ราชันเจ้าทวีป! ย้อนรอยวันมาดริดเข้าชิงแชมป์สโมสรยุโรป

เรอัล มาดริดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรายการยูฟ่า แชมเเปี้ยนส์ ลี  โดยได้แชมป์ไปทั้งหมด 12 ครั้ง และเป็นแค่รองแชมป์เพียง 3 ครั้งเท่านั้น FOX Sports Asia ภาคภาษาไทยจึงรวบรวม 15 ครั้งที่เรอัล มาดริดผ่านเข้าชิงแชมป์ฟุตบอลสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปมาให้แฟนบอลได้ติดตามกัน

1956 – ครั้งแรกของราชัน ครั้งแรกของยูโรเปี้ยน คัพ

เรอัล มาดริด 4-3 แร็งส์ (ปาร์ก เดส์ แปร็งส์, ปารีส)

ฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกจากความคิดของกาเบรียล อาโนต์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลกิ๊ป โดยได้ไอเดียจากวูล์ฟแฮมปืตันประกาศตัวเองว่าเป็น “แชมป์สโมสรโลก” หลังอุ่นเครื่องเอาชนะฮอนเว็ดทีมแกร่งจากฮังการี 3-2 โดยเกมนี้ จัดการแข่งขันในตอนตอนกลางคืน และมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์บีบีซี

การคัดเลือกทีมที่เข้ามาเล่นในรายการนี้ ไม่ได้คัดมาจากแชมป์ลีกในฤดูกาลล่าสุด แต่คัดมาจากทีมที่หนังสือพิมพ์เลกิ๊ปมองว่าทีมนั้นมีชื่อเสียงเหมาะกับการเป็นตัวแทนทวีปได้หรือไม่ ในครั้งแรก ทีมจากอังกฤษปฏิเสธเข้าร่วมการแข่งขันเพราะเห็นว่าเป็นการขัดจังหวะฟุตบอลในประเทศ

ผลปรากฏว่า รอบชิงชนะเลิศ เรอัล มาดริดที่นำโดยอัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่ กองหน้าตัวเก่ง, ฟรานซิสโก้ เกนโต้ และมิเกล มูนญอซ เอาชนะสต๊าด เดอ แร็งส์ ที่นำโดยเรย์มองด์ โคปาและมิเชล ฮิดัลโก้ เจ้าถิ่นไปอย่างสุดมันส์ 4-3 ทั้งที่แร็งส์มีโอกาสนำไปก่อนถึง 2 ครั้ง กลายเป็นเรอัล มาดริดคว้าแชมป์ประเดิมฟุตบอล ยูโรเปี้ยน คัพ

1957 – แชมป์ยุโรปในบ้าน

เรอัล มาดริด 2-0 ฟิออเรนติน่า (ซานติอาโก เบอร์นาเบว, มาดริด)

จากความสำเร็จของเรอัล มาดริดในยูโรเปี้ยน คัพ ทำให้ซานติอาโก เบอร์นาเบว สังเวียนเหย้าของพวกเขา ได้รับโอกาสให้คัดเลือกให้จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ และราชันชุดขาวก็โชว์ฟอร์มสมราคาแชมป์เก่าผ่านคู่แข่งอย่างราปิด เวียนนา (ออสเตรีย), นีซ  (ฝรั่งเศส) และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) ไปเข้าชิงชนะเลิศกับฟิออเรนติน่า ที่ผ่านคู่แข่งอย่างนอร์โคปิ้ง (สวีเดน), กราสฮ็อปเปอร์ (สวิส) และเรด สตาร์ เบลเกรด (ยูโกสลาเวีย)

ผลปรากฏว่า เรอัล มาดริด ไม่ทำให้แฟนบอลในซานติอาโก เบอร์นาเบว 124,000 คนผิดหวังเมื่อได้ 2 ประตูจากจุดโทษของดิ สเตฟาโน่ และเกนโต้ ช่วยให้ราชันชุดขาวคว้าแชมป์ครองเป็นสมัยที่ 2

