FOX in England : ไดอารีสีน้ำเงิน ภาค 1 เช็คอินถิ่น จิ้งจอกสยาม

บันทึกการเดินทางโดย
ต้นหิน // สิทธิพร ล่องวิเชียร
FOX Sports Thailand
Date 27 August – 3 September 2019


ย้อนความทรงจำกับวันประวัติศาสตร์ของ เลสเตอร์ ซิตี้ 

การเดินทางมายังประเทศอังกฤษ ครั้งที่ 2 ในชีวิตของผม กับดินแดนที่ถูกยกให้เป็นเมืองหลวงของโลกลูกหนัง หลังจากที่หนแรกมันเต็มไปด้วยความทรงจำที่ลืมไม่ลงมากมาย กับการเป็นสักขีพยานในสนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมื่อครั้งที่พลพรรค จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลจากเมืองเล็กๆที่จารึกชื่อให้คนทั้งโลกรู้จักด้วยการประกาศศักดาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาล 2015-16 โดยเกมนั้นเป็นเกมที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ไปด้วยสกอร์ 3-1 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2016 พร้อมทั้งได้โอกาสเฉลิมฉลองแบบเต็มคราบกับผู้คนอีกซีกหนึ่งของโลกที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน 

สำหรับครั้งนั้นเมืองทั้งเมืองถูกย้อมไปด้วยสีน้ำเงิน จากผู้คนที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ที่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ทีมแห่งแคว้นเลสเตอร์เชียร์ ภายใต้การบริหารงานของ สองพ่อลูกที่หลงรักเกมฟุตบอลแบบเข้าเส้นอย่าง คุณวิชัย และ คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ในฐานะประธานและรองประธานสโมสรในขณะนั้น จะสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกที่ได้รับการยอมรับว่าดีและยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ซึ่งนับเป็นความทรงจำที่ตัวผมเองไม่มีวันลืม

เวลาผ่านไป 3 ปีกว่าๆ ผมได้รับโอกาสอันล้ำค่าในชีวิตอีกครั้ง เมื่อบริษัท คิง เพาเวอร์ เชิญตัวผมไป ณ ดินแดนในความทรงจำแห่งนั้นอีกครั้ง ในฐานะสื่อมวลชนสายกีฬาจากค่าย FOX Sports Asia ภูมิภาคประเทศไทย เพื่อไปส่งน้องๆจาก

 

โครงการ ฟ็อกซ์ฮันท์ รุ่นที่ 4 จำนวน 10 คน ซึ่งเด็กๆเหล่านี้น่าจะเป็นเยาวชนที่โชคดีที่สุดในประเทศไทย ที่ได้รับโอกาสที่เงินซื้อไม่ได้ ด้วยการไปศึกษาต่อที่โรงเรียน Ratcliff College สถาบันการศึกษาระดับไฮสคูลชั้นนำประจำเมืองเลสเตอร์ และยิ่งไปกว่านั้นน้องๆทั้ง 10 คนยังจะได้ฝึกฝนทักษะฟุตบอลภายในอะคาเดมี่ของอดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นเวลาถึง 2 ปีครึ่งด้วย 

 

 

 

ออกเดินทางสู่เมืองหลวงของโลกฟุตบอล 

27 สิงหาคม เวลา 21.00 น. สื่อมวลชนร่วม 20 ชีวิต รวมตัวกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีทีมงานจาก คิง เพาเวอร์ คอยอำนวยความสะดวกและพาคณะสื่อไปรับรองที่ คิง เพาเวอร์ เลาจน์ พร้อมรับประทานอาหารและช็อปปิ้งเล็กน้อยก่อนออกเดินทาง จนกระทั่งเวลา 01.00 ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางสู่กรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศอังกฤษ ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG910 

28 สิงหาคม เวลา 06.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง) หลังจากใช้เวลาเดินทางร่วม 12 ชั่วโมง การบินไทย ก็พาคณะสื่อมวลชนถึงสนามบินฮีตโธร์ว กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษโดยสวัสดิภาพ ท่ามกลางความตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ กับการเดินทางมาเหยียบดินแดนที่ขึ้นชื่อว่า แดนผู้ดี แม้ว่ามันจะเป็นครั้งสองแล้วก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่าทริปนี้มีหลายสถานที่ที่ผมได้มาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นสถานีแรกของการเดินทางอย่าง พระราชวังบักกิงแฮม รวมไปถึง พิพิธภัณฑ์อังกฤษ หรือ บริติชมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมของมนุษย์ที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในโลก หรือเป็นสถานที่ที่เคยไปมาแล้วอย่าง ลอนดอนอาย ชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่และสูงที่สุดในยุโรป และ แม่น้ำเทมส์ ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ำเจ้าพระยาของประเทศไทย

หลังจากที่ทัวร์เมืองหลวง จนร่างกายอ่อนล้าจากการเดินทาง พวกเราก็เข้าที่พักในย่าน WestField ของกรุงลอนดอน ก่อนออกมาสูดอากาศต่างบ้านต่างเมืองด้วยอุณหภูมิเบาๆ 18 องซาเซลเซียส พวกเรารับประทานอาหารเย็นกัน ณ ร้านอาหารอิตาเลียนนามว่า Zizzi และในระหว่างที่กำลังเอร็ดอร่อยกับดินเนอร์มื้อเย็น เราก็เหลือบชายรายหนึ่งที่ทำเอาเราสะดุดตากับเสื้อฟุตบอลที่เขาสวมเสื้อใส่อยู่ที่โต๊ะข้างๆ 

แน่นอนว่าหากเอ่ยถึงกรุงลอนดอน เราย่อมคิดถึงทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ทั้ง อาร์เซนอล เชลซี สเปอร์ส เวสต์แฮม หรือ แม้กระทั่ง คริสตัล พาเลซ ที่กำลังโลดแล่นอยู่บนศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่สำหรับชายผู้นี้เขาดันสวมเสื้อของทีมจากแดนปักษ์ใต้ของอังกฤษอย่าง พอร์ทสมัธ ซึ่งมันดึงดูดสายตาจากบรรดาสื่อมวลชนจากแดนสยามได้ไม่น้อย 

 

 

ชมเกม ทหารเสือราชินี ปะทะ ปอมปีย์ ซึมซับบรรยากาศลูกหนัง แดนผู้ดี !

ให้หลังจากที่เห็นเสื้อ ปอมปีย์ จากชายโต๊ะข้างๆได้ไม่นาน เราก็เริ่มสังเกตุเห็นเสื้อบอลลายขวางสีขาวสลับน้ำเงินกันมากขึ้นเรื่อยๆ และมาทราบทีหลังว่าสนาม ลอฟตัส โร้ด ของอีกหนึ่งสโมสรในกรุงลอนดอนอย่าง ควีนปาร์ค เรนเจอร์ อยู่ห่างจากโต๊ะอาหารเย็นของเราไปเพียง 800 เมตรเท่านั้น 

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลครึ่งซีกโลก ถูกสลัดทิ้งไปในบัดดล กลุ่มสื่อมวลชนจากไทยแลนด์ ประมาณ 10 ชีวิตปฏิเสธการเดินช็อปปิ้งในย่านช็อปปิ้งชั้นเลิศอย่าง WestField แบบไม่ใยดี พร้อมรีบลุกจากโต๊ะอาหารและรีบเดินเท้าไปยังสนาม ลอฟตัส โร้ด หรือชื่อใหม่ว่า Kiyan Prince Foundation Stadium เพื่อซึบซับวัฒนธรรมลูกหนังแดนผู้ดี ในรายการ คาราบาว คัพ รอบ 64 ทีมสุดท้ายระหว่าง ควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส กับ พอร์ทสมัธ ซึ่งบรรยากาศโดยรอบ มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมเยอะพอสมควรทั้งทีมเหย้าทีมเยือน แม้ว่าจะไม่เต็มความจุของสนามก็ตาม 

 

การชมเกมฟุตบอลแบบชิดขอบสนามด้วยตาตัวเอง นอกจากสิ่งที่เราสามารถเดาได้กับความมันตามแบบฉบับของฟุตบอลอังกฤษขนานแท้ที่แตกต่างจากฟุตบอลบ้านเราอย่างสิ้นเชิงแล้ว และแม้ว่าเกมนี้จะเป็นการพบกันของ 2 ทีมจาก เดอะ แชมเปี้ยนสชิพ และ ลีกวัน แต่เราก็ยังได้เห็นการจัดการแบบเอาใส่ใจของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนของการแข่งขัน ทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่สโมสร หรือแม้กระทั่งเด็กเก็บบอล

อีกหนึ่งความประทับใจที่เป็นของคู่กันสำหรับการชมฟุตบอลอังกฤษนั่นก็คือแพสชั่นหรือารมณ์ร่วมของเหล่าบรรดาแฟนบอล ที่ตะโกนด่า ตะโกนบลัฟ ตะโกนแซวกันตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกยังไม่เริ่ม แถมยังมีกันส่งสัญญาณมือต่างๆนานา ลามไปถึงการท้าต่อยกันด้านนอกของสนาม ซึ่งเอาจริงๆแล้ว มันเข้ากับจริตของพวกเราได้แนบเนียนด้วยซ้ำไป เด็กน้อยรายหนึ่งที่มากับคุณพ่อ แต่กลับยืนชูนิ้วกลางให้แฟนบอลฝั่งตรงข้ามทั้งเกม แบบที่มีคุณพ่อบังเกิดเกล้าทำให้ดูเป็นตัวอย่าง มันคือวัฒนธรรมที่แฟนบอลที่ส่งต่อกันแบบรุ่นต่อรุ่น สายเลือดสู่สายเลือด 

 

90 นาทีในสนามมันช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน ก่อนที่เสียงนกหวีดยาวจบเกมการแข่งขัน แฟนบอล ทหารเรือราชินี ได้พากันลุกออกจากสนามไปตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว อันเนื่องมาจากฟอร์มอันน่าผิดหวังของทีมรักที่แพ้คาบ้านให้กับ ปอมปีย์ 0-2 โดยหลังจบเกมแฟนบอลทั้งสองฝั่งต่างพากันเดินกลับบ้าน โดยไม่ได้มีเหตุการณ์บานปลายแต่อย่างใด 

ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับฟุตบอลของที่นี่ เพราะอารมณ์อันคุกรุ่นทุกอย่าง มันจบในสนาม เหมือนกับนักเตะของทั้งสองทีม และนี่แหละถือเป็น แฟนบอลมืออาชีพ อย่างแท้จริง หลังจากนั้นเราก็พากันเดินกลับที่พัก แวะดื่มกันพอเป็นพิธีสัก 1-2 แก้ว และแยกย้ายกลับห้องใครห้องมัน เพื่อชาร์ตแบตอวัยวะสำคัญอย่าง โทรศัพท์ พร้อมทิ้งตัวลงนอนแนวราบเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ชั่วโมง 

 

 

GO TO CHESTER 

29 สิงหาคม เวลา 9.00 น. มิสเตอร์ อเล็กซ์ โชเฟอร์ที่เป็นแฟนบอล เชลซี และมี เดนนิส ไวส์ เป็นผู้เล่นในดวงใจ ขับรถบัสพาคณะสื่อไทยมุ่งตรงไปยังเมืองเชสเตอร์ ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ระหว่างทางในขณะที่เรากำลังพักสายตา หลับใหลอยู่บนรถอย่างเพลิดเพลิน แต่ต้องตื่นจากภวังค์ด้วยความเต็มใจเพียงเพราะได้ยินคำว่า วิลล่า ปาร์ค หลุดออกจากปากพี่ๆไกด์ชาวไทยผู้น่ารัก ทันใดนั้นเราก็หันซ้ายโดยพร้อมเพรียงเผื่อชะเง้อคอมองรังเหย้าของ แอสตัน วิลล่า ที่เคยได้ยินชื่อมาตั้งแต่เด็ก 

วิลล่า ปาร์ค อยู่ห่างออกไปพอสมควร แต่สามารถเห็นชัดเจนด้วยเสาเหล็กสีขาวขนาดใหญ่ และตัวหนังสือบ่งบอกชื่อบ้านของพลพรรค สิงห์ผงาด น่าเสียดายที่ไม่สามารถบันทึกภาพไว้ได้ทันแต่ภาพที่เห็นในขณะนั้นมันถูกบันทึกเข้าสมองของผมไปเรียบร้อยแล้ว

อเล็กซ์ พาเรามาถึงจุดหมายปลายทางอย่าง เชสเตอร์ โอค ดีไซน์เนอร์ เอ๊าท์เลท ในเมือง เชสเตอร์ แคว้นเชสเชียร์ แหล่งช็อปปิ้งขนาดมหึมาของที่นี่ ซึ่งในขณะนั้นพวกเรารู้ดีว่าระยะทางจากที่นั่นไปยัง

 

สนาม แอนฟิลด์ ของ ลิเวอร์พูล มันอยู่ไม่ไกลมากนัก แต่กับเวลาที่มีอยู่ราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ประกอบกับสินค้าต่างๆนานาอันยั่วยวนเงินปอนด์ในกระเป๋า ณ สถานที่แห่งนี้ มันจึงทำให้เราถอดใจกับการเดินทางไปเยี่ยมบ้านพลพรรค หงส์แดง ไปโดยปริยาย 

 

 

 

เชฟไทยสายฮา แฟนพันธุ์แท้ ปีศาจแดง 

หลังจากที่ช็อปปิ้งสนองกิเลสตัณหาของแต่ละคนกันไปแบบจุใจแล้ว เราก็ได้ชมบรรยากาศอันเงียบสงบและของเมืองเชสเตอร์ที่อบอวลไปด้วยความเรียบง่าย ความสวยงามของอิฐบล็อกสีแดง ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเมืองเก่า และความคลาสสิคจากสถาปัตยกรรมสไตล์ทิวดอร์ (Tudor) มื้อเย็นเรามาดินเนอร์กันที่ ร้านอาหาร สยามไทย แอนด์ เทปันยากิ ที่นี่นอกจากทำให้อิ่มท้องด้วยอาหารรสชาติถูกปากคนไทยแล้ว เรายังได้เจอเชฟคนไทยจากจังหวัดหนองบัวลำพู อย่าง พี่พงษ์ สมพงษ์ พันธ์ชมภู ที่มาโชว์ศิลปะบนกะทะสร้างความเอ็นเตอร์เทนและรอยยิ้มให้กับคณะสื่อไทย แถมยังได้พูดคุยเรื่องลูกหนังกับพี่เขาอย่างเป็นกันเอง และแน่นอนว่า พี่พงษ์ เป็นแฟนบอลของ หนองบัว พิชญ เอฟซี ทีมบ้านเกิดของเขา

ส่วนฟุตบอลอังกฤษ พี่พงษ์ เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเคยทำอาหารในเมืองแมนเชสเตอร์ แถมยังเคยได้ลายเซ็นจากพลพรรค ปีศาจแดง มาแล้วแบบครบเซ็ต เราพูดคุยกับเชฟชาวไทยรายนี้กันอย่างเมามันพร้อมกับเบียร์ 2 แก้วใหญ่

 

และหากจำไม่ผิดผมน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากร้าน เนื่องจากเม้าท์เรื่องฟุตบอลกับพี่เชฟสายฮาและเป็นกันเองรายนี้ และก็ไม่ลืมที่จะชักภาพร่วมกันเป็นของที่ระลึกเพื่อเตือนความทรงจำ

 

หลังจากเดินทางเข้าที่พักในเมืองเชสเตอร์ เราก็พากันออกมาดื่มด่ำกับบรรยากาศในยามค่ำคืนของเมืองคลาสสิคแห่งนี้กันสักเล็กน้อยเพราะเรามีเวลาพักอยู่ที่นี่แค่คืนเดียวเท่านั้น การตั้งวงสนทนาพร้อมแก้วเบียร์บนโต๊ะ ณ บาร์แห่งหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขจากไกด์ชาวไทยว่า

 

หากต้องการไปเที่ยวผับหรือบาร์ในประเทศอังกฤษ ก็อย่าได้เสี่ยงสวมเสื้อบอลเข้าไปดื่มเป็นอันขาด เพื่อมันถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว 

 

เราเข้าไปสุมหัวกันที่ร้านแห่งหนึ่งในเมืองเชสเตอร์ พูดคุยกันสักพักและสังเกตุบรรยากาศโดยรอบ ก่อนลงมติกันแบบเอกฉันท์กับบรรดาหนุ่มๆเพื่อนร่วมทริปว่า สาวๆที่นี่ดูดีทีเดียวเชียวแหละ 5555 ก่อนเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน ทำภารกิจของตัวเองตามใบสั่งของแต่ละคน และล้มตัวลงนอนเพื่อเซฟพลังสำหรับวันถัดไปอันสุดแสนจะตื่นเต้น 

 

จุดหมายปลายทาง เลสเตอร์ ซิตี้ 

30 สิงหาคม เวลา 7.00 น. อเล็กซ์ ทักทายเราอย่างเป็นกันเอง และยังทำหน้าที่ของโชเฟอร์ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการพาเรามุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางหลักของทริปนี้อย่างเมืองเลสเตอร์ ในแคว้นเลสเตอร์เชียร์ โดยคณะเราตรงไปยังสนามฝึกซ้อมของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้

 

ซึ่งทันทีที่ไปถึงนักเตะคนแรกที่เราได้พบนั่นก็คือ ราซิด เกซซาล ที่เดินสวนออกมาพร้อมกับเอ่ยปากทักทายสวัสดีตอนเช้ากับพวกเราแบบไม่มีเขอะเขิน แต่หารู้ไม่ว่าให้หลังจากนั้นเพียง 24 ชั่วโมงปีกชาวแอลจีเรียได้ย้ายไปร่วมทีม ฟิออเรนติน่า ในกัลโช เซเรีย อา อิตาลี ด้วยรูปแบบการยืมตัว

การมาที่นี่เราได้พบกับทีมงานชาวไทยหลายต่อหลายท่าน โดยเฉพาะ “พี่ภุ” คุณภุชงค์ มัสยวาณิช เจ้าหน้าที่คนสำคัญและคนใกล้ชิดของ คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ที่มาดูแลให้ข้อมูลและพากองทัพสื่อไทยไปเยี่ยมชม เทรนนิ่ง กราวน์ ของพลพรรค จิ้งจอกสยาม อย่างเป็นกันเอง 

พี่ภุ ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกกับสื่อมวลชนในทริปนี้ ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาการทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือคนปัจจุบันของ เลสเตอร์ ซิตี้ รวมไปถึงเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มีส่วนสำคัญกับการรักษาสภาพร่างกายของนักเตะในทัพ จิ้งจอกสยาม การตรวจปัสสาวะ การเช็คไขมัน และกล้ามเนื้อของผู้เล่นในทีมเป็นสิ่งที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เน้นมากๆ


ซึ่งเราได้ข้อมูลมาว่าผู้เล่นของทีมที่มีไขมันน้อยที่สุดก็คือ เจมี่ วาร์ดี้ โดยหัวหอกรายนี้มีค่าเฉลี่ยไขมันส่วนเกินในร่างกายอยู่ที่ 5 เปอร์เซนต์เท่านั้น 

 

ข้ามมาที่ห้องฟิตเนสภายใน เทรนนิ่ง กราวน์ ของ เลสเตอร์ ซิตี้ เราได้เห็น บาร์ตอส คาปุสกา อดีตวันเดอร์คิดทีมชาติโปแลนด์ ทำกายภาพบำบัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ และบริเวณเดียวกัน เวสต์ มอร์แกน กัปตันทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก และ นัมเปลิส ม็องดี้ ที่กำลังอยู่ในช่วงพักรักษาอาการบาดเจ็บและเรียกความฟิตก็ปั่นจักรยานอยู่ใกล้ๆและยังเข้ามาถ่ายรูปกับคณะสื่อไทยอย่างเป็นกันเอง 

หลังจากนั้นเราก็สมมติตัวเองเป็นนักเตะใหม่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อได้รับมอบเสื้อแข่งชุดใหม่ล่าสุดของ จิ้งจอกสยาม จากมือของ คุณกันธร เพิ่มทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านกีฬา กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เรียกได้ว่าได้ชักภาพจุดเดียวกับที่ผู้เล่นใหม่ ที่ย้ายเข้ามาสู่ทีมเลยทีเดียว 

 

หัวใจของผมพองโตขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่พาตัวเองไปอยู่ที่ฟลอร์หญ้าสีเขียวขจีในสนามซ้อม วัดจากสายตาตัวเองห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร เบื้องหน้าของผมคือชุดผู้เล่น 11 ตัวจริงที่กำลังจะลงสนามเจอกับ บอร์นมัธ ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพเพราะทุกอย่างถือเป็นความลับ 

 

นอกจากผู้เล่น 11 ตัวจริงแล้ว บรรดาผู้เล่นสำรองอย่าง เดมาราย เกรย์ ปีกไฮสปีด ,เจมส์ จัสติน แบ็คขวารายใหม่ รวมไปถึง ฮัมซ่า เชาฮ์ดรี้ กองกลางเชื้อสายบังกลาเทศที่อยู่กับ เลสเตอร์ มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบและเพิ่งได้รับการต่อสัญญาออกไป แถมยังเป็นแข้งที่ได้ขึ้นปกนิตยสารประจำเกมกับ บอร์นมัธ ก็เดินเข้ามาทักทายและถ่ายรูปร่วมกัน โดยสำหรับ ฮัมซ่า ตัวผมเองชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ด้วยทรงตัวอันฟูฟ่องเป็นเอกลักษณ์ และสไตล์การเล่นที่ดุดันเร้าใจ ทำให้ผมเองชื่นชอบแข้งเชื้อสายเอเชียรายนี้มากเป็นพิเศษ 

การขึ้นเกมและการเตรียมพร้อมสำหรับเกมลีกสุดสัปดาห์เสร็จสิ้นลง และเข้าสู่นาทีที่คณะสื่อไทยรอคอยนั่นก็