KENT on FOX: ความพ่ายแพ้ที่สุดแสนจะคลาสสิคของ ลิเวอร์พูล

หากย้อนกลับไปช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ผมเองยังคงเป็นเด็กมัธยมปลายคนหนึ่งที่ได้เป็นสักขีพยานในค่ำคืนสุดมหัศจรรย์ที่ อิสตันบูล

การตามหลังโคตรทีมระดับโลกอย่าง เอซี มิลาน ถึงสามประตู โดยมีเวลาให้แก้ตัวเพียง 45 นาที น่าจะเป็นหนึ่งในงานที่ยากที่สุดในโลกลูกหนัง

แต่เพราะฟุตบอลไม่ใช่คณิตศาสตร์ ไม่เคยมีใครใช้หลักฟิสิกส์ ตรรกศาสตร์ หรือบัญญัติไตรยางค์ใดๆ ได้ในสิ่งที่เรียกว่า “ฟุตบอล”

ลิเวอร์พูล ใช้เวลาเพียง 6 นาที ในการกลับมาล่าทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างคุ้มคลั่ง เกรี้ยวกราด และเด็ดขาดราวกับชายที่สูญเสียคนรักไป

สุดท้าย พระเจ้าได้ตอบแทนรางวัลแห่งความพยายามให้กับ “หงส์แดง” ด้วยโทรฟี่แชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเกาะอังกฤษ

(Photo by Clive Brunskill/Getty Images)

โชคดีที่คืนนั้นผมตัดสินใจ “ไม่หลับ” และดูต่อจนสิ้นสุดการดวลลูกที่จุดโทษ ก่อนที่น้ำตาจะไหลพรากหลังได้เห็น สตีเว่น เจอร์ราร์ด ชูถ้วยแชมป์โดยมี โฆเซมี เอาธงชาติสเปนพันเป็นกระโปรง

 

กระทั่งวันเวลาผ่านมาอีก 13 ปีต่อมา…

ผมรู้สึกตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายๆ กับ อิสตันบูล เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทภาระหน้าที่ตามวัยที่โตขึ้นสู่การเป็น บรรณาธิการกีฬา อันเป็นงานที่ผมรัก และภาคภูมิใจ

แน่นอน ผมยังคงรู้สึกตื่นเต้นเสมอ โดยเฉพาะในวันที่ทีมรักมีโอกาสได้ลุ้นแชมป์ที่สำคัญ และยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับสโมสร กระทั่งตัดสินใจบอกกับตัวเองว่า ผมคงกลั่นกรองอารมณ์ของตัวเองออกมาเป็นงานเขียนสักชิ้นหนึ่งให้กับทาง FOX Sports Asia

บางคนบอกว่า มาตรฐานของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สูงกว่าฟุตบอลโลกซะด้วยซ้ำ หากวัดกันที่คุณภาพของตัวผู้เล่น

(Photo by Clive Brunskill/Getty Images)

ผมเห็นด้วยกับคำดังกล่าว โดยเฉพาะเกมในนัดชิงชนะเลิศฤดูกาลนี้ เราต่างรอคอยที่จะได้ยลฟอร์มการเล่นของนักเตะที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พร้อมกับแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ที่มีสถิติการทำประตูเฉลี่ย 3.33 ลูก / แมตช์

หรือจะเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่พกอัตราการลั่นกระสุนใส่คู่แข่งทุกๆ 72 นาที พร้อมกับเตรียมสร้างตำนานเป็นแข้งคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้ 5 สมัย นี่เรายังไม่นับคลาสของกุนซือทั้งสองฝั่งทั้ง เจเค หรือ ซีดาน ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากแฟนบอลทั่วโลก ถึงการสร้างทีมด้วยปรัชญาเกมรุก การเอนเตอร์เทน แต่ยังเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ

ทันทีที่เสียงนกหวีดจาก มิโลราด มาซิช เป่าเริ่มเกม กลับกลายเป็นยอดทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ที่ก่อนลงสนามถูกปรามาสจากเหล่ากูรูทั้งหลายถึงความด้อยประสบการณ์ในเกมที่เต็มไปด้วยความกดดัน เป็นฝ่ายเดินเกมรุกเข้าใส่ก่อนชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมแต่อย่างใด

