จับตา 5 เฮดโค้ชมีแววชูถ้วยฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกนอกจากจะเป็นมหกรรมที่รวบรวมซุปเปอร์สตาร์ระดับชั้นนำของโลกอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เนย์มาร์ ฯลฯ แล้ว ยังเป็นถือรายการที่วัดความรู้ความสามารถของบรรดาเฮดโค้ชว่าจะสามารถจับบรรดาผุ้เล่นซุปเปอร์สตาร์ที่มีอยู่ในทีมให้เล่นเข้าระบบที่วางไว้ เพื่อนำทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

แต่ในบางครั้ง โชคชะตามักเล่นตลก ทีมที่เล่นฟุตบอลสวยงามก็ใช่ว่าประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น ระบบโททั่ลฟุตบอลที่ไรนุส มิเชลส์ที่นำมาใช้ในปี 1974 กลับพาเนเธอร์แลนด์ได้แค่รองเชมป์ ส่วนคาร์ลอส อัลแบรืโต้ แปร์ไรร่า ละทิ้งความสวยงามในแบบฉบับฟุตบอลแซมบ้าแต่พาบราซิลคว้าแชมป์โลกได้ในอีก 20 ปีต่อมา นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วประเทศ

FOX Sports Asia จึงขอรวบรวม 5 เฮดโค้ชที่มีโอกาสที่ได้ชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกในวันสุดท้ายของการแข่งขันกัน

เฟอร์นานโด ซานโต๊ส (โปรตุเกส)

อายุ : 64

ผลงานที่ผ่านมา : เอสโตริล, เอสเตรล่า อมาดอร่า, ปอร์โต้, เออีเค เอเธนส์ (2 รอบ), พานาธิไนกอส, สปอร์ติ้ง, เบนฟิก้า, พีเอโอเค, ทีมชาติกรีซ

ความสำเร็จ : แชมป์ลีกโปรตุเกส, แชมป์โปรตุกีสคัพ 2 สมัย, แชมป์กรีซ คัพ, แชมป์ฟุตบอลยูโร 1 สมัย

ซานโต๊สเข้ามารับงานต่อจากเปาโล เบนโต้ในปี 2014 หลังจากแพ้พลิกล็อกต่อแอลเบเนียคาบ้าน 0-1 และสามารถพาโปรตุเกสผ่านรอบคัดเลือกและพาทีมคว้าแชมป์ยูโร 2016 ได้ในที่สุด โดยที่ลดการภาระในการทำประตูของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และให้ความสำคัญกับเกมรับให้มากขึ้น

ในฟุตบอลโลก 2018 โปรตุเกสมีแนวรุกอย่างแบร์นาร์โด้ ซิลวา, อันเดร ซิลวา และเกลสัน มาร์ตินส์ เคยสนับสนุนโรนัลโด้ แโดยที่ซานโต๊สใช้แผนการเล่นในระบบ 4-4-2 และใช้การสวนกลับเร็วเป็นทีเด็ดในการโจมตีคู่ต่อสู้

ฆูเลน โลเปเตกี (สเปน)

อายุ : 51

ผลงานการคุมทีม : ราโย่ บาเยกาโน่, สเปน (U-19, U-20, U-21), ปอร์โต้

ความสำเร็จ: แชมป์ยูโร U-19, แชมป์ยูโร U-21

อดีตผู้รักษาประตูราโย บาเยกาโน่เข้ามารับงานต่อจากบิเซนเต้ เดล บอสเก้ที่พาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูโร 2016 โดยพาทีมชาติสเปนเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกที่รัสเซียด้วยสถิติชนะ 9 เสมอ 1 และยังไม่แพ้ใครนับแต่เข้ามาคุมทีมชาติถึง 20 นัดติดต่อกัน (ชนะ 14 เสมอ 6)

การเข้ามารับงานต่อสองกุนซือมากประสบการณ์อย่างหลุยส์ อราโกเนสและบิเซนเต้ เดล บอสเก้ ไม่ใช่ปัญหาสำหรับกุนซือวัย 51 ปีรายนี้แต่อย่างใด เพราะสเปนมีนักเตะที่มีประสิทธิภาพทุกตำแหน่ง และมีผู้เล่น 7 คนที่ได้ร่วมงานตอนคว้าแชมป์ยูโร U-21 เมื่อปี 2013 ไม่ว่าจะเป็นดาบิด เด เกอา, นาโช่, โกเก้, โรดริโก้ โมเรโน่, ดาเนี่ยล การ์บาฆัล และอิสโก้ เมื่อประสานงานกันกับแข้งมากประสบการณ์อย่างเซร์คิโอ รามอส, เคราร์ด ปิเก้, จอร์ดี้ อัลบา, อันเดรส อิเนียสต้า และดิเอโก้ คอสต้า นั่นทำให้สเปนมีขุมกำลังที่ดีพอจะคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ได้

อเดนอร์ เลโอนาร์โด้ บัคชี่ “ติเต้” (บราซิล)

อายุ : 57 

ผลงานการคุมทีม : กัวรานี่ เดอ การิบัลดี, คาเซียส (2 รอบ), เวราโนโปลิส, อิปารินก้า เดอ เอเรชิม, จูเวนตูเด้, เกรมิโอ, เซา กาเอตาโน่, โครินเธียนส์ (3 รอบ), แอตเลติโก มิไนโร่, พัลไมรัส, อัล ไอน์ (ยูเออี), อินเตอร์นาซิอองนอล, อัล วะห์ดา (ยูเออี)