1958 – แชมป์ยุโรปสามปีติด

เรอัล มาดริด 2-2 เอซี มิลาน (เรอัล มาดริดชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ 3-2 – เฮย์เซล สเตเดี้ยม, บรัสเซลส์)

 

เรอัล มาดริด มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจากโฆเซ่ บียาลอก้า กุนซือชาวสเปนเป็น หลุยส์ คาร์นิย่า กุนซือชาวอาร์เจนติน่า แต่ก็คงนักเตะตัวเก่งไว้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น ดิ สเตฟาโน่, เกนโต้, โกปา (ย้ายมาจากแร็งส์ตั้งแต่ปี 1957) สามารถผ่านเข้าชิงชนะเลิศแบบไม่ยากเย็น จนได้มาพบกับเอซี มิลาน ที่ผ่านเข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก

90 นาทีที่เฮย์เซล ทั้งสองทีมเสมอกันไป 2-2 โดยที่มิลานเป็นฝ่ายทำประตูขึ้นนำถึง 2 ครั้ง 2 หน ทำให้เกมต้องยืดเยื้อต้องต่อเวลาพิเศษไปอีก 30 นาที และเป็นเกนโต้ ที่ซัดประตูชัยได้ในนาทีที่ 107 ส่งผลให้มาดริดคว้าแชมป์ไปครั้งเป็นสมัยที่ 3

1959 – ย้ำแค้นแร็งส์

เรอัล มาดริด 2-0 แร็งส์ (เนกคาร์สตาดิโอน, สตุตการ์ท)

หลุยส์ คาร์นีย่า ยังคงพาลูกทีมที่นำโดยดิ สเตฟาโน่, เกนโต้, โกปา ยังคงพาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน โดยคู่ชิงชนะเลิศเป็นแร็งส์ ที่เคยพบกันมาแล้วเมื่อปี 1956 และในครั้งนี้ นำทัพโดยจุสต์ ฟงแตน กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1958 ผลปรากฏว่าเป็นมาเตออสและดิ สเตฟาโน่ ที่ซัดคนละประตูพาราชันชุดขาวย้ำแค้นแร็งส์ คว้าแชมป์ครองเป็นสมัยที่ 4

1960 – แชมป์ 5 สมัยทีมแรก

เรอัล มาดริด 7-3 ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต (แฮมป์เดน ปาร์ก, กลาสโกว์)

เรอัล มาดริด มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจาก หลุยส์ คาร์นีย่า มาเป็น มิเกล มูนญอซ อดีตนักเตะของมาดริด ตัวผู้เล่นยังคงนำโดยดิ สเตฟาโน่และเกนโต้ โดยมีเฟเรนส์ ปุสกัส กองหน้าทีมชาติฮังการี พบกับแฟร้งค์เฟิร์ตทีมจากเยอรมนี ที่เข้าชิงรายการนี้เป็นครั้งแรก

ผลปรากฏว่า แม้แฟร้งค์เฟิร์ตขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 18 จากริชาร์ด เครส ก่อนที่ ดิ สเตฟาโน่จะทำแฮตทริกและที่เหลือเป็นผลงานของปุสกัสช่วยให้มาดริดครองแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน ทีมแรกในประวัติศาสตร์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

1962 – ปุสกัสแฮตทริกแต่แพ้เสือดำโมซัมบิก

เบนฟิก้า 5-3 เรอัล มาดริด (โอลิมปิก สเตเดี้ยม, อัมสเตอร์ดัม)

หลังจากที่มาดริดตกรอบแรกยูโรเปี้ยน คัพ 1961 ด้วยน้ำมือของคู่ปรับอย่างบาร์เซโลน่า พวกเขาก็สามารถผ่านคู่แข่งอย่างวาซาส (ฮังการี), โบลด์คลุบเบน (เดนมาร์ก), ยูเวนตุส (อิตาลี) และสตองดาร์ ลีแอช (เบลเยี่ยม) เข้าชิงกับเบนฟิก้า แชมป์ปี 1961