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ผ่านบอลไปมาตรงกลางสนามด้วยความมั่นใจ เด็กหนุ่มเลือดสเกาเซอร์อย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ไม่มีอาการตื่นสนามให้เราเห็นแม้ว่าจะต้องรับมือกับโครตบอลอย่าง โรนัลโด้ และมาร์เซโล่

เช่นเดียวกับ เดยัน ลอฟเรน ที่หวดขู่ โรนัลโด้ ทันทีตั้งแต่จังหวะแรกที่ต้องเผชิญหน้ากัน แสดงให้เห็นว่า นักเตะ ลิเวอร์พูล ทุกคนล้วนแต่มีความมุ่งมั่น เพื่อเป้าหมายเดียวนั่นคือ “คว้าแชมป์”

แต่บางครั้ง ฟุตบอล ก็คือตลกร้ายในชีวิตจริงดีๆ นี่เอง ความเก๋าของ เซร์คิโอ รามอส ได้เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างในเกมนี้ หลังการเข้าสกัดที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร กลับทำให้นักเตะที่เป็นความหวังสูงสุดของ ลิเวอร์พูล อย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บไหล่หลุดจนอาจจะส่งผลหนักไปถึงทีมชาติอียิปต์ในเวิลด์คัพ ฉบับ รัสเซีย

น้ำตาของ “คิง ออฟ อียิปต์” ท่วมนองพื้นหญ้าที่ โอลิมปิสกี้ ในกรุงเคียฟ ซาลาห์ ร้องไห้ออกมาแบบไม่อายใคร เฉกเช่นเดียวกับ “เดอะ ค็อป” ทั้งโลก รวมถึงผมที่ยอมรับว่าปั่นป่วนไปหมดหลังต้องรู้ว่า ซาลาห์ ได้รับโอกาสจาก Motherland Monument ที่ยืนตระหงานกลางกรุงเคียฟแค่ครึ่งชั่วโมง

สามสิบนาทีที่ ลิเวอร์พูล ดูเหมือนจะเป็นต่อ กลายเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีสกอร์เกิดขึ้น เข็มนาฬิกายังคงหมุนไปข้างหน้า เฉกเช่นสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ พวกเขาต้องลงเล่นต่อไป นี่คือกฎธรรมชาติที่ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าไม่มีวันหยุด

 

เรอัล มาดริด เล่นด้วยความมั่นใจ โมเมนตั้มของเกมถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขากล้าที่จะต่อบอลเท้าสู่เท้ากัน กลับมาเล่นในแบบฉบับของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพะวงถึงความอันตรายของแนวรุก ลิเวอร์พูล เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ตอนนี้ “หงส์แดง” ไม่ต่างอะไรไปจากปืนที่ไม่มีกระสุน

65 % คือเปอร์เซนต์การครองบอลของทัพ “โลส บลังโกส” ในช่วง 45 นาทีแรก พร้อมกับการเล่นที่ผลาญพลังงานนักเตะลิเวอร์พูลได้มากโข หลังปล่อยให้คู่แข่งวิ่งไล่หาบอลเป็นว่าเล่นก่อนจบครึ่งแรก

สกอร์ 0-0 ในช่วง 45 นาทีแรกที่ เคียฟ จึงเป็นอะไรที่แฟนบอลมาดริดค่อนข้างสบายใจ และมั่นใจว่า แชมป์สมัยที่ 13 น่าจะเป็นจริงได้ไม่ยาก

 

ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่แม้จะยังไม่เสียประตู แต่ต้องยอมรับว่าโอกาสที่จะได้ประตูมันก็มืดมนลงไปพอสมควร ได้แต่หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ หรือจุดเปลี่ยนอะไรสักอย่างที่ทำให้ทีมกลับมาได้อีกครั้ง