ความสำเร็จ : แชมป์ดิวิชั่น 2 รัฐริโอ กรานเด เด ซุล, แชมป์รัฐริโอ กรานเด เด ซุล (3 สมัย), แชมป์โคปา เด บราซิล, แชมป์ซุรุงะ แบงค์ แชมเปี้ยนชิพ, แชมป์บราซิเลียน เซเรีย อา (2 สมัย), แชมป์โคปา ลิเบอตาดอเรส, แชมป์สโมสรโลก, แชมป์รัฐเซา เปาโล, แชมป์เรโคปา ซูดาเมริกาน่า

ติเต้เข้ามารับงานต่อจากดุงก้า ผู้พาทีมชาติบราซิลจบอันดับ 4 ฟุตบอลโลกในบ้านของตนเอง และตกรอบแรกโคปา เซนเทนาริโอ 2016 ติตาพาบราซิลผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียเป็นทีมแรกของโลก และคุมทีมแพ้อาร์เจนติน่าเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น

การกลับมาจากอาการบาดเจ็บของเนย์มาร์ ทำให้บราซิลมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งมากขึ้น เมื่อได้ประสานงานกันกับโรเบอร์โต้ ฟีร์มิโน่, ฟิลิเป้ คูตินโญ่, มารืเซโล่ และกาเบรียล เชซุส ทำให้บราซิลเป็นอีกหนึ่งทีมเต็งที่มีโอกาสคว้าแชมป์โลก

ฮอร์เก้ ซามปาโอลี (อาร์เจนติน่า)

อายุ : 58

ผลงานการคุมทีม : ฮวน ออริช, สปอร์ต บอยส์, โคโรเนล โบโลเญซี่, สปอร์ติ้ง คริสตัล (เปรู) , โอ ฮิกกินส์ (ชิลี), เอเมเล็ก (เอกวาดอร์), ยูนิเวอร์ซิดัด เดอ ชิลี (ชิลี), ทีมชาติชิลี, เซบีย่า

ความสำเร็จ : แชมป์อปอร์ตูร่าลีกชิลี (2 สมัย), แชมป์เคลาซูร่าลีกชิลี, แชมป์โคปา ซูดาเมริกาน่า, แชมป์โคปา อเมริกา

จากผลงานที่พาทีมชาติชิลีคว้าแชมป์โคปา อเมริกาได้ในปี 2015 ทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของกุนซือทั่วยุโรป ก่อนที่จะเลือกมาคุมทีมเซบีย่าในฤดูกาล 2016-17 แล้วย้ายมารับงานคุมทีมชาติอาร์เจนติน่าในเดือนมิถุนายน 2017 โดยมีเป้าหมายในการพาอาร์เจนติน่าที่สุ่มเสี่ยงจะตกรอบคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกที่รัสเซียให้ได้ ก่อนที่จะเก็บได้ 6 แต้มจาก 4 นัด ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในฐานะที่ 3 ของทวีป

ซามปาโอลีเป็นกุนซือที่ชื่นชอบปรัชญาเกมรุก โดยมีทรัพยากรให้ใช้อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นลิโอเนล เมสซี่, เซร์คิโอ อเกวโร่, เปาโล ดิบาล่า, กอนซาโล่ อิกัวอิน และอังเคล ดิ มาเรีย แต่ปัญหาในแนวรับยังคงทำน่าเป็นห่วงสำหรับซามปาโอลี่ ในการพาเมสซี่และพรรคพวก คว้าแชมป์โลกครั้งแรกให้ได้ในชีวิต และสมัยที่ 3 ของอาร์เจนติน่า

โยอาคิม เลิฟ

อายุ : 58

ผลงานการคุมทีม : เอฟซี ฟรอยเอนเฟลด์, สตุ๊ตการ์ด, เฟเนร์บาห์เช่, คาร์ลสรูห์, อดาน่าสปอร์, ติโรล อินสบรุ๊ค, ออสเตรียน เวียนนา

ความสำเร็จ : แชมป์เดเอฟเบ โพคาล, แชมป์ออสเตรีย บุนเดสลีกา, แชมป์ออสเตรีย ซูเปอร์คัพ, แชมป์ฟุตบอลโลก, แชมป์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ

ปีที่ 12 ในการคุมทีมชาติเยอรมนีของโยอาคิม เลิฟต่อจากเจอร์เก้น คลินส์มันน์ เยอรมนีไม่เคยตกรอบก่อนรองชนะเลิศอีกเลย ในปีนี้ แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดมาพร้อมแคมเปญ “ดีที่สุดไม่หยุดพัก” โดยมีเป้าหมายไปสู่แชมป์โลกสมัยที่ 5 และเป็นทีมแรกในรอบ 56 ปีที่ป้องกันแชมป์โลกได้นับตั้งแต่ที่บราซิลทำได้ในปี 1958-62

พื้นฐานของความแข็งแกร่งของเยอรมนีเริ่มจากผู้รักษาประตูที่สามารถเล่นบอลด้วยเท้าได้ดีจนถึงแนวรุกตัวสุดท้าย แผน 4-2-3-1 ที่วางไว้แต่เริ่มเกม สามารถปรับเปลี่ยนเป็น 2-4-3-1 เมื่อทีมต้องการเล่นเกมบุก

ถึงแม้เยอรมันจะเพิ่งชนะได้แค่นัดเดียวจาก 6 นัดหลัง แต่อย่เพิ่งลบเยอรมนีออกจากตัวเก็งในการคว้าแชมป์โลกเป็นอันครั้ง เพราะเยอรมนีเอาจริงทุกครั้งที่เข้าสู่ทัวร์นาเมนต์สำคัญๆ

 

 

 

 

 

 

Comments