เผยหมดเปลือก! ฟาน เดอร์ ซาร์ : ตอนดวลจุดโทษกับเชลซีที่มอสโกน่ะเหรอ?

อดีตผู้รักษาประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผยหมดเปลือกถึงเหตุการณ์และบรรยากาศในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2008 ที่ ปีศาจแดง ดับโทษ เชลซี ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

หนึ่งในเกมที่ดราม่ามากที่สุดในเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก จบ 120 นาที แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี ยังเสมอกันที่ 1-1 ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสินแชมป์

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นคนแรกที่ยิงพลาด ทำให้เชลซีได้เปรียบมากทีเดียว

หลังจากนั้น ทุกคนที่เข้ามายิงต่างก็ไม่มีใครพลาด จนกระทั่ง จอห์น เทอร์รี ที่รับบทยิงจุดโทษคนที่ 5 ของเชลซี ถ้าเขายิงเข้า เชลซีจะคว้าแชมป์ทันที แต่มันเกิดอะไรขึ้นล่ะ?

มาฟังจาก เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ อดีตตำนานผู้รักษาประตูทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เปิดเผยผ่าน ManUtd.com ถึงความทรงจำในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2008 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย แมตช์ที่เขายกให้เป็นช่วงที่ดีที่สุดในชีวิต

“มันก็ผ่านไปแล้วเป็น 10 ปีนะ นับตั้งแต่คืนนั้นที่มอสโก แต่มันก็เป็นความทรงจำที่วิเศษมาก”

ผมลงเฝ้าเสามาเป็นเวลานานจนถึงวันที่แขวนถุงมือ หลายๆคนชอบพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในมอสโกกับผม มันไม่ได้ทำให้ผมโกรธหรืออะไรหรอกนะ ผมชอบซะอีก เพราะมันเป็นคืนที่วิเศษมากๆสำหรับผม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ฮอลแลนด์ รวมถึง ครอบครัว, ภรรยาและลูกๆของผม ดังนั้นมันไม่มีเหตุผลเลยที่ผมจะไม่ชอบเรื่องของคืนนั้น

หากย้อนกลับ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากลงเล่นกับทีมอื่นๆของยุโรป มากกว่าเจอทีมจากอังกฤษด้วย แน่นอนว่าเรารู้จักเชลซีดี เพราะทั้งสองทีมต่างก็สู้กันมาตั้งแต่ในลีก ทั้งแย่งแชมป์พรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ทำให้นักเตะทุกคนรู้จักสไตล์การเล่นของกันและกันดีอยู่แล้ว

นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมรูปเกมถึงเต็มไปด้วยแทคติก และจบที่เสมอกัน 1-1 หลังจากต่อเวลาพิเศษออกไป เพราะทุกคนรู้จักกันดี

หลังจากที่เกมยืดเยื้อถึงการดวลจุดโทษ ผมคิดกับตัวเองว่า อังกฤษไม่ค่อยเก่งเรื่องการยิงจุดโทษมากเท่าไหร่ ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็เป็นหนึ่งในนั้น

ตรงกันข้าม เยอรมันจะแม่นลูกโทษมากกว่า พวกเขามีสถิติสูงถึง 97-98 เปอร์เซ็นต์ที่จะยิงเข้า ดังนั้น มิชาเอล บัลลัค ได้ยิงคนแรก…เขายิงเข้า

ผมคิดว่าเชลซีศึกษาผมมาดีมาก ปกติผมจะศึกษาคนยิงจุดโทษอยู่แล้ว แต่เชลซีศึกษาแม้กระทั่งพฤติกรรมและรูปแบบของผม ผมคิดว่าผมเขาทำได้ดีเลยทีเดียว

ชูเลียโน เบลเล็ตติ

เขาลงมาจากม้านั่งสำรองเพื่อมายิงจุดโทษโดยเฉพาะ ดังนั้น ผมคิดว่าเขาต้องมั่นใจมากแน่ๆ

เขายิงเข้า

แฟรงค์ แลมพาร์ด

ผมดวลจุดโทษกับ แฟรงค์ มาหลายครั้งแล้วก่อนหน้านี้ เพราะเชลซีมักจะได้จุดโทษแบบง่ายๆเวลาเจอกับเราเสมอ โดยเฉพาะที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ผมเคยเซฟจุดโทษเขา (แฟรงค์ แลมพาร์ด) ได้ครั้งหนึ่งตอนที่เราเจอกันในศึก แชริตี้ ชิลด์ ก่อนเริ่มฤดูกาลนั้น แต่ในลีกแล้ว เขาจัดการผมได้ตลอด

โชคไม่ดีเลย ครั้งนี้ก็ด้วย เขายิงเข้า

แอชลี่ย์ โคล

พูดแล้วก็น่าเจ็บใจ ผมผิดหวังมากที่เซฟลูกนั้นไม่ได้ ผมควรจะหยุดจุดโทษลูกนั้นได้แน่ๆแล้วเชียว เขาเป็นกองหลังนะ แต่ผมเซฟไม่ได้

จอห์น เทอร์รี, ชี้ชะตาแชมป์

คืนนั้นสนามมันลื่นมาก ผมก็ลื่นตอนที่เชลซียิงได้ในเกม ตอนนั้นผมพุ่งไปทางขวา แต่พระเจ้า! ผมเห็นบอลกำลังไปทางซ้าย ผมเห็นมันแค่หางตา และบอลก็ข้ามคานออกไปเฉย

ความรู้สึกตอนนั้น…

โอเค คืนนี้ไม่ใช่คืนของพวกเขาแน่ๆ

นี่คือคืนของเรา เกมของเรา และถ้วยของเรา

ในเวลานั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

และอีกอย่างหนึ่ง ผมขอเคลียร์ตัวเองก่อนว่า ภาพที่เห็นผมยืนดีใจต่อหน้า เทอร์รี หลังจากที่เขาพลาดจุดโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะข่มเขาแต่อย่างใด ปกติแล้วผมดีกับทุกๆคน ภาพที่เกิดขึ้นมันทำให้คนเข้าใจสถานการณ์อีกแบบหนึ่ง ที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนในภาพ  

อย่างไรก็ตาม การดวลจุดโทษต้องยืดออกไปอีก และถัดมาก็คือ…ซาโลมง กาลู

เขายิงไปทางซ้ายของผมตามเคย

นั่นคือกลยุทธ์ของพวกเขา ยิงไปทางซ้าย ผมคิดว่าเขาวิเคราะห์การเซฟจุดโทษของผมมาอย่างละเอียด 60-70 เปอร์เซ็นต์ ผมจะพุ่งไปทางขวา น้อยครั้งที่จะไปทางซ้าย และมีบางครั้งที่ผมยืนอยู่ตรงกลาง พวกเขานี่แสบจริงๆ แต่นั่นก็ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ ตอนนั้นผมรู้ตัวเลยว่าบอลทุกลูกมันไปทางซ้ายหมด

ผมถามตัวเอง ทำไมกัน?

หลังจากนั้น ผมพยายามสร้างแผนหลอกล่อพวกเขานิดๆน้อยๆสำหรับจุดโทษลูกที่ 7

นิโกล่าส์ อเนลก้า

ปกติแล้ว กองหน้าที่ทำประตูมาแล้วกว่า 150-200 ลูก เขารู้ว่าต้องควบคุมสติและต้องยิงแบบไหน หัวใจเขาไม่ได้เต้นแรงอะไร เขาดูใจเย็นมาก แต่ผมไม่คิดว่าเขามีความมั่นใจ เขาขาดความมั่นใจ ผมเห็นมันได้ชัดตอนที่เขาเดินเข้ามา

ตอนนั้นผมคิดว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ผมคาดการณ์เอาไว้แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมมองเขาและชี้ไปที่มุมซ้ายของประตู

ฉันอ่านเกมของนายออกแล้ว…ฉันรู้ว่านายจะยิงไปทางไหน แน่นอน ฉันรู้ว่านายจะยิงไปทางซ้ายไงล่ะ

โชคดีจริงๆ เหยื่อติดเบ็ด

ผมล้มตัวไปทางขวา

และบอลของเขาก็ลอยมาทางขวาเช่นกัน

จุดโทษลูกนั้นง่ายที่จะเซฟ มันไม่ได้เบียดเสาหรือเข้ามุมประตู บอลมันลอยมาหาผม และผมก็ปัดมันออกไปได้ ผมค่อนข้างคุมสติตัวเองได้ดี ผมยืนอยู่ตรงนั้น และทุกคนในทีมก็วิ่งตรงมาที่ผม

ผมมีเวลาอยู่กับตัวเองประมาณ 3-4 วินาที หลังจากเซฟลูกนั้นได้ และหลังจากนั้น ทุกคนต่างก็พากันวิ่งเข้ามาที่ผม

WHAM.

และทุกอย่างก็เริ่มขึ้น ตอนนั้น ผมคิดว่า รอนนี่ (คริสเตียนโน โรนัลโด) ทรุดลงไปนั่งกับพื้น วาซซ่า (เวย์น รูนีย์) กระโดดกอดกับเพื่อนร่วมทีมสองสามคน และกระโดดข้ามป้ายโฆษณาไป คนที่เหลือวิ่งเข้ามาทับผมหมด (หัวเราะ) แต่ยังดีนะที่ผมมีภาพดีๆกับเขาบ้าง ทั้งกับ เฟลทเชอร์, คาร์ริค และ แอนเดอร์สัน

แน่นอนว่า หน้าที่ผู้รักษาประตูอย่างเราคือ การป้องกันประตูและลูกอันตรายๆที่จะนำมาสู่การเสียประตูของทีม มันไม่ง่ายเลยที่จะขึ้นมามีความสำคัญเหมือนกับกองหน้าที่เป็นคนยิงประตูชัย หรือเป็นส่วนที่ทำให้ทีมชนะ มันยากที่จะเห็นแบบนั้น ในคืนนั้น การที่ได้ชูถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ยูไนเต็ด ที่มอสโก หลังจากที่เราทุ่มเทและผ่านมาทั้งการต่อเวลาพิเศษและการดวลจุดโทษ มันเป็นคืนที่มหัศจรรย์มากๆสำหรับผม

ผมไม่ได้ย้อนไปเปิดดูเหตุการณ์ในคืนนั้นบ่อยๆหรอกนะ มันแน่อยู่แล้วว่าทุกครั้งที่ผมเห็นมัน ความรู้สึกทุกอย่างมันย้อนกลับไปที่มอสโกทั้งหมด


“ใช่ นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชีวิตผม”

Comments