ถึงแม้ว่า เรอัลที่นำโดยเฟเรนส์ ปุสกัส จะสามารถทำแฮตทริกที่ 2 ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรปได้ แต่ไม่สามารถต้านทานเบนฟิก้าที่นำโดยยูเซบิโอ “เสือดำแห่งโมซัมบิก” ที่ยิง 2 ประตูในเกมนี้ ที่เหลือเป็นผลงานของมาริโอ้ โคลูน่า, โจเซ่ อกูอาส และโดมิเซียโน่ คาเฟ็ม ช่วยให้เบนฟิก้าเอาชนะมาดริด 5-3 คว้าแชมป์ยุโรปไปครองเป็นสมัยที่ 2 และแชมป์ยุโรปครั้งสุดท้ายของเบนฟิก้า

1964 – อกหักรอบชิงหนสอง

อินเตอร์ มิลาน 3-1 เรอัล มาดริด (ปราเตอร์ สตาดิโอน, เวียนนา) 

หลังจากฤดูกาล 1962-63 เรอัล มาดริดต้องพลิกล็อกตกรอบคัดเลือกจากฝีเท้าของอันเดอร์เลชท์ (เบลเยี่ยม) ด้วยประตูรวม 4-3 ราชันชุดขาวก็ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศพบกับอินเตอร์ มิลาน ที่เข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก

ผลปรากฏว่า เรอัลที่นำโดยซุปเปอร์สตาร์อย่างดิ สเตฟาโน่, ปุสกัส, เกนโต ก็ไม่สามารถเจาะแนวรับอันแข็งแกร่งที่เอเลนิโอ เอร์เรร่า กุนซือของอินเตอร์ได้วางแผนเอาไว้ บววกกับลูกโต้กลับที่เฉียบคม ทำให้เรอัล มาดริดต้องแพ้อินเตอร์ มิลาน 1-3 เป็นอินเตอร์ที่คว้าแชมป์ยุโรปไปครองเป็นสมัยแรก ปล่อยให้ราชันชุดขาวต้องผิดหวังในรอบชิงเป็นครั้งที่ 2

1966 – เกนโต้กับแชมป์สมัยที่ 6

เรอัล มาดริด 2-1 ปาร์ติซาน เบลเกรด (เฮย์เซล สเตเดี้ยม, บรัสเซลส์)

หลังจากที่ห่างหายจากรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการนี้มา 2 ปี เรอัล มาดริดก็กลับเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 8 โดยคู่แข่งของเขาคือ ปาร์ติซาน เบลเกรด ม้ามืดจากยูโกสลาเวียที่ผ่านคู่แข่งอย่างน็องตส์ (ฝรั่งเศส), แวร์เดอร์ เบรเมน (เยอรมนี), สปาร์ต้า ปราก (ยูโกสลาเวีย) และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)

ถึงแม้เรอัล มาดริดจะปราศจากดิ สเตฟาโน่, โคปาและปุสกัส แต่ยังคงมีฟรานซิสโก้ เกนโต้ ที่ยังหลงเหลือจากชุดแชมป์ยุโรป 5 สมัย และเป็นมาดริดที่ได้ 2 ประตูจากอมันซิโอ มอมาโร่และเฟร์นันโด เซเรน่า ช่วยให้เรอัล มาดริดและเกนโต้ คว้าแชมป์ยุโรปไปครองเป้นสมัยที่ 6

1981 – 15 ปีกับแชมป์สมัยที่ 7 ที่รอต่อไป

ลิเวอร์พูล 1-0 เรอัล มาดริด (ปาร์ก เดส์ แปร็งส์, ปารีส)

หลังจากที่ไม่ได้เข้าชิงชนะเลิศมานาน 15 ปี เรอัล มาดริดก็กลับเข้ามาชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ โดยพบกับลิเวอร์พูล แชมป์ยุโรป 2 สมัย ที่ฟอร์มกำลังมาแรงภายใต้การนำของบ๊อบ เพสลี่ย์ ส่วนเรอัล มาดริดนำโดยวูจาดิน บอสคอฟ อดีตกุนซือทีมชาติยูโกสลาเวีย

