WORAPATH – WHAT THE FOX : ช่วงเวลาปล่อยของ “ราเยวัช”

วรปัฐ อรุณภักดี วรปัฐ อรุณภักดี

“เป็นตายเท่ากัน” สำหรับผลการจับสลากแบ่งสายฟุตบอล เอเอฟเอฟ อาเซียน คัพ 2018 หรือศึกชิงแชมป์อาเซียน โดยทั้ง 2 กลุ่ม แฟนบอลที่ชอบบอลกล้วยปิ้ง (พลิกไปพลิกมา…..เสียงหิ่งห้อยบินผ่านแบบกร่อยๆ ไว้อาลัยให้มุก) ไม่ควรพลาด

กลุ่มเอ – เวียดนาม, มาเลเซีย, เมียนมา, กัมพูชา, สปป.ลาว
กลุ่มบี – ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, (บรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต เตะ 2 นัด เหย้า-เยือน ระหว่างวันที่ 3-11 กันยายน 2561 ใครชนะเข้ารอบ)

เน้นย้ำนะครับว่าครั้งนี้เขาเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันรอบแรกเล็กน้อย คือยกเลิกระบบเจ้าภาพ เพื่อกระจายรายได้ และมูลค่าทางตลาดให้ทั่วถึงในทุกชาติโดยในแต่ละกลุ่มจากที่เจ้าภาพในสายจะได้เล่นในบ้านทุกนัด และให้คู่แข่งในสายไปเตะรวมกันที่นั่น กลายเป็นทุกทีมจะมีสิทธิ์เล่นในบ้าน 2 นัด และออกไปเยือน 2 นัด เพื่อความเท่าเทียม โดยคัดแชมป์และรองแชมป์กลุ่มทั้ง 2 สายผ่านเข้าไปในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะเล่นแบบเหย้า – เยือน ตามเดิม ซึ่งรอบรองฯ นัดแรก แข่งขันกันในวันที่ 1-2 ธันวาคม 2561 ส่วน นัดที่สอง แข่งขันกันในวันที่ 5-6 ธันวาคม 2561 ส่วนรอบชิงชนะเลิศ จะแข่งขันกันในวันที่ 11 และ 15 ธันวาคม 2561

สำหรับคิวแข่งของขุนพล “THA23” (ฉายาทีมชาติไทย ล้อกระแส BNK48) ช่างน่ารักสิ้นดี เพราะบังเอิญจริงที่เจอทีมใหญ่จอมแสบในบ้านทั้ง 2 นัด สบายกระเป๋าโอตะฟุตบอลจริงๆ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 (บรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต)- ไทย (เยือนเกมแรก เจอทีมไหนก็รถบัสแน่นอน)
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 ไทย – อินโดนีเซีย (เล่นในบ้าน เยี่ยมๆๆๆๆ)
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ฟิลิปปินส์ – ไทย (เยือน น่าดูเหมือนกัน อยากไปก็จองตั๋ว)
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ไทย – สิงคโปร์ (เล่นในบ้าน เยี่ยมๆๆๆๆ)

ส่วนเส้นทาง ณ ตอนนั้นจะลำบากยากเข็ญแค่ไหน อยู่ที่ความชัดเจนในการเตรียมทีมของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ร่วมกับฝ่ายเทคนิค และ มิโลวาน ราเยวัช พร้อมทีมงานสร้างสรรค์งานดีมีคุณภาพ ซึ่งถึงเวลาที่ต้องปล่อยของกับสัญญาขวบปีที่ 2 และสิ่งที่ผมอยากเห็นไม่ต่างจากแฟนบอลไทย ไม่ได้มีอะไรมากมายครับ นอกจากการสร้างทีมแห่งอนาคตที่เป็นรูปธรรม ซึ่งควรจะได้เห็นอะไรบ้าง มาไล่กันเป็นข้อๆ ดีกว่า

1.ช้างศึกหน้าใหม่ ควรมีโอกาสเกิดและเติบโตในทัวร์นาเมนท์นี้บ้าง แม้การป้องกันแชมป์จะสำคัญ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้เล่นหน้าใหม่ก็คือการสร้างความแตกต่าง และแรงกระตุ้นบางอย่างให้นักเตะเดิมที่มีเกิดพลังในการซ้อม เพราะการแข่งขันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา และเกมลีกจะมีความหมายสำหรับพวกเขามากขึ้นในการโชว์ฝีเท้าแบบเต็มที่ทุกเกม ผมหวังมากว่า 50 รายชื่อที่ต้องส่งให้สมาคมฯ จะมีนักเตะฟอร์มดีที่ควรจะติดโผเป็นอย่างน้อยในลิสต์ ไม่เหมือนศึกคิงส์คัพที่ผ่านมา ซึ่งบางคนทั้งยิง ทั้งจ่าย และฟอร์มร้อนแรงในช่วงนั้นแต่หลุดไปแบบไร้ซึ่งเหตุผล

2. อย่าโฟกัสที่ผลการแข่งขันมากนัก จนเล่นแบบระวังตัวเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าปรัชญาฟุตบอลของราเยวัชจะเน้นเกมรับที่เหนียวแน่น ไม่เสียประตูไว้ก่อน แต่จินตนาการในเกมรุกก็ยังไม่เห็นมิติที่รุนแรงพอจะสร้างปรากฎการณ์ในเอเชียน คัพ ปีหน้า ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจว่ามันต้องใช้เวลาที่นานพอสมควรกว่าจะให้มันถึงเป้าหมายนี้ แต่ในเมื่อโจทย์ในการคุมทีมชาติ มันมีปัญหาเรื่องการรวมตัวของผู้เล่น ซึ่งทุกทีมทั่วโลกต้องเผชิญ มันก็วัดกึ๋นของโค้ชแล้วล่ะว่าจะก้าวผ่านมันไปยังไง ดังนั้นอาเซียน คัพ ครั้งนี้ คงเป็นเรื่องดีถ้าเราได้เห็นทีมชาติไทยเล่นเกมรุกที่หลากหลาย น้อยจังหวะ และเด็ดขาด ซึ่งไม่มีช่วงเวลาไหนเหมาะเท่านี้แล้วที่จะลอง เพราะทุกทีมที่สู้กับเราพร้อมตั้งรับให้เราบุกอยู่แล้ว ถ้าไม่เล่นเกมรุกเสียของตาย

3.เกมรับของไทยดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังไม่ลงซะทีเดียว โดยเฉพาะเกมด้านข้างที่มีปัญหาในจังหวะสอดประสานเพื่อทำเกม และคอยซ้อนตอนหลุดตำแหน่งแล้วโดนโต้ การใช้รายการนี้จับผู้เล่นที่คิดว่าอยู่ในข่ายที่จะใช้มาลอง แล้วแก้ปัญหาซะให้จบ มันก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะคุณภาพการสวนกลับของคู่แข่งในอาเซียนก็ยังด้อยกว่าหลายทีมในเอเชียน คัพ ที่เราจะต้องเจอ ถ้านักเตะไทยจัดการได้ ก็ถือว่าสอบผ่านระดับหนึ่ง จะได้แก้ไขหรือปรับก่อนเอเชียน คัพทัน แต่ถ้าเจอทีมในอาเซียน ยังมีหลุด มีเสียวจะได้รู้ไปเลยว่ามันจะรอดหรือไม่รอด

4. สมาธิในเกม และความตื่นตัวตลอดเวลา ก็น่าชื่นชมที่ตอนนี้เรามีนักเตะแบบนี้ในทีมหลายคน แต่ก็ยังมีสติแตกบ้างในบางเวลา ซึ่งแน่นอนมันขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมในสนาม ซึ่งในอาเซียน คัพ มันก็มีข้อดีที่เราจะได้ฝึกเรื่องนี้เต็มๆ ในการควบคุมสติให้อยู่ในเกมของตัวเอง เพราะจะเจอทั้งคู่แข่งจอมยั่วโมโห เข้าบอลหนัก ลูกตุกติกแบบจงใจ ถ้าเราผ่านไปได้ จะเป็นการระดับสภาพจิตใจไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งข้อนี้ถ้าผ่านได้ รับประกันเลยว่า ทีมชาติไทยจะไปได้สวยในเอเชียน คัพ แน่นอน

มันคงเป็นความหวังของกองเชียร์ทุกคนที่อยากเห็นทีมชาติที่พวกเรารัก กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง โดยที่ไม่ยึดติดกับคำว่า “รักษาแชมป์มากเกินไป”

วรปัฐ อรุณภักดี
ผู้ประกาศข่าว / ผู้บรรยายกีฬา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32

Comments