WORAPATH – WHAT THE FOX : ครึ่งแรกราชมัง ครึ่งหลังชลบุรี

วรปัฐ อรุณภักดี วรปัฐ อรุณภักดี

ถึงแม้จะช้าไปแล้ว สำหรับการพูดถึงควันหลงเกมอุ่นเครื่องของขุนพล “THA23” ทีมชาติไทย ที่เปิดบ้านโดนจีนบุกมาสอยไปแบบเจ็บปวด 2-0 จากการเสียประตูที่พอรับได้ และโดยรวมรูปเกมเราดีกว่า แต่ไม่คมเองในพื้นที่สุดท้าย ซึ่งแน่นอนแฟนบอลบางส่วนที่มีดีกรีคีย์บอร์ดไลเซนส์ก็มีสิทธิ์ที่จะติติง จิกกัดเป็นธรรมดา เพราะผ่านเข้าขวบปีที่สองภายใต้ร่มเงาของ มิโลวาน ราเยวัช ยังไม่สมบูรณ์และเห็นเป็นรูปธรรมจนกว่าจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการผ่านไปให้ไกลกว่ารอบ 2 (16 ทีม) ในศึกเอเชียนคัพ 2019 ช่วงต้นปีหน้า

ผมเชื่อว่าจบเกมนี้ เทรนเนอร์เซิร์บคงจะตาสว่าง และประเมินศักยภาพของนักเตะที่ตัวเองเรียกมาติดยุคแรกๆ ในการคุมทีมอย่างต่อเนื่องมาปีกว่าๆ แล้วว่า หลังจากนี้ใครควรได้ไปต่อ และใครต้องหลุดจากทีมไปบ้างเพื่อกลับไปทำฟอร์มให้สมกับความไว้วางใจเหมือนในช่วงโปรโมชั่นที่เพิ่งจะรู้จักกันครั้งแรก…..(ถึงจุดอิ่มตัวของความรัก) เพราะไม่งั้นแผลในใจของโค้ชดีกรีคีย์บอร์ดไลเซนส์ที่ไม่ได้ปลื้มสไตล์การทำทีมของเขาก็จะเริ่มแสดงตัวออกมาเปิดแผลที่เริ่มต้นจากแค่ “รอยถลอก” ให้กลายเป็น “แผลฉีกลึก” แน่นอน

ใครอยากด่าเอามันก็ทำไป ผมก็ชอบตามอ่านนะมันดี แต่ในเหตุผลบางอย่างที่ฟังขึ้นของการติติงทั้งสร้างสรรค์ หรือรู้สึกเสียเวลาจริงๆ ที่ต้องกวาดสายตาไปมาเพื่ออ่านคอมเมนท์จากหลายๆ ช่องทางในสื่อสังคมออนไลน์แล้วรู้สึกไม่ได้อะไรเลย ก็มีบางจุดที่ผมเห็นถึงข้อดีในตัวของกุนซือรายนี้จากเกมที่ต้องแพ้คาบ้าน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าฝนตกเล่นบอลกับพื้นไม่สะดวก แต่ทำไมไม่เล่นบอลยาวเหมือนที่จีนทำ?
ฟุตบอลที่เล่นกันยามฝนตก ทีมที่ห่างชั้นก็สามารถสูสีได้ทันที เพราะทุกครั้งที่บอลตกพื้นจากการโยนบอลเข้าใส่ หรือจ่ายบอล เลี้ยงบอลไม่ว่าจะในระยะไหนก็ตาม มันไม่มีความแน่นอนซึ่งคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่โค้ชทุกคนรู้ดี และเป็นเรื่องที่ควรต้องทำขั้นพื้นฐานเลยคือ

1.สั่งลูกทีมแพ็คเกมรับระยะ 25 หลาหน้ากรอบเขตโทษให้แน่น (ระยะสูงสุดของการยิงไกลที่บอลมีผลต่อการตกพื้น มีโอกาสแฉลบผู้เล่นแล้วเปลี่ยนทางเข้าประตูสูง) ส่วนเกินกว่านั้นถ้าเขายังยิงเข้าอีกก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

2.ปิดพื้นที่ด้านข้างอย่าให้คู่แข่งได้เปิดบอลเข้าไปในเขตโทษ หรือถ้าสกัดไม่ได้ในจังหวะแรกก็ต้องตามให้สุดเพื่อไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายรุกมีเวลาคิดและโยนบอลเพื่อสร้างโอกาสให้คู่แข่งทำประตูมากเกินไป เพราะบางครั้งแค่ครั้งเดียวกับสภาพสนามที่เปียกมีน้ำท่วมขัง การเสียประตูแบบไม่ตั้งใจอยากให้เกิดบางครั้งมันเศร้ายิ่งกว่าหนังชีวิตซะอีก

3.เอาความไม่แน่นอนในการเล่นไปใส่ให้คู่แข่ง ซึ่งพอเขาพลาดโอกาสจะเป็นของเรา ก็หมายความถึงการเล่นโต้กลับด้วยการโยนยาวเข้าไปลุ้นในพื้นที่ของการทำประตูให้มากที่สุด ถึงแม้อาจไม่ได้ยิงในจังหวะแรก แต่การเก็บตกจังหวะสอง หรือลูกขลุกขลิกจะเป็นตัวชี้ขาดเกมได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดลูกทีมของ มาร์เซลโล่ ลิปปี้ ทำแบบมีประสิทธิภาพ เล่นน้อยครั้งแต่ได้ลุ้นจบสกอร์ตลอด แล้วก็ได้ประตูจากจังหวะผิดพลาดของนักเตะไทย กับการแฉลบ แต่ในความเป็นจริงมันมีรายละเอียดมากกว่านั้น ทั้งเรื่องของการรอจังหวะที่จะใช้บอลยาวที่ไม่พร่ำเพรื่อ รวมถึงพื้นที่ในการเล่นที่เขายืนสังเกตได้เลยว่าจะได้เปรียบเราตลอดตามแบบฉบับ “คาเตนัคโช่” ของอิตาลีจริงๆ แต่ไม่หลากหลายเท่าต้นฉบับ เพราะศักยภาพนักเตะในสายตาผมไม่ได้เหนือกว่าทีมชาติไทยที่ผมรักเลย เพียงแต่เขาได้เล่นในเกมถนัด หลังจากออกนำ ประกอบกับนักเตะเราต้องการเอาคืนการเอาชนะคู่แข่งในแดนฝ่ายรับก็ต้องเพิ่มผู้เล่นเข้าไปให้มากกว่าเดิม พอพลาดหรือโดนตัดบอลได้เมื่อไหร่แล้วไปรับตั้งเกมรับไม่ทันก็มีโอกาสเสียประตู ฟุตบอลมันก็แบบนี้!!!

 

ขณะที่ มิโลวาน ราเยวัช ทำตามข้อ 1-2 แบบแทบไม่มีความผิดพลาดชนิดที่จีนไม่ได้กดดันเราแบบบุกอยู่ฝ่ายเดียวได้เลย แถมนักเตะไทยยังครองเกมตรงกลางเหนือกว่าสุดๆ ถ้าไม่นับการเสียประตู 2 ลูกกับลูกหวาดเสียวชนเสาบ้าง คานบ้าง เทียบกับโอกาสที่เรามีในเกมนี้เชื่อว่าแฟนบอลที่ดูเกมอย่างมีสมาธิไม่ก้มๆ เงยๆ น่าจะดูออกว่าไทยไม่น่าแพ้เกมศูนย์

แต่สิ่งที่กุนซือวัย 64 ไม่ให้นักเตะไทยเล่น คือข้อ 3 เรื่องการโยนบอลยาว ทำไม? บอกหน่อย? 
เรื่องนี้ผมขออ่านใจ “มิโล” ว่าน่าจะเกิดจากการซ้อมที่เตรียมกันมาตลอดใช้การเซ็ตบอลจากหลังไปหน้า แบบเท้าสู่เท้าเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาบอลไปตายที่แดนหน้าเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังขาดความแน่นอน รวมถึงหัวหอกเราโดดเดี่ยวแถมถูกจับตายในเขตโทษคู่แข่ง ดั้งนั้นการสร้างบรรยากาศการเล่นให้นักเตะเคยชินจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการได้เจอกับจีนซึ่งถือเป็นทีมชั้นนำของเอเชียที่มีโอกาสจะแก้มือกันอีกรอบก็เป็นได้ในเอเชียนคัพ ดังนั้นการเล่นให้เคยชินในแบบที่ซ้อมมาและเป็นแนวทางการเล่นที่อยากจะเล่นควรต้องทำให้สม่ำเสมอ เพราะอย่าลืมว่านักเตะใหม่ที่เข้ามาติดในเกมวันนั้นต้องการความมั่นใจในการได้สัมผัสบอลบ่อยๆ ส่วนเรื่องผลการแข่งขันถ้าเป็นเกมทัวร์นาเมนท์หลักจริงๆ เชื่อเถอะถ้าเป็นฝ่ายตามหลังยังไงก็ต้องโยนไปลุ้นในแดนคู่แข่ง เพื่อลดเวลาในการต่อบอลให้มากที่สุดอยู่แล้ว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลย คือการเล่นของ ศศลักษณ์ ไหประโคน ที่มีโอกาสลงเล่นทีมชาติชุดใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งแรก เหตุใดจึงสร้างความน่าประทับใจ และวูบวาบ ทั้งที่มีเวลาอยู่ในสนามเพียงแค่ 9 นาที ไม่รวมทดเวลา แต่ผลงานกลับชัดเจนกว่าคนที่อยู่ในสนามร่วม 80 นาทีก่อนหน้านั้นซะอีก

ก็เพราะราเยวัชเลือกที่จะทดสอบ “พี” ด้วยการให้เขาได้รับบอลถึงเท้าด้วยความชัวร์มากที่สุดจากเพื่อนร่วมทีม เพื่อให้เล่นต่อได้ง่ายที่สุด ซึ่งมันก็จะนำไปสู่การสร้างมั่นใจ จนไปถึงการแสดงศักยภาพที่เขามีออกมาให้เราเห็น แต่ถ้าเกิดเลือกที่จะเล่นบอลยาวนักเตะที่ตัวเล็กอย่างเขาอาจจะหายจากเกมไปเลย ดังนั้นการแพ้แมตช์นี้ ถือว่าคุ้มค่าที่ได้เห็นนักเตะหน้าใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็มและตอบคำถามในใจราเยวัชได้เลยว่า ใครต้องอยู่และใครต้องพักหลังจากนี้ (แต่ยังไงก็ต้องให้กำลังใจนักเตะทุกคนที่ติดทีมชาติแหละครับ เพราะอดีต-ปัจจุบันยังไม้ดีพอ ก็ไม่ได้หมายความว่าอนาคตเขาจะกลับมาไม่ได้ เพราะฟอร์มการเล่นควรวัดที่ผลงานปัจจุบันไม่ใช่วัดกันที่ภาพจำเดิมๆ)

จบครึ่งแรก…………..

 

กระแสวิพากษ์วิจารณ์สำหรับลูกยิงของสุราษฎร์ธานีที่เข้าไปในวินาทีสุดท้ายแทบจะพร้อมกับสัญญานหมดเวลาการแข่งขันจากโต๊ะรักษาเวลา ของการแข่งขันเอไอเอส ฟุตซอลลีก 2018 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในการบุกไปเยือน พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี แต่ไม่เป็นประตู เพราะผู้รักษาเวลาแจ้งผู้ตัดสินว่าเวลาในสนามหมดไปก่อนที่บอลจะออกจากเท้าของ ณพวุฒิ เชื้อสุวรรณ ผู้เล่นสุราษฎร์ธานีที่สัมผัสบอลเป็นคนสุดท้าย ก็เป็นเรื่องราวใหญ่โตในวงการฟุตซอลที่ผมเองรู้สึกไม่สบายใจในฐานะคนทำงานหน้าจอที่ต้องบรรยายเกมในทุกสัปดาห์และพยายามจะสร้างความเข้าใจเรื่องของกติกามาตลอด และเข้าใจหัวอกคนทำทีมและแฟนฟุตซอลสุราษฎร์ธานีดีว่ารู้สึกอย่างไร เพราะเหมือนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์เต็มๆ ซึ่งถึงแม้จะทำเรื่องอุทธรณ์สุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้

สำหรับผลการตัดสินเรื่องนี้ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร คงไม่มีผลต่อคอลัมน์นี้ เพราะผลลัพธ์ของการประชุมหาข้อสรุปของคณะทำงานที่ดูแลเรื่องข้อประท้วงจะต้องชี้แจงต่อสื่อมวลชน และแฟนฟุตซอลทั่วประเทศ คือ

ผู้ตัดสินในเกมนี้ตัดสินใจในจังหวะนั้นผิดพลาดหรือไม่? ถ้าไม่ผิด ไม่ผิดเพราะ? แล้วถ้าผิด ผิดเพราะ?

และที่สำคัญสิ่งที่ผมอยากฟังที่สุด คือ แนวทางในการหาทางออกให้ปลายทางมันเหมือนกับระบบสากล ไม่ใช่ไทยแลนด์ โอนลี แบบที่เป็นอยู่ จนเป็นที่มาของการถูกมองว่าไม่ยุติธรรมซึ่งมันไม่แปลกเลยที่จะไปห้ามให้ไม่คิดไม่ได้
สำหรับหลักการวิเคราะห์ที่ผมใช้ แบบไล่ตามเหตุการณ์ ซึ่งถ้าอ่านตามแล้วใจไม่อคติอยู่แล้ว เชื่อว่าน่าจะพอรู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน โดยตั้งโจทย์จากข้อเท็จจริงแบบนี้ครับ

“เหลือเวลา 1 วินาทีจะจบเกมการแข่งขัน สุราษฎร์ใช้พาวเวอร์เพลย์กดดันชลบุรีเพื่อหวังตีเสมอ โดยได้เล่นจากคิกอินด้านขวา ห่างจากประตูของชลบุรีมากกว่า 10 เมตร ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่นักเตะสุราษฎร์ธานีจะไม่รู้เลยว่าต้องเล่นให้เร็วที่สุดเพื่อยิงประตูก่อนสัญญานหมดเวลาดังขึ้น เพราะการเล่นไม่ใช่จังหวะต่อเนื่อง พอผู้ตัดสินเป่าให้ส่งบอลเข้าสู่การเล่น พวกเขาก็รีบเล่นบอลให้เร็วที่สุดและก็ทำสำเร็จ แต่สุดท้ายไม่เป็นประตู…..อ้าว”

ตอนนี้คำตอบมันมี 2 ส่วนครับ คือ คุณภาพของผู้ตัดสินว่าทันเกมจริงหรือไม่? กับ อุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมเวลาการแข่งขัน คุณภาพมันตอบโจทย์กติกาสากลใช่มั้ย?

เริ่มจากเรื่องของกติกาก่อนครับ สำหรับเคสนี้

“ลูกยิงสุราษฎร์ ถ้าไม่นับเรื่องของเวลาที่เหลือในการแข่งขัน และวัดตามกติกาสากลเป็นประตู 100% ผมยืนยัน”

เพราะจังหวะที่บอลออกจากเท้าของ ณพวุฒิ เชื้อสุวรรณ มันเกิดขึ้นไม่ก่อนก็พร้อมๆ กับสัญญาณกริ่งหมดเวลาการแข่งขันแบบอัตโนมัติ ไม่มีทางยิงหลังเสียงกริ่งแน่นอน เพราะผมดูเทปกลับไปกลับมาหลายรอบ ซึ่งทุกคนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน ผมเองก็ทราบดี (แต่สถานการณ์จริงตรงนั้น มันเห็นภาพและฟังได้แค่ครั้งเดียวนะครับ ผ่านแล้วผ่านเลย)

“แต่ปัญหาคือที่ผ่านมาลีกในบ้านเรามันไม่มีเครื่องนับเวลาถอยหลังที่เป็นแบบสากล ที่พอหมดเวลาแล้วจะมีสัญญาณกริ่งดังขึ้นมาแบบอัตโนมัติเหมือนนาฬิกาปลุก”

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันพอเวลาหมด ต้องมีผู้รักษาเวลากดสัญญานแจ้งหมดเวลา ซึ่งเขามีหน้าที่ต้องมองไปที่การเล่นในจังหวะสุดท้ายของผู้เล่นของสุราษฎร์ว่ายิงบอลหรือยัง พร้อมๆ กับมองนาฬิกาที่โต๊ะรักษาเวลาไปด้วยว่าเหลือเท่าไหร่ก่อนกดปุ่มกริ่งให้ดังขึ้น เพื่อให้ผู้ตัดสินได้ยินว่าหมดเวลาการแข่งขัน ก่อนจะเป่านกหวีดยาว โดยผู้รักษาในเกมนี้ยืนยันว่า เวลา 1 วินาทีหมดไปแล้วแต่นักเตะสุราษฏร์ยังไม่ได้ยิงบอลออกจากเท้า จริงหรือไม่ใครจะรู้นอกจากตัวของเขาเอง (แต่ที่แน่ๆ ผมลองทำคลิปจับเวลาการเล่นเพลย์สุดท้ายของสุราษฎร์ดูก็เห็นชัดเจนว่ามันเกิน 1 วินาทีจริงๆ)

แล้วที่ผ่านมามันก็มีปัญหาว่าบางทีหมดเวลาแล้วแต่กดไม่ติดบ้าง นาฬิกาหยุดเดินบ้าง ซึ่งถ้าใครได้ดูถ่ายทอดสดในช่วง 3 ฤดูกาลหลังทางไทยรัฐทีวี ก็น่าจะพอเห็นภาพแบบนี้กันบ้าง แต่ก็ไม่มีการแก้ไขเพราะเรื่องอุปกรณ์เป็นภาระหน้าที่ของเจ้าบ้านทุกทีมที่เป็นเจ้าของ ซึ่งถ้าอยากได้ของดีแบบสากลต้องลงทุนซื้อเอง หลายทีมก็ไม่พร้อมแบกรับค่าใช้จ่ายนี้ ก็ปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันที่การแข่งขันมันเริ่มสูสีในกลุ่มลุ้นแชมป์ไม่ได้ผูกขาดเหมือนสมัยก่อน ปัญหาที่สะสมมันก็เริ่มผลิดอกออกผลแบบนี้แหละครับ เพราะฟุตซอลมันยิงประตูกันได้ทุกวินาที

สุดท้ายผลการตัดสินจะเป็นยังไง มันคงไม่ถูกใจแฟนสุราษฎร์แน่นอน ซึ่งผมก็เห็นใจ แต่ในเมื่อมันเปลี่ยนผลการแข่งขันไม่ได้แล้ว ทำไม่ฝ่ายจัดการแข่งขัน รวมถึงทุกสโมสร ไม่ช่วยกันหาทางออกไม่ไห้มันเกิดอีกละครับ เพราะถ้าอยากให้แฟร์ สำหรับผมต้องทำให้เวลาการแข่งขันในสนามกับสัญญาณอัตโนมัติตรงกันให้ได้ ไม่งั้นหลังจากนี้การยิงประตูในวินาทีสุดท้ายก็จะเปิดดราม่าแบบนี้อีก
ซึ่งไทยรัฐทีวีมีโปรแกรมนับเวลาถอยหลังแบบสากลซึ่งใช้ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันระดับชาติ แต่ระบบแบบนี้มีสนามเดียวทำได้คือ บางกอกอารีน่า แต่เชื่อเถอะถ้าหยุดตั้งแง่ซึ่งกันและกันแล้วมาหาทางออกทำให้ทุกสนามมีอุปกรณ์แบบนี้ ทางเรายินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการช่วยให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายแน่นอน เพราะในเชิงเทคนิคมันไม่ได้ยากเย็นเลย แต่ที่ผ่านมาไม่คิดจะปรับปรุงกันมากกว่า พอเกิดปัญหามันก็เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

ผมหวังว่าหลังจากนี้คงจะมีแผนงานเรื่องจากฝ่ายจัดการแข่งขันที่ทำให้ทุกสนามมีเสียงอัตโนมัติเพื่อใช้เป็นสัญญาณสากลที่ทุกคนในสนามทั้ง ผู้ตัดสิน นักเตะ โค้ช ผู้ชมทั้งในสนาม และ ทางบ้าน เข้าใจตรงกันว่าหมดเวลาการแข่งขัน
เพราะถ้าจบเรื่องอุปกรณ์แล้ว ปัญหาเรื่องยิงประตูในวินาทีสุดท้ายยังเกิดอีก ปัญหาก็อยู่การพัฒนาความสามารถผู้ตัดสินแล้วล่ะครับ
จบครึ่งหลัง…..อย่างสมบูรณ์ เจอกันใหม่สัปดาห์หน้า

วรปัฐ อรุณภักดี
ผู้ประกาศข่าว / ผู้บรรยายกีฬา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32

Comments