ผลปรากฏว่า ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะไป 1-0 จากประตูชัยช่วงท้ายเกมของอลัน เคนเนดี้ ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ไปครองเป้นสมัยที่ 3 ส้วนเรอัล มาดริด ต้องรอคอยแชมป์สมัยที่ 7 ต่อไป ก่อนที่ทั้งสองทีมจะพบกันในนัดชิงชนะเลิศที่เคียฟในปี 2018

1998 – สิ้นสุดกันที 32 ปีที่รอคอย

เรอัล มาดริด 1-0 ยูเวนตุส (อัมสเตอร์ดัม อารีน่า, อัมสเตอร์ดัม)

หลังจากที่แพ้ลิเวอร์พูลในปี 1981 เรอัล มาดริดห่างหายจากการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันจากยูโรเปี้ยน คัพ โดยพบกับยูเวนตุสที่เข้าชิงแชมป์รายการนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน นับตั้งแต่ปี 1996

ผลปรากฏว่า เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 7 ได้สำเร็จ จากประตูชัยประตูเดียวของเปแดร๊ก มิยาโตวิช กองหน้าทีมชาติยูโกสลาเวีย และถือว่าเป็นการสิ้นสุดการรอคอยแชมป์ยุโรปใน 32 ปีของมาดริดอีกด้วย

2000 – ราชันชุดดำคว้าชัยนัดชิงออลสแปนิชไฟนัล

เรอัล มาดริด 3-0 บาเลนเซีย (สต๊าด เดอ ฟรองซ์, แซงต์ เดอนีส์)

นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2000 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทีมจากชาติเดียวกันเข้าชิงกันเอง เรอัล มาดริด ที่ผ่านมาทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) และบาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)ในรอบน็อคเอาท์ พบกับบาเลนเซีย ที่ในรอบน็อคเอาท์ผ่านทีมแกร่งอย่างลาซิโอ (อิตาลี) และบาร์เซโลน่า (สเปน) มาได้

ในนัดชิงชนะเลิศที่แซงต์ เดอนีส์ เป็นมาดริดในชุดดำที่เอาชนะบาเลนเซียที่เพิ่งเข้าชิงเป็นครั้งแรกด้วยสกอร์ 3-0 จากผลงานของเฟร์นันโด มอริเอนเตส, สตีฟ แม็คมานานมาน และราอูล กอนซาเลซ ช่วยให้ราชันชุดขาวในเสื้อดำคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 8

2002 – ซีดานวอลเลย์

เรอัล มาดริด 2-1 เลเวอร์คูเซ่น (แฮมป์เดน ปาร์ก, กลาสโกว์)

เรอัล มาดริด ผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการนี้เป็นครั้งที่ 10 ด้ววยการผ่านทีมแกร่งอย่างบาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี) และบาร์เซโลน่า (สเปน) ในรอบน๊อคเอาท์ พบกับเลเวอร์คูเซ่น ม้ามืดจากเยอรมนีที่ผ่านรอบน๊อคเอาท์ด้วยการเขี่ย 2 ทีมจากอังกฤษอย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกรอบ

นัดชิงชนะเลิศที่แฮมป์เดน ปาร์ค เป้นเรอัล มาดริดที่ได้ 2 ประตูจากราอูล กอนซาเลซและการวอลเลย์แบบสุดสวยของซีเนอดีน ซีดาน ช่วยให้เรอัน มาดริดคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 9

2014 – La Decima ที่รอคอยมา 12 ปี

เรอัล มาดริด 1-1 แอตเลติโก มาดริด (เรอัล มาดริดชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-1, เอสตาดิโอ ดา ลุซ, ลิสบอน)

 

หลังจากล้มเหลวในการพยายามคว้าแชมป์สมัยที่ 10 มา 12 ปี เรอัล มาดริดก็สามารถผ่านชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง โดยต้องพบคู่ปรับเมืองอย่างแอตเลติโก มาดริด และเป้นครั้งแรกที่ทีมจากเมืองเดียวกันได้ชิงแชมป์ยุโรป

