ย้อนรอย 5 การคัมแบ็คในความทรงจำของ ลิเวอร์พูล ในเวทียุโรป (คลิป)

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะ โควิด-19 ที่ต้องยอมรับว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก ทุกวงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมไปถึงวงการฟุตบอล หลายลีกโดยเฉพาะในยุโรปกับเอเชีย ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไป รวมไปถึงเกมทีมชาติ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆเกมยังคงดำเนินต่อไป แต่บังคับใช้มาตรการห้ามแฟนบอลเข้าชมเกม

อย่างไรก็ตามสำหรับเหล่า เดอะ ค็อป ทั่วโลก ถึงตอนนี้นอกจากจะอยู่ในช่วงนับถอยหลัง การยุติการรอคอยในรอบ 30 ปีแล้ว ค่ำคืนนี้ยังมีเกมสำคัญที่สุดอีกเกมหนึ่งของฤดูกาล โดย ลิเวอร์พูล จะลงเล่นเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนสลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 พบกับ แอตเลติโก มาดริด ยักษ์ใหญ่ของสเปน ณ สังเวียน แอนฟิลด์ หนึ่งในไม่กี่สนามที่ยังเปิดให้แฟนบอลเข้าชมเกม

Anfield awaits for another BIG European night 🔴

ค่ำคืนนี้ 👊🔴YNWA

Posted by Liverpool FC on Tuesday, March 10, 2020

เงื่อนไขของเกมนี้ไม่มีอะไรมาก หงส์แดง บุกไปพ่าย ตราหมี มาในเกมแรก 0-1 ซึ่งเกมนี้หากพวกเขายิงไม่ได้ก็จบเห่ ก่อนเกมเชื่อว่าภาพเหตุการณ์การคัมแบ็คอันยิ่งใหญ่ของ ลิเวอร์พูล วิบวับวนเวียนเข้ามาอยู่ในหัวของแฟนๆ หงส์แดง บ่อยครั้ง ยามเมื่อทีมต้องการพลิกสถานการณ์กลับมาผ่านเข้ารอบต่อไป

ที่ผ่านมา หงส์แดง ขึ้นชื่อพอสมควรกับการพลิกกลับมาคว้าชัยชนะ พลิกกลับมาเข้ารอบ รวมไปถึงหลายครั้งในเกมลีกฤดูกาลนี้ที่ หงส์แดง ถูกยิงนำไปก่อน กลับฟื้นกลับมาเก็บสามแต้มได้สำเร็จ แน่นอนว่าแฟนๆต้องการให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งที่ แอนฟิลด์ ในค่ำคืนนี้

แต่สำหรับวันนี้ FOX Sports Thailand ขอพาทุกท่านย้อนเวลาไปยัง 5 ห้วงเวลาอันแสนหอมหวลของเหล่า เดอะ ค็อป ที่ทีมรักพลิกสถานการณ์จากที่ตกเป็นรองและกลับมาเอาชนะคู่แข่งได้ในเวทียุโรป ส่วนจะมีเหตุการณ์ใดๆบ้าง ไปติดตามพร้อมๆกัน

 

ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลนา UCL 2018-19

ศึกยูซีแอล ฤดูกาล 2018-2019 รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง ลิเวอร์พูล เปิดบ้านต้อนรับ บาร์เซโลนา สุดยอดการคัมแบ็คตลอดการของ เครื่องจักรสีแดง ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเกมนี้ เกมที่ทุกคนต่างคิดว่า บาร์เซโลนา ก้าวขาหนึ่งข้างไปสู่นัดชิงชนะเลิศเรียบร้อยแล้ว จากการถล่มเอาชนะ หงส์แดง ไปได้ขาดลอย 3-0 ในเกมนัดแรก

ก่อนเกมในนัดที่สองสถานการณ์ของ หงส์แดง เมื่อแนวรุกอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน มีอาการบาดเจ็บ จึงจำเป็นต้องส่ง เซอร์ดาน ชากิรี และ ดิว็อค โอริกี ลงเล่นร่วมกับ ซาดิโอ มาเน ในแนวรุก ขณะที่ บาร์เซโลนา จัดเต็ม นำทีมโดย ลิโอเนล เมสซี และสองเด็กเก่าของ หงส์แดง อย่าง หลุยส์ ซัวเรซ และ ฟิลิปเป คูตินโญ

เริ่มเกมมาเพียงแค่ 7 นาที ลิเวอร์พูล ขึ้นนำเร็วอย่างที่ต้องการจาก ดิว็อค โอริกี ส่งให้ ลิเวอร์พูล ออก นำ 1-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล เริ่มคึกคักและมีความหวังมากขึ้น จากการสังหารของ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ในนาทีที่ 54 ถัดมาอีกเพียงแค่ 2 นาที ยิ่งเล่นยิ่งเหมือนได้ใจและ หงส์แดง ก็ได้ประตูที่สามอย่างรวดเร็วจากลูกโหม่งของ ไวนัลดุม สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเท่ากันหมดแล้ว

จนกระทั่งนาที 79 จากจังหวะเตะมุมสายฟ้าแลบที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ชิงจังหวะเล่นเร็ว เปิดไปให้ ดิว็อค โอริกี้ ที่ยืนอยู่โล่งๆในกรอบเขตโทษยิงเข้าไปอย่างง่ายดาย ส่งให้ หงส์แดง สร้างปาฏิหาริย์ได้สำเร็จด้วยการเอาชนะไป 4-0 พร้อมพลิกสถานการณ์เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ด้วยสกอร์รวม 4-3 ก่อนจะคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 6 ได้ในที่สุด

 

ลิเวอร์พูล 4-1 ดอร์ทมุนด์ UEL 2015-16

ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายในวันสงกรานต์ปี 2016 ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดทีมจากเยอรมนี โดยเกมแรกที่ ซิกนัล อิดูนา ปาร์ค ทัพ หงส์แดง ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ต้องเจอกับทีมอู่ข้าวอู่น้ำ บุกไปตุนผลเสมอพร้อมอะเวย์โกลด้วยสกอร์ 1-1 แต่การกลับมาเล่นในนัดที่สองหาใช่เรื่องง่ายดั่งใจหวัง

เพราะเกมนี้ เสือเหลือง ของ โธมัส ทูเคิล แก้เกมมาดี แถมยังเป็นฝ่ายบุกมาสยบเสียงเชียร์ใน แอนฟิลด์ ด้วยการออกนำ 2-0 ตั้งแต่ช่วง 10 นาทีแรกและจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้ เข้าสู่ครึ่งหลัง เจ้าบ้านมีความหวังขึ้นมาเมื่อ ดิว็อค ออริกี มายิงไล่มา แต่ก็ดีใจได้ไม่นานก็มาโดน มาร์โก รอยส์ ยิงหนีไปเป็น 3-1 นั่นทำให้โจทย์ของ หงส์แดง ต้องยิงอีก 3 ประตูเพื่อผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ

เข้าสู่ช่วง 25 นาทีสุดท้าย ฟิลิเป คูตินโญ ก็มาซัดประตูปลุกชีพ หงส์แดง ไล่มา 2-3 ก่อนที่ มามาดู ซาโก จะเพิ่มคว้าเข้มข้นในช่วงท้ายเกมด้วยการยิงตีเสมอเป็น 3-3 ในสถานการณ์นั้น ลิเวอร์พูล ต้องการประตูชัยเพื่อโอกาสผ่านเข้ารอบตัดเชือก กับเวลาอีก 10 นาทีที่เหลือ

จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บ อัฒจรรย์ ใน แอนฟิลด์ ก็แทบถล่ม เมื่อ ลิเวอร์พูล คัมแบ็คอีกครั้ง จากจังหวะที่ ดิยัน ลอฟเรน ขึ้นมายิงประตูชัยพา หงส์แดง พลิกกลับมาเอาชนะ ดอร์ทมุนด์ ได้แบบสุดระทึก 4-3 และน่าจะเป็นอีกหนึ่งเกมในความทรงจำของ เจอร์เกน คล็อปป์ และสาวก เดอะ ค็อป หลายคน

 

 

ลิเวอร์พูล 4-1 อาร์เซนอล UCL 2007-2008

การดวลในรายการ ยูซีแอล ในฤดูกาล 2007-08 เกมในรอบก่อนรองชนะเลิศ เป็นศึกสายเลือดที่สองทีมจากแดนผู้ดีโคจรมาพบกัน โดยเกมแรก อาร์เซนอล ของ อาร์เซน เวนเกอร์ เปิดรังเสมอกับ ลิเวอร์พูล ของ ราฟาเอล เบนิเตซ1-1 ซึ่งเกมนัดที่สองย้ายวิกมาเล่นที่ แอนฟิลด์ โดยเกมดังกล่าว หงส์แดง ตกที่นั่งลำบากตั้งแต่ต้นเกมเมื่อโดน อาบู ดิยาบี ยิงขึ้นนำพร้อมดึงผลอะเวย์โกลให้กลับมาเสมอกัน

และแม้ว่า ซามี ฮูเปีย และ เฟร์นานโด ตอร์เรส จะช่วยกันยิงแซงให้ ลิเวอร์พูล พลิกกลับมานำ 2-1 แต่ประตูที่ เอ็มมานูเอล อเดบายอ ยิงเสมอในนาทีที่ 84 มันฉุดให้ ราฟา และลูกทีมกลับเข้าสู่ห้วงเวลาวิกฤตอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ ณ ตอนนั้น พวกเขาจะตกรอบด้วยกฏอะเวย์โกล

และในช่วง 4 นาทีสุดท้าย ชอตในฝันของ เดอะ ค็อป ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมาได้จุดโทษและเป็น สตีเฟน เจอร์ราร์ด สังหารพาทีมกุมความได้เปรียบ บวกกับประตูตอกฝาโลงของ ไรอัน บาเบล ที่ทำให้ หงส์แดง ก็สามารถฝ่าด่าน ปืนใหญ่ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้แบบสะใจแฟนบอลในท้ายที่สุด

 

 

ลิเวอร์พูล 1-0 เชลซี (ลิเวอร์พูล ชนะจุดโทษ 4-1) UCL 2006-07

อีกหนึ่งการคัมแบ็คในความทรงจำที่ ลิเวอร์พูล ต้องโคจรมาพบกับทีมจากเกาะอังกฤษด้วยกันในเวทีระดับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนสลีก โดยเป็นเกมรอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 ฤดูกาล 2006-07 ที่ ราฟาเอล เบนิเตซ พาทีมบุกไปพ่าย เชลซี ของ โชเซ มูรินโญ ในเกมแรก 0-1 จากประตูของ โจ โคล

เกมนัดที่สอง ลิเวอร์พูล เปิดเกมบุกเข้าใส่ทันทีท่ามกลางเสียงเชียร์อันกระหึ่ม จนกระทั่งนาทีที่ 22 ดาเนียล แอ็กเกอร์ ก็มาเขย่าสแตนในสนาม แอนฟิลด์ ด้วยการยิงพา หงส์แดง ขึ้นนำ 1-0 และเสมอด้วยสกอร์รวม 1-1 หลังจากนั้นทั้งสองทีมบุกเข้าใส่กันแบบเมามัน ขาดเพียงความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้ายเท่านั้น เล่นการมาราธอนยาวนานถึง 120 นาที ก็ยังไม่มีผู้ชนะ จึงตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ

ซึ่งผลปรากฏว่า เปเป เรนา กลายเป็นฮีโรของทีมจากการเซฟจุดโทษพา ลิเวอร์พูล ผ่าน เชลซี เข้าไปชิงชนะเลิศกับ เอซี มิลาน ก็จะลงเอยแค่รองแชมป์ในท้ายที่สุด

 

ลิเวอร์พูล 3-1 โอลิมเปียกอส UCL 2004-05

ย้อนไปในฤดูกาล 2004-2005 สถานการณ์ในตอนนั้น ลิเวอร์พูล ต้องยิงสองประตูเพื่อทะลุเข้าสู่รอบต่อไป และแล้วประตูแรกของเกมก็เกิดขึ้นเป็น ริวัลโด ยิงฟริคิกผ่านมือคริส เคิร์กแลนด์ เข้าไปให้ทีมเยือนจากกรีซขึ้นนำไปก่อน  จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล 0-1 โอลิมเปียกอส สถานการณ์ ณ ตอนนั้น ดูเหมือนหงส์แดง จะตกรอบแบ่งกลุ่มไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะต้องการอีกถึง 3 ประตูเพื่อผ่านเข้ารอบ 

 

เริ่มต้นครึ่งหลัง หงส์แดง แก้เกม ด้วยการส่งตัว ฟลอรองต์ ซินามา ปงโกลล์ ลงมาแทน ฌิมี ตราโอเร และก็เป็น ปงโกลล์ ที่ยิงตีเสมอให้กับทีมได้อย่างรวดเร็วในนาทีที่ 47 สถานการณ์ดำเนินไปถึงช่วง 15 นาทีสุดท้าย ลิเวอร์พูลต้องการอีก 2 ประตูเพื่อจะเข้ารอบ นาทีที่ 80 หงส์แดง ได้ประตูขึ้นนำ 2-1 จาก นีล เมลเลอร์ ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาก่อนหน้านี้เพียง 2 นาที และแล้วสถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษ ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก สตีเวน เจอร์ราร์ด  ยิงไกลสุดแรงในช่วงท้ายเกมนาทีที่ 86 ส่ง “หงส์แดง” ทะลุสู่รอบน็อคเอาท์ ไปด้วยคะแนนที่เท่ากับ โอลิมเปียกอส แต่ประตูได้เสียที่ดีกว่า ก่อนคว่ำเอซี มิลาน คว้าแชมป์สมัยที่ 5 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ในที่สุด

 

‘We can hurt Liverpool’ – Simeone

Comments