไม่ลืม เรื่องราวในอดีตที่น่าสะพรึงของ ติอาโก้ ซิลวา

ทันทีที่เขาเหยียบผืนแผ่นดินรัสเซีย ความทรงจำของเขายังคงอยู่ มันเป็นฝันร้ายที่ไม่สามารถลบเลือนไปได้

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว สตาร์ทีมชาติบราซิลเกือบเสียชีวิตด้วยอาการวัณโรคอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงมอสโก และเป็นทีมแพทย์รัสเซียที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาใช้ชีวิต 6 เดือนจากนั้นในห้องสี่เหลี่ยม ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้เล่นฟุตบอลอีก เป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะทรมาน

มาวันนี้เขากลับมาเป็นนักฟุตบอลจอมเก๋าที่หวังจะมาเติมชีวิตให้เต็มด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รัสเซียจะสามารถช่วยชีวิตการค้าแข้งในนามทีมชาติของเขา เหมือนกับที่ช่วยชีวิตเขาหรือไม่

คุณคงสงสัยว่า นักเตะบราซิลอย่างเขามาอยู่ที่มอสโกได้อย่างไรเมื่อปี 2005 คำตอบคือ เขาย้ายมาเล่นให้กับดินาโม มอสโก จาก เอฟซี ปอร์โต้ เมื่อเดือนมกราคม

ขณะนั้นเขายังเป็นนักเตะที่ไม่มีใครรู้จัก และยังไม่เคยเล่นให้กับยักษ์ใหญ่ของโปรตุเกสแม้แต่วินาทีเดียวด้วยซ้ำ แต่แทนที่จะทนอยู่ทีมสำรองต่อไปอีกปี เอเยนต์ของเขาอย่างจอร์จ เมนเดส ก็ตัดสินใจส่งเขาไปที่รัสเซียด้วยค่าตัว 4 ล้านยูโร

ความเป็นจริงแล้ว กองหลังรายนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ ที่ประธานสโมสรคนใหม่อย่างอเล็กเซ เฟโดรีเชฟ ต้องการจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในลีกสูงสุดของรัสเซีย

ขณะที่เมนเดสก็ต้องการขายนักเตะในการดูแลของเขาออกไปให้ได้มากที่สุด นั่นทำให้มีนักเตะจากโปรตุเกสย้ายไปเล่นที่รัสเซียไม่น้อยกว่า 7 คนในช่วงต้นปี 2005 และอีก 5 คนในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งรวมถึงผู้เล่นอย่างคอสตินญ่าและ ดาร์เลย์ ที่อยู่ในชุดพาปอร์โต้คว้าแชมป์เมื่อปี 2004 เช่นเดียวกับ จอร์จอส ไซตาริดิส ที่เคยคว้าแชมป์ยูโร 2004 ที่กรีซมาแล้วในปีเดียวกัน

ขณะที่อีกคนอาจไม่คุ้นชื่อคุ้นหูกันนักในฐานะนักเตะ เขาคือ นูโน่ แต่หากบอกว่าเขาคือนูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือคนเก่งที่พาวูล์ฟส์ เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก ทุกคนคงนึกออกทันที

แต่นักเตะโปรตุกีสเพียงคนเดียวที่ประสบความสำเร็จในรัสเซียคือแดนนี่ ที่กลายเป็นตำนานกับเซนิต

นอกนั้นล้มเหลวพังไม่เป็นท่า และทำให้โครงการยักษ์ใหญ่ของดินาโม มอสโก ต้องพังทลาย ส่วนติอาโก้ ซิลวา กลายเป็นอากาศธาตุในหมู่แฟนบอลรัสเซีย เพราะเขาไม่เคยลงเล่นให้กับสโมสรแม้แต่นัดเดียวด้วยซ้ำ

ติอาโก้ล้มป่วย

แท้ที่จริงก็มีคนที่เห็นในความสามารถของเขาเหมือนกัน นั่นคือ โอเล็ก โรมันเซฟ อดีตกุนซือสปาร์ตัก มอสโกและทีมชาติรัสเซีย ที่ถูกเลือกเข้ามาทำหน้าที่โค้ชของดินาโม มอสโก และค่อนข้างชอบในวิธีการเล่นเกมรับของ ติอาโก้ “เจ้าเด็กนี่สุดยอด”

แต่แพทย์สโมสรไม่คิดแบบนั้น เพราะเขาเป็นนักเตะที่เหนื่อยง่ายมาก

สุดท้ายกลายเป็นว่านักเตะหลายคนถูกเซ็นสัญญาเข้ามาโดยที่ไม่ได้ตรวจร่างกายเสียก่อน และในรายของ ติอาโก้ เขารู้สึกป่วยง่าย และมีอาการทั้งไข้สูง , ไอ และเหงื่อไหลตลอดเวลา

ตอนแรกทีมแพทย์เดาเอาว่าน่าจะมาจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่กลายเป็นว่าพวกเขาต้องส่งติอาโก้ ไปตรวจละเอียดที่คลินิก ซึ่งผลออกมาน่ากลัวกว่าที่คิด เขาเป็นวัณโรค และเป็นมานานถึง 9 เดือนแล้ว “ถ้าเราเจออาการนี้ช้าไปอีก 2-3 สัปดาห์ เขาน่าจะไม่รอดแล้ว” แพทย์ที่ตรวจอาการในเวลานั้นกล่าวกับปราการหลังบราซิเลี่ยน

มีช่วงหนึ่งที่อาการป่วยของเขาเสี่ยงต่อชีวิต และทีมแพทย์แนะนำว่าเขาควรตัดปอดด้านขวาของเขาทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ติอาโก้ปฏิเสธ แต่ก็ใช้ชีวิตในโรงพยาบาลต่อไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม กำลังใจจากครอบครัวและแฟนสาวก็ช่วยเขาให้ก้าวผ่านมันไปได้

ดินาโม มอสโก จ่ายค่ารักษาให้เขาทั้งหมด แต่ไม่ได้เห็นค่าเขาในฐานะนักเตะคนสำคัญ พวกเขาโล่งอกที่เชื้อจากติอาโก้ไม่ได้ไปติดนักเตะคนอื่น และเขาถูกฉีกสัญญาทันทีที่ออกจากโรงพยาบาล เขากลับไปยังบ้านเกิด และตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอล เพียงแต่คุณแม่ของเขา บอกให้เขาสู้ต่ออีกสักตั้ง

มันเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องกอบกู้ความมั่นใจ และสุดท้ายเขาก็ทำมันได้ กับการยืนเป็นตัวหลักในแนวรับให้กับฟลูมิเนนเซ่ และอย่างน้อยก็ทำให้ โรมันเซฟ กุนซือดินาโม มอสโกในเวลานั้นพูดถูกอย่างหนึ่งคือ ฝีเท้าของซิลวานั้นสุดอยด และหลังจากที่ย้ายไปเล่นให้กับเอซี มิลานในปี 2009 เขาก็กลายเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในโลก แถมยังมีกระแสเทียบเขากับ ฟรังโก้ บาเรซี่ ตำนานแนวรับทีมชาติอิตาลีด้วยซ้ำ

เขากลายเป็นตัวหลักที่พา มิลาน คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาในปี 2011 จากนั้นแฟนบอลรอสโซเนรี่ก็อกหักหลังจากทีมขายเขาให้กับปารีส แซงต์ แฌร์แม็งด้วยราคา 42 ล้านยูโรในอีกปีหลังจากนั้น ซึ่งแม้ว่าเขาจะคว้าแชมป์กับเปแอสเชอย่างต่อเนื่อง

แต่ภาพลักษณ์ของเขาไม่ได้ดูแกร่งเหมือนตอนอยู่กับมิลาน เพราะถ้าพูดถึงกองหลังที่ดีที่สุดในโลก ปัจจุบันคนไม่ได้นึกถึง ติอาโก้ เป็นชื่อแรก โดยเฉพาะผลงานสุดบู่ของทีมจากปารีสที่แพ้ บาร์เซโลน่า 1-6 ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และตกรอบช็อคโลกเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน

ไต่บันไดขึ้นสู่ทีมชาติ

สถานการณ์ในทีมชาติของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาย ในฟุตบอลโลกปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ เขาเป็นตัวสำรองของลูซิโอ และ ฮวน จากนั้นเวิลด์ คัพ 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ น่าจะเป็นเวลาของเขาเสียที

แต่กลับเป็นรายการที่เขาต้องโดนเสียงวิจารณ์อีกครั้งหลังปฏิเสธที่จะยิงจุดโทษในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่พบกับชิลี

จากนั้นเขาก็ไปโดนใบเหลืองครบโควตา และพลาดลงสนามในเกมรอบรองชนะเลิศ ในเกมพ่ายเยอรมนี อย่างน่าอับอาย 1-7 ที่ชาวบราซิลทั้งประเทศอยากจะลืม เขาอาจไม่ได้ลงสนามในเกมนั้น แต่หลายคนก็ผิดหวังที่เขาไปโดนใบเหลืองแบบที่ไม่น่าโดนแบบนั้น

จากนั้นเป็นต้นมา กุนซือทีมชาติก็ต่างไม่ไว้ใจเขา ดุงก้า ที่ทำหน้าที่แทนหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ หลังจากเวิลด์ คัพ 2014 แสดงความไม่ชื่นชอบเขาชัดเจน และตัดชื่อเขาออกจากทีมชุดลุยศึกโคปา อเมริกา 2016 จากนั้นเขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกเพียง 2 เกมเท่านั้น เนื่องจาก ติเต้ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน ก็ชอบการจับคู่กันของมาร์ควินญอส และ ชูเอา มิรันด้ามากกว่า

ขณะที่ติอาโก้ ในวัย 33 ปี คงต้องรอความหวังในฐานะตัวสำรอง

บางครั้งชีวิตก็เป็นเรื่องตลก และสุดท้ายชะตาชีวิตของเขา ก็กำลังจะต้องมาชี้ขาดที่มอสโกอีกครั้ง มันเป็นเมืองที่พิเศษสำหรับเขา เขาเกือบหมดลมหายใจในปี 2005 แต่มันช่วยชีวิตเขา และทำให้เขามีอาชีพนักฟุตบอลที่เหลือเชื่อ สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้

ถึงเวลาหรือยังที่เขาจะลบฝันร้ายและพาทีมชูถ้วยแชมป์โลก สร้างความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับปราการหลังจอมแกร่งที่ชื่อ “ติอาโก้ ซิลวา”

Comments