การตัดสินใจถอด อิสโก้ และส่ง แกเร็ธ เบล ลงมา ถือเป็นหนึ่งในการแก้เกมที่ดีที่สุดของ ซีดาน ในรอบหลายปี

ปีกจรวดทีมชาติเวลส์รายนี้ แทบจะเป็นเพียงอะไหล่ของ ซีดาน ในศึกแชมเปี้ยส์ ลีก หลังได้รับโอกาสลงเล่นไปเพียง 6 นัดเท่านั้น แถมเจ้าตัวยังทำได้เพียงแค่ประตูเดียว จนหลายๆ คนมองว่า นี่อาจจะเป็น UCL ไฟนัลส์ ครั้งสุดท้ายของ เบล ในสีเสื้อ “ราชันชุดขาว”

แต่แล้วความไว้วางใจของ ซีดาน ในนัดนี้ ดันไปสะกิดความเป็นนักสู้ของ แกเร็ธ แบล อย่าลืมว่า เบล เคยเป็นถึงอดีตนักฟุตบอลที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกมาแล้ว ฉะนั้นเขาน่าจะมีความมหัศจรรย์บางอย่างอยู่ในตัวที่ ซีดาน มองเห็นเป็นแน่

ลูกยิงจักรยานอากาศ รวมถึงไดรฟ์ชู๊ตระยะเกือบๆ ครึ่งสนาม คือสิ่งที่ เบล พิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่าการเคยเป็นอดีตนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกลูกหนังไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือความบังเอิญแต่อย่างใด หากแต่มาจากฝีเท้าของเขาล้วนๆ นี่คือคุณสบบัติของนักเตะระดับโลกอย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้ไม่มีอยู่ในฝั่งของ ลิเวอร์พูล

ยอมรับว่า เบล มักจะถูกโฉลกกับการลงเล่นในเกมสำคัญๆ ไล่มาตั้งแต่ช็อตลากบอลหนี มาร์ค บาทรา ก่อนควบเข้าไปยิงใส่ บาร์เซโลน่า ใน โกปา เดล เรย์ นัดชิงที่ เมสตาย่า สเตเดี้ยม (ผมบรรยายแมตช์นั้นผ่านทาง Barca TV และ Madrid TV) รวมถึงลูกโหม่งพลิกให้ทีมขึ้นนำ แอตฯ มาดริด ที่เอสตาดิโอ ดาลุซ ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 2013 / 2014

อีกคนที่อดพูดถึงไม่ได้คือการเล่นสุดเนียนตาของ ลูก้า โมดริช จอมทัพโครแอตรายนี้ คือความแตกต่างในเกมนี้อย่างแท้จริง ผมว่านี่คือมิดฟิลด์ตัวกลางที่ดีที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ ถ้าคืนนี้ มาดริด ไม่มีเขา ผมว่า ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายเดินออกจากเคียฟด้วยชัยชนะอย่างแน่นอน

แต่ความผิดพลาดซ้ำสองของ คาริอุส บวกความมหัศจรรย์ของ แกเร็ธ เบล ได้รูดม่านปิดฉากเกมนี้อย่างเป็นทางการ ลิเวอร์พูล ไม่รู้จะกลับมาสู่เกมได้ยังไงในช่วงเวลาที่เหลืออันน้อยนิด

เพราะที่นี่คือ เคียฟ หาใช่ค่ำคืนแห่ง อิสตันบูล ที่ “เดอะ ค็อป” ถวิลหา

ในความเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลของตัวเอง ผมยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีครับ เราเป็นรองทุกอย่างจริงๆ ทั้งใน และนอกสนาม ส่วนตัวคิดว่าทุกอย่างมันจบตั้งแต่น้ำตาของ ซาลาห์ ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของเกมแล้ว

 

เคสของ คาริอุส มีอยู่สองอย่างคือ ปีหน้ากลับมาแบบเก่งโคตรๆ ไปเลย หรือหมดอนาคตกับ ลิเวอร์พูล ไปโดยปริยาย ถึงอย่างไรผมคงไม่โทษ หรือชี้ว่าเขาคือแพะรับบาปในคืนนี้ เพราะจริงๆ เจ้าตัวก็โชว์ฟอร์มเซฟกระจุยมาตั้งแต่รอบก่อนหน้านี้ รวมถึงเกมที่เคียฟด้วย ผมไม่อยากตัดสินใครจากอุบัติเหตุลูกหนังแบบนี้สักเท่าไหร่ และคิดว่ามันคงไม่เป็นธรรมหากเราจะยัดเยียดให้ใครสักคนเป็นสาเหตุหลักของความพ่ายแพ้ เพราะฟุตบอลเล่นกัน 12 คน คือนักเตะในสนามบวกแฟนบอล

หากเราชนะ เราจะชนะด้วยกัน เช่นเดียวกันถ้าหากเราแพ้ เราก็จะแพ้ด้วยกัน ดั่งปรัชญาที่ว่า

“คุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย”

แต่ด้านมืดในใจอีกหนึ่งมุม เราจะไม่มีวันเห็นความผิดพลาดง่ายๆ แบบนี้จากนายทวารระดับ บุฟฟ่อน, เด เคอา หรือ นอยเออร์ นี่เป็นการบ้านที่น่าคิดของ คล็อปป์ ในฤดูกาลหน้า เช่นเดียวกับขุมกำลังสำรอง หรือขนาดของทีมที่ต้องใหญ่ขึ้นกว่านี้มากๆ

เพราะเห็นได้ชัดเลยว่า ในยามที่ ลิเวอร์พูล เริ่มเพลี่ยงพล้ำ เยอร์เก้น คล็อปป์ แทบไม่มีอ็อปชั่นในการพลิกเกมได้เลย ชัดสุดคือ อดัม ลัลลาน่า คือความน่าผิดหวังในเกมนี้ และไม่แปลกในว่าทำไมเจ้าตัวถึงไม่อยู่ในสายตาของ แกเร็ธ เซาธ์เกต

โดมินิก โซลังกี้ อาจจะต้องรอวันเพาะบ่มอีกอย่างน้อยสองฤดูกาล นั่นเท่ากับว่าหากมองไปที่ม้านั่งสำรอง ลิเวอร์พูล ไม่มีใครที่จะมาทดแทนการหายไปของสามประสานทั้ง ซาลาห์, มาเน่, ฟีร์มีโน่ ได้เลยแม้แต่คนเดียว

หวังว่า นาบิล เฟคีร์ ที่ถล่มประตูในลีก เอิง ไปถึง 18 เม็ดในซีซํ่นที่ผ่านมา จะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ ลิเวอร์พูล จะสามารถดึงมาจาก “โอแอล” ได้ เช่นเดียวกับ นาบี้ เกอิต้า ที่ต้องเข้ามาทดแทน เจมส์ มิลเนอร์ ที่รอวันโรยรา

แต่ภายใต้ความพ่ายแพ้ สิ่งที่ผมเองประทับใจมากๆ ก็คือ นี่คือการแพ้แบบมีสตอรี่ แพ้แบบเป็นตำนาน ใครจะคิดว่า คาริอุส กล้าขว้างบอลไปโดนเท้า เบนเซม่า เข้าประตูไป ผมคิดว่านี่คงเป็นอีกหนึ่งตำนานสุดคลาสสิคในถ้วยยุโรปนัดชิงฯ ที่คงถูกพูดถึงไปอีกนาน

ผลการแข่งขันในค่ำคืนนี้ คงจะไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่นักเตะลิเวอร์พูลกำลังแสดงให้เราเห็นอยู่นั่นคือ คาแรคเตอร์ความเป็นนักสู้ในสนาม…

ไม่เคยมีใครขโมยคาแรคเตอร์นี้ไปจากเมืองลิเวอร์พูล ชาวลิเวอร์พูล แฟนบอลลิเวอร์พูล รวมถึงสโมสรลิเวอร์พูล ได้เลย เพราะสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในสายเลือดของพวกเรา

แพ้ แต่ภูมิใจครับ

 

บก.เก้น

Nitipong Yuantrakul

Comments