ดิเอโก้ โกดิน ทำประตูให้แอตเลติโก ขึ้นนำในนาทีที่ 36 และเกมทำท่าว่าจะจบลงด้วยชัยชนะของแอตเลติโก แต่เซร์คิโอ รามอสก็โหม่งตีเสมอมาดริดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลัง จึงต้องต่อเวลาอีก 30 นาที สุดท้ายเป้นมาดริดที่ได้ 3 ประตูจากแกเร็ธ เบล, มาร์เซโล่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ช่วยให้ราชันชุดขาวคว้าแชมป์ไปครองสมัยที่ 10 แบบยิ่งใหญ่

2016 – ย้ำแค้นแอต.มาดริด อีกครั้ง

เรอัล มาดริด 1-1 แอตเลติโก มาดริด (เรอัล มาดริดชนะในการดวลจุดโทษ 5-3 – ซาน ซิโร่, มิลาน)

2 ทีมจากเมืองมาดริดต่างกลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากที่ดวลฝีเท้าที่ลิสบอนเมื่อ 2 ปีก่อน

เซร์คิโอ รามอส มำประะตูให้มาดริดขึ้นนำในนาทีที่ 15 ก่อนที่ยานนิค แฟร์ไรร่า-คาร์ราสโก้ จะตีเสมอได้ในนาทีที่ 79 ทำให้เกมยืดเยื้อต้องตัดสินไปที่การดวลจุดโทษ และเป็นฆวนฟรานของแอต.มาดริดซัดจุดโทษไปชนเสา ส่วนคริสเตียโน่ โรนัลโด้ไม่พลาด ทำให้เรอัล มาดริดคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 11

2017 – ป้องกันแชมป์ UCL ทีมแรก

เรอัล มาดริด 4-1 ยูเวนตุส (มิลเลนเนียม สเตเดี้ยม, คาร์ดิฟฟ์)

เรอัล มาดริด ต้องการจะเป็นทีมแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นับตั้งแต่ฤดูกาล 1992-93 โดยมีคู่ปรับเป็นยูเวนตุส ที่เคยพยกันเมื่อนัดชิงปี 1998 และเป็นมาดริดที่ชนะไป 1-0

ในเกมนี้ เป็นมาดริดที่ย้ำแค้นยูเวนตุสไป 4-1 โดยได้ประตูจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ประตู ที่เหลือเป็นผลงานของคาเซมิโร่และมาร์โก อเซนซิโอ ทำให้เรอัล มาดริด ว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 12 มากสุดในยุโรป

เกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรอัล มาดริดในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

  • อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ เป็นผู้เล่นที่ทำประตูในนัดชิงชนะเลิศ 5 ปีติดต่อกัน
  • อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ และเฟเรนส์ ปุสกัสเป็นเจ้าของสถิติร่วมทำประตูในนัดชิงชนะเลิศมากที่สุด (7 ประตู)
  • มิเกล มูนญอซ เป็นผู้เล่นและโค้ชคนแรกที่คว้าแชมป์ยุโรปกับสโมสรเดียวกัน
  • หลุยส์ คาร์นีย่ากุนซือชาวอาร์เจนติน่า เป็นกุนซือนอกทวีปยุโรปคนแรกที่พาทีมคว้าแชมป์ยุโรป
  • นัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ 1960 ระหว่างเรอัล มาดริด กับไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต เป็นนัดชิงชนะเลิสที่มีการยิงประตูมากที่
  • นัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ 1960 ระหว่างเรอัล มาดริด กับไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ทเป็นนัดชิงชนะเลิศที่มีคนดูมากที่สุดถึง127,621 คน
  • จากการเข้ารอบชิงชนะเลิศทั้งหมด 15 ครั้ง เรอัลใส่เสื้อสีอื่นนอกจากสีขาวเพียง 3 ครั้งได้แก่ ชุดสีม่วง 1962, ชุดสีดำ 2000 และชุดสีม่วงในปี 2017
  • สตีฟ แม็คมานานามาน เป็นผู้เล่นอังกฤษคนแรก ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกคนแรก ที่ไม่ได้ลงเล่นให้กับทีมจากอังกฤษ

 

Comments