FOX Flashback: World Cup 1982-94 – Rise and Fall of Diego Maradona

ก่อนที่ฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่มทำการแข่งขันในกลางเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ FOX Sports Asia ภาคภาษาไทยจึงขอทุกท่านย้อนอดีตไปทำความรู้จักฟุตบอลโลกตั้งแต่ครั้งแรกที่อุรุกวัยไปถึงครั้งล่าสุดที่บราซิล

1982 – เด็กหนุ่มที่ชื่อดิเอโก้

ปี 1978 เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ เฮดโค้ชทีมชาติอาร์เจนติน่า ตัดชื่อเด็กหนุ่มวัย 17 ปีนามดิเอโก้ มาราโดน่า ออกจากรายชื่อชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่อาร์เจนติน่าเป้นเจ้าภาพ คราวนั้น เมน็อตติคิดถูก เพราะอาร์เจนติน่าสามารถคว้าแชมป์โลกไปครองเป็นสมัยแรก ปล่อยให้มาราโดน่าต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการคว้าแชมป์โลก U-20 ในปี 1979 พร้อมคงว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำมาครอง

ปี 1982 เมน็อตติจึงใส่ชื่อของมาราโดน่าเข้าร่วมฟุตบอลโลกที่สเปน ซึ่งฟุตบอลโลกในครั้งนี้เพิ่มจำนวนทีมในรอบสุดท้ายจาก 16 เป็น 24 ทีม มีทีมชาติอัลจีเรีย, คูเวต, ฮอนดูรัส, แคเมอรูน และนิวซีแลนด์เข้ารอบสุดท้ายเป้นครั้งแรก รอบแรกแบ่งเป็น 6 กลุ่มกลุ่มละ 4 ทีม แชมป์และรองแชมป์ในแต่ละกลุ่มได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย

อาร์เจนติน่าเริ่มต้นการป้องกันแชมป์ด้วยการแพ้เบลเยี่ยม 0-1 แต่สามารถเอาชนะฮังการี 4-1 และชนะเอล ซัลวาดอร์ 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายไปอยู่กลุ่มเดียวกับอิตาลีและบราซิล แต่เส้นทางการป้องกันแชมป์ของอาร์เจนติน่าก็ต้องสิ้นสุดลงที่รอบนี้ เนื่องจากแพ้อิตาลี 1-2 และแพ้บราซิล 1-3 โดยในนัดสุดท้าย มาราโดน่า โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม

ส่งผลให้อิตาลีที่ชนะบราซิล 3-2 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับโปแลนด์ และชนะไปได้ 2-0 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับเยอรมนีตะวันตกที่ผ่านรอบรองชนะเลิศด้วยการชนะฝรั่งเศสในการดวลจุดโทษ 5-4 หลังเสมอกันใน 120 นาที 3-3

รอบชิงชนะเลิศเป็นอิตาลีที่สามารถคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 ด้วยการเอาชนะเยอรมนีตะวันตกไป 3-1 จาก 3 ประตูของเปาโล รอสซี่, มาร์โก้ ทาร์เดลลี่ และอเลสซานโดร อัลโตเบลลี่ ส่วนเยอรมนีได้ประตูปลอบใจจากพอล ไบรท์เนอร์

1986 – พระเจ้าของชาวอาร์เจนติน่า ซาตานของชาวอังกฤษ

คาร์ลอส บิลาร์โด้ เข้ามารับตำแหน่งต่อจากเมน็อตติ และแต่งตั้งมาราโดน่าให้เป็นกัปตันทีมในวัย 25 ปีเพื่อพาทีมไปฟุตบอลโลกที่สเปน

ฟุตบอลโลกในครั้งนี้มี 24 ทีมเหมือนครั้งที่แล้ว เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากรอบ 12 ทีมเป็นรอบ 16 ทีม โดยเพิ่ม 4 ทีมอันดับที่ 3 ที่ดีที่สุดมาแข่งในแบบแพ้คัดออก แทนที่แบบแบ่งกลุ่ม โดยมีแคนาดา, อิรัก และเดนมาร์ก เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรก

อาร์เจนติน่าสามารถผ่านรอบแรกและรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างไม่ยากเย็น จนมาพบคู่แข่งอย่างอังกฤษ  มาราโดน่าทำในสิ่งที่เรียกว่า “ซาตาน” และ “พระเจ้า” ในเกมเกมเดียว โดยลูกแรกเขากระโดดชกบอลข้ามศีรษะปีเตอร์ ชิลตัน โดยเขาเรียกมันในภายหลังว่า “หัตถ์พระเจ้า” ส่วนอีกลูกหนึ่งเป็นการโซโล่เดี่ยวจากครึ่งสนามเข้าไปทำประตู แม้อังกฤษจะทำประตูตีไข่แตกแต่ไม่เป็นผล จบเกม อาร์เจนติน่าชนะอังกฤษ 2-1

รอบรองชนะเลิศที่พบกับเบลเยี่ยมเป็นมาราโดน่าที่เหมา 2 ประตูให้ทีมชนะไป 2-0 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติเยอรมนีตะวันตก รองแชมป์โลกเมื่อปีที่แล้ว ที่เอาชนะฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศ 2-0

รอบชิงชนะเลิศ เป็นอาร์เจนติน่าที่นำไปก่อน 2-0 จากโฆเซ่ หลุยส์ บราวน์และฮอร์เก้ วัลดาโน่ ก่อนที่เยอรมนีตะวันตกจะตีเสมอได้จากคาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ และรูดี้ โฟลเลอร์ เกมทำท่าว่าจะต้องต่อเวลาพิเศษ แต่เป็นฮอร์เก้ เบอร์ราชูก้าที่ทำประตูชัยในนาทีที่ 84 ช่วยให้อาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ส่วนมาราโดน่าเป็นผู้เล่นอาร์เจนติน่าคนแรกที่คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากฟุตบอลโลก U-20 และฟุตบอลโลก

1990 – ยิงไม่ได้แต่พาทีมไปถึงรองแชมป์

คาร์ลอส บิลาร์โด้ ยังคงไว้วางใจให้มาราโดน่าสวมปลอกแขนกัปตันทีมพาอาร์เจนติน่าป้องกันแชมป์โลกที่อิตาลีต่อไป

ในรอบแรก อาร์เจนติน่าต้องแพ้อย่างพลิกล็อกในนัดเปิดสนามต่อแคเมอรูนที่เหลือผู้เล่น 9 คนไป 0-1 แต่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะอันดับที่ 3 ที่ดีที่สุดจากผลงานเอาชนะสหภาพโซเวียต 2-0 และเสมอโรมาเนีย 1-1 ผ่านเข้าไปเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้ายพบกับบราซิล ก่อนเอาชนะไป 1-0 ในรอบ 8 ทีมต้องเล่นถึง 120 นาทีถึงจะชนะยูโกสลาเวียในการดวลจุดโทษ 3-2 โดยที่มาราโดน่าโดนโทมิสลาฟ อิฟโควิชเซฟจุดโทษ รอบรองชนะเลิศเป็นอาร์เจนติน่าที่ต้องลุ้นเหนื่อยกว่า 120 นาทีกว่าจะชนะเจ้าภาพอิตาลีในการดวลจุดโทษ 4-3 โดยเสมอในเวลา 120 นาที 1-1 และนับตั้งแต่รอบแรกเป็นต้นมา ดิเอโก้ มาราโดน่า ยังไม่มีสามารถจารึกชื่อบนสกอร์บอร์ดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้เลย โดยที่ดาวซัลโวของทีมเป็นเคลาดิโอ คานิกเกียที่ได้ 2 ประตูในเกมที่พบกับบราซิลและอิตาลี แต่ทีมสามารถเข้าชิงชนะเลิศไปพบกับเยอรมนีตะวันตก คู่ชิงเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

รอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้ คล้ายคลึงเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตรงที่มีประตูชัยช่วงท้ายเกม มีเพียงผู้ชนะที่เปลี่ยนไป จากอาร์เจนติน่าเป็นเยอรมนีตะวันตก และเป็นอันเดรียส เบรห์เม่ ซัดจุดโทษเข้าไปในนาทีที่ 85 ช่วยให้เยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์โลกไปครองเป็นสมัยที่ 3 และเป็นแชมป์สุดท้ายก่อนการรวมชาติเยอรมนีทั้งตะวันตกและตะวันออกให้เป็นหนึ่งเดียว

1994 – สารกระตุ้นคือจุดจบ

ทีมชาติอาร์เจนติน่าผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายด้วยการเอาชนะออสเตรเลียในรอบเพลย์ออฟ 2-1 โดยที่มาราโดน่า กลับมาเล่นในทีมชาติอีกครั้ง หลังจากที่ไม่มีชื่อในรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้

ฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกาถือเป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนระบบการคิดคะแนน จากชนะได้ 2 แต้มเป็น 3 แต้ม กรีซ, ไนจีเรีย และซาอุดิอาระเบีย ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก

อัลฟิโอ บาซิเล่ ยังคงมอบหมายให้มาราโดน่าเป็นกัปตันทีมเป็นสมัยที่ 3 และเป็นการลงเล่นฟุตบอลโลกสมัยที่ 4 ในชีวิต มมาราโดน่าได้ลงเล่นในนัดที่ชนะกรีซ 4-0 ซึ่งตัวเขาทำประตูได้ 1 ลูก และนัดชนะไนจีเรีย 2-1 จากนั้น มีการตรวจพบสารกระตุ้นในร่างกายเขา ทำให้เขาถูกส่งหลับบ้าน และอาร์เจนติน่าก็ตกรอบสองด้วยฝีเท้าของโรมาเนีย เป็นอันปิดตำนานการค้าแข้งในฟุตบอลโลกของเพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 แห่งอาร์เจนติน่า และประตูที่ทำได้ในเกมพับกรีซ ถือประตูสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ

ถึงจะไม่มีมาราโดน่า ก็ใช้่ว่าฟุตบอลโลกในครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ซูเปอร์สตาร์เสียทีเดียว ฮริสโต้ สตอยคอฟ พาบัลแกเรียพลิกล็อกเอาชนะเยอรมนี แชมป์เก่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ 2-1 ก่อนแพ้อิตาลีที่มีโรแบร์โต้ บัจโจ้ เป็นดาราชูโรงในรอบรองชนะเลิศ ส่วนทีมชาติบราซิลนำโดยเบเบโต้, โรมาริโอ, ดุงก้า สามารถผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยการชนะสวีเดน 1-0

รอบชิงชนะเลิศ เป็นการรีแมตช์ของคู่ชิงชนะเลิศปี 1970 ระหว่างทีมชาติบราซิลกับทีมชาติอิตาลี ซึ่งมีเดิมพันเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 4 ทั้งสองทีมไม่มีทีมใดทำประตูได้ในเวลา 120 นาที กลายเป็นคู่ชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ และเป็นโรแบร์โต้ บัจโจ้ที่ดวลจุดโทษพลาดเป็นคนสุดท้าย ส่งผลให้บราซิลคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4

 

 

 

 

 

Comments