KENT on FOX: “World Cup Memories” ฟุตบอลโลกในความทรงจำของข้าพเจ้า

หากนับจากวินาทีที่ข้าพเจ้ากำลังละเลงนิ้วจิ้มตัวอักษรลงบนแป้นพิมพ์ ก็คงบอกได้เต็มปากว่า เหลืออีกเพียงแค่ 3 วัน 19 ชั่วโมง กับอีก 23 นาทีเท่านั้น มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ฟุตบอลโลก 2018 ก็จะถือฤกษ์เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมี ลุซนิกี้ สเตเดี้ยม และสายตาจากแฟนบอลนับล้านคู่ที่เฝ้ารอ และจดจ้องอยู่ผ่านทางช่องทางต่างๆ ตามสะดวก

แน่นอน สำหรับผม ฟุตบอลโลก คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ที่ช่วยยืนยันให้ผมตัดสินใจที่จะเริ่มต้น “การฝัน” ถึงการใช้ฟุตบอลเป็นเข็มทิศหลักในการเดินต่อไปข้างหน้า มันคือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ และเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลต่อชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากอำเภอสันทรายที่เชื่อว่า “ฟุตบอล” คือสิ่งที่ใช่ ใช่ และก็ใช่

ฉะนั้นวันนี้ ผมเลยอยากจะมาเล่าเรื่องราวของตัวเองถึง ความทรงจำกับสิ่งที่เรียกว่า “ฟุตบอลโลก” และ “ฟร้องซ์ 98” คือคำแรกที่โผล่ขึ้นมาในนิมิตรผม

ผมตั้งกฎกับตัวเองว่า ทุกสิ่งที่ขีดเขียนขึ้นมาในวันนี้ ถือเป็นการเล่าเรื่องผ่านความทรงจำของผมล้วนๆ ไม่มีสิ่งใดเจือปน ไม่มีผงชูรส ไม่มีการเปิดวิดีโอคลิป หรือเปิดหาข้อมูลประกอบโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการทดสอบว่าตัวผมเองให้ความสำคัญกับ ฟุตบอลโลก มากพอที่จะบันทึกมันไว้ผ่านสมอง กับ หัวใจ ได้หรือไม่

ดนตรีมา…

ปี 1998 เด็กชายนิติพงษ์ในวัย 9 ขวบ ปลายๆ ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับฟุตบอลรายการใหญ่เป็นทัวร์นาเม้นต์ที่สองต่อจาก ยูโร 96 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ แน่นอน รู้จักบอลพรีเมียร์ลีกกันมาขนาดนี้มีหรือเขาจะเชียร์ชาติอื่นนอกเหนือไปจากทัพ “สิงโตคำราม” ในยุคที่มี อลัน เชียเรอร์ เป็นหัวหอกความหวังสูงสุด เช่นเดียวกับนักเตะมากประสบการณ์หลายคนไล่มาตั้งแต่ เดวิด ซีแมน, โทนี่ อดัมส์, พอล อินซ์ (จริงๆ ผมนึกอีกชื่อนึงออก แต่คิดว่าไม่ใส่ดีกว่า เขาคือมิดฟิลด์จากนิวคาสเซิ่ล ที่ได้ใส่เบอร์ 8 ในบอลโลกเชียวนะ) คละเคล้าไปกับนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีที่เพิ่งผงาดขึ้นมารับหมวกทีมชาติได้ไม่ถึง 20 นัดอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ได้ได้สวมเสื้อหมายเลข 7 สมใจ มี พอล สโคลส์, โซล แคมป์เบลล์ รวมถึงวันเดอร์คิดส์อย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น ที่โดน เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล หนีบมาด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมปวารณาตนเป็นสาวกของทีมชาติอังกฤษ นอกเหนือจากการที่ตัวเองหลงใหลในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกับการเป็น “เดอะ ค็อป” เป็นทุกเดิมแล้วก็คือ ผมมีเสื้อทีมชาติอังกฤษชุดลุย ฟร้องซ์ 98 ทั้งชุดเหย้า และเยือน ซึ่งเป็นของขวัญจาก ป๊า และม้าผม

นั่นคือต้นทุกสำคัญที่ทำให้เด็ก ป.4 อย่างผม ณ ตอนนั้นไม่เคยโดยด่าเลยยามที่ต้องดูบอลยามดึก (ฮา) แถมยังได้หนังสือพิมพ์ฟุตบอลนอกรายวันมาอ่านเล่นเสริมความรู้ฟุตบอล และติดตามข่าวสารบอลนอกแบบไม่มีพลาดทุกวัน

ด้วยความเป็นเด็ก ผมเทใจให้ อังกฤษ ในยุคนั้นแบบไม่มีเหลือเผื่อผิดหวัง ตอนนั้นผมคิดอยู่แค่อย่างเดียว อังกฤษ จะเป็นแชมป์โลก และโอเว่นจะเป็นดาวซัลโว

“ทรีไลออนส์” เปิดสนามใน เวิลด์คัพ ฉบับแดนน้ำหอมได้ค่อนข้างดี หลังเอาชนะ “อินทรีแห่งคาร์เธจ” อย่าง ตูนิเซีย ไปแบบสบายเท้า 2-0 ท่ามกลางแสงแดดใน สต๊าด เวโลโดรม ถือเป็นการเปิดฉากการดูฟุตบอลโลก ในกลุ่ม จี ของผมได้อย่างยอดเยี่ยม

ลองไล่ลิสต์รายชื่อเพื่อนร่วมกลุ่มของ อังกฤษ หึหึ มีหรือที่ “ผีดิบ” โรมาเนีย ของ จอร์จี้ ฮาจี้, จอร์จี้ โปเปสคู และแบ็กตีนผีจาก เชลซี อย่าง แดน เปเตรสคู จะหยุดยั้งทีมรักของผมไปได้

แม้กระทั่ง โคลอมเบีย ที่มี คาร์ลอส วันเดอร์ราม่า แข้งผมฟูจากทีมเป๊ปซี่ (ในยุคนั้น ฮา) และฟาอุสติโน่ อัสปริย่า หอกตัวกลั่นจาก ปาร์ม่า เป็นตัวชูโรง ผมเชื่อสนิทใจ อังกฤษ จะเก็บ 9 คะแนนเต็ม

แต่ฟุตบอลมันไม่ใช่แค่เราจะเอาความรู้สึก กับความรักมาเป็นที่ตั้ง ผลงานในสนามต่างหากที่จะเป็นตัวบอกว่าคุณดีพอหรือไม่ อังกฤษ แพ้ โรมาเนีย ในเกมที่สองไปอย่างน่าเขกกระโหลกตัวเอง

ความผิดพลาดในเกมรับ การเข้าสกัดพลาดของ โทนี่ อดัมส์ จนทำให้ศูนย์หน้าจาก โคเวนทรี ณ ขณะนั้นอย่าง วิโอเรล มอนโดวาน ได้ซัดจ่อๆ ชนิดที่ต่อให้มี 10 ซีแมน ก็ขวางไม่อยู่ ทำให้ อังกฤษ ตกเป็นรองทีมจากยุโรปตะวันออกไปก่อน

แต่แล้วความมหัศจรรย์ (ครั้งที่ 1) ของ ไมเคิ่ล โอเว่น ก็ถือกำเนิดขึ้น ดาวรุ่งจาก ลิเวอร์พูล ซัดประตูหน้ากรอบหกหลา ตีเสมอให้กับแผ่นดินแม่ของตัวเองได้สำเร็จ

เกมทำท่าว่าจะแบ่งแต้มอยู่แล้ว แต่สุดท้าย ดันมาเกิดช็อตเพื่อนรัก หักเหลี่ยมโหด ซะงั้น หลัง แกรม เลอ โซ ดันไปปล่อยให้ แดน เปเตรสคู เพื่อนร่วมสโมสร (เชลซี) ได้ซัดแบบงงๆ ชนิดที่เด็กอย่างผมก็ยอมรับว่า “อะไรวะเนี่ย” ???

อังกฤษ ตกที่นั่งลำบากทันที เพราะความพ่ายแพ้ต่อแข้ง “ผีดิบ” นั้นหมายความว่า ผลแพ้ชนะในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มกับ โคลอมเบีย จะเป็นตัวตัดสินว่า ใครจะตามตูด โรมาเนีย เข้าไปอวดฝีเท้าในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

และที่สำคัญ รอบต่อไป มี อาร์เจนติน่า รออยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย !!!

อังกฤษ ในชุดสีแดง พบกับ โคลอมเบีย ที่มีเป้าหมายไม่ต่างไปจากทัพ “สิงโตคำราม” สักเท่าไหร่ ท่ามกลางความกดดัน เกมนี้ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล จึงตัดสินใจส่งร้ายบริสุทธิ์อย่าง โอเว่น ที่ทำประตูได้ในนัดที่แล้ว ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงซะเลย (นี่เอาจริง หรือเอาฮาครับ) ด้วยความหวังที่จะเห็นสถานการณ์สร้างวีรบุรุษในสมรภูมิรบที่ ล็องส์

ใช่ครับ ถูกต้องครับ เกมนัดนี้มีวีรบุรุษในสนามอย่างที่ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล ตั้งใจเอาไว้ แต่ทว่ามันดันไม่ใช่ โอเว่น หน่ะสิ เพราะฮีโร่ตัวจริงในเกมนี้คือ เดวิด เบ็คแฮ่ม นั่นเอง !!!

พี่เบ็คส์ พร้อมกับพรีเดเตอร์รุ่นคลาสสิค กลายเป็นสัญลักษณ์ของการยิงฟรีคิกในบัดดล เบ็คแฮ่ม กลายเป็นฮีโร่ของชาติในชั่วข้ามคืน ผลงานการบรรจงปั่นบอลข้ามกำแพงหนีมือ ฟาริด มอนดราก้อน เข้าไป (นี่ก็น่าจะทีมเป๊ปซี่อีกคนนะ ถ้าผมจำไม่ผิด) ช่างเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบจริงๆ สำหรับแฟนบอลอังกฤษอย่าง นิติพงษ์

อังกฤษ ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ แม้ว่าคู่ต่อสู้ของพวกเขาในรอบต่อไปจะเป็นถึงอดีตแชมป์โลกสองสมัย แถมยังเป็นหนามยอกอก เป็นคู่ปรับตลอดกาลทั้งในเวทีการเมืองโลก รวมถึงสมรภูมิลูกหนัง

ท่ามกลางความตึงเครียด ผมจำได้ว่าวันนั้น อังกฤษ เริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ พวกเขาเสียลูกที่จุดโทษก่อน พอผมเห็น บาติสตูต้า ยืนในกรอบ 18 หลา ผมรู้ทันทีละว่าโอกาสที่ ซีแมน จะเซฟได้ก็ค่อนข้างน้อยลงตามไปด้วย

ตู้มมม… อาร์เจนติน่า 1-0

แต่นี่คือแมตช์ที่พระเจ้าขีดเขียนไว้แล้วว่าความหฤหรรษ์จะต้องเกิด โอเว่น ถูกทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ (ต้องขออภัยที่จำไม่ได้จริงๆ ว่าใครเป็นคนขวาง) และเป็น เชียรอร์ ที่ตีเสมอให้กับ อังกฤษ ได้สำเร็จ

นับจากตัวอักษรนี้ นี่คือสุดยอดความทรงจำสำหรับผม ผมจำได้ว่า เดวิด เบ็คแฮ่ม คือคนผ่านบอลให้ ไมเคิ่ล โอเว่น (ที่ผมเคยรักขนาดเอาไปตั้งชื่อ อีเมล์ และใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้) เกี่ยวบอลไปชนิดที่ เวิลด์ คลาส ยังต้องเรียกพี่ ก่อนจะควบบอลหนี โฮเซ่ ชาม็อต หลบ โรแบร์โต้ อยาล่า ก่อนจะตัดสินใจซัดด้วยขวาข้ามตัว คาร์ลอส โรอา เข้าไป…

ENGLAND V ARGENTINA,ST ETIENNE, MICHAEL OWEN SCORES

สำหรับผม พอแล้ว นี่คือลูกยิงที่จะเข้าไปอยู่ในหัวใจเด็กหนุ่มจากสันทรายไปตลอดกาล

แต่ถ้า อังกฤษ ชนะแบบนี้ พระเจ้าท่านคงจะมองว่ามันไม่คลาสสิคพอหนะสิครับ เพราะหลังจากนั้น อาร์เจนติน่า ดันมาได้ประตูตีเสมอจากลูกฟรีคิกสูตรประหลาดๆ ที่ผมมั่นใจว่า เล่นอีก 100 ครั้ง ก็จะไม่มีประตูเกิดขึ้น

เพราะรักแท้ ฉันมีได้แค่ครั้งเดียว… ใช่ครับ ฟรีคิกลูกมันมันเกิดขึ้นครั้งเดียวราวกับรักแท้ และมันก็เป็นประตูในครั้งแรกครั้งนั้นเลยไม่มีข้อสงสัย ทุกอย่างกลับมาที่ 2-2 แบบโคตรมันส์

มันส์ขนาดที่ว่าผมจำได้ทุกอย่างมาจนถึงวันนี้ (ฮา)

ตอนแรกผมคิดว่าจุดไคลแมกซ์ที่สุดนั้นน่าจะเป็นลูกยิงของ โอเว่น คือจะหาอะไรที่พีคกว่านี้ก็คงไม่มีแล้วหล่ะ

นี่มันฟุตบอลโลกนะเว้ย ไม่ใช่หนังอาร์มาเกดดอน หรือ ดีพ อิมแพ็ค คุณจะให้ดาวหางแหวกอากาศพุ่งมาชนในสนามรึไง…

แต่แน่นอน ผมอินโทรมาซะขนาดนี้ มันต้องมีพีคกว่านั้น เพราะเทพบุตรของเกาะอังกฤษอย่าง เดวิด เบ็คแฮ่ม ดันไปเสียเหลี่ยมเอาขาไปสะกิดใส่ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ท่ามกลางการโวยวายตามสไตล์ละตินอเมริกาอย่าง ฮวน เวรอน รวมถึง บาติสตูต้า รวมถึงแข้งคนอื่นๆ ที่กรูกันเข้ามากดดัน มิสเตอร์ คิม มิลตัน นีลเซ่น ผู้ตัดสินร่างโย่งชาวเดนมาร์กอย่างหนัก

ผมคิดอยู่ในใจ พี่เบ็คส์ จะโดนอะไรรึเปล่าวะเนี่ย ซิเมโอเน่ เค้าวิ่งมากระแทกจากข้างหลังก่อนนะ ผู้ตัดสินคงไม่บ้าจี้ทำอะไรมั๊ง ?

สุดท้าย เบ็คแฮ่ม ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ทั้งๆ ที่จังหวะนั้นตัวเขาเองเป็นคนได้ฟาวล์

อังกฤษ เสียเปรียบในเรื่องของตัวผู้เล่น จนสุดท้ายพวกเขาพ่ายต่อ อาร์เจนติน่า ในการดวลลูกที่จุดโทษ ทัพ “ฟ้าขาว” ผ่านเข้าสู่รอบควอเตอร์ไฟนอล ได้อย่างยิ่งใหญ่ ทิ้งให้ เดวิด เบ็คแฮ่ม กลายเป็นซาตาน และแพะรับบาป จากใบแดงที่แฟนบอลอังกฤษมองว่า “เสียค่าโง่” จนทำให้ประเทศของตัวเองต้องตกรอบไปอย่างชอกช้ำ

เช่นเดียวกับผมที่ “ร้องไห้” เพราะ อังกฤษ ตกรอบ ไปพร้อมๆ กับการอัดวิดีโอแมตช์นั้นเอาไว้ด้วย

กระทั่งวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วได้กลายเป็น “ตำนาน” และ “ความทรงจำ” ที่ผมเองไม่เคย และไม่มีวันลืมเลือน

แม้ผมจะยังตามติด ฟร้องซ์ 98 แมตช์อื่นๆ ต่อไปจนกระทั่งได้เห็น “เลส์ เบลอส์” คว้าแชมป์โลกที่ สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ พร้อมกับน้ำตาของโล้นทองคำ แต่ชื่อของ โอเว่น, เบ็คแฮ่ม, ซิเมโอเน่ และการชูใบแดงของ คิม มิลตัน นีลเซ่น ต่างหาก ที่เป็นสุดยอดความทรงจำในฟุตบอลโลกของผม จนต่อยอดมาถึงการทำงานในวงการฟุตบอลเช่นทุกวันนี้

 

ฟุตบอล คือ อะไรสักอย่างที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย

ฟุตบอล คือ รอยยิ้ม คราบน้ำตา และความสุขครบรสในทุกๆ วินาทีของการแข่งขัน

ฟุตบอล คือ แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมอยากเป็นผู้บรรยายฟุตบอล อยากทำงานเกี่ยวกับฟุตบอล กระทั่งตัวเองได้ไปถึงฝันทุกอย่าง ด้วยความรักในฟุตบอล

สุดท้าย ฟุตบอล คือ “ชีวิต” …

และนี่คือ ฟุตบอลโลก ในความทรงจำของผม

แล้วฟุตบอลโลกในความทรงจำของคุณหล่ะครับ เป็นยังไง ?

อย่าลืมมาเล่าให้ผมฟังบ้างนะครับ 🙂

เก้น นิติพงษ์ ยวนตระกูล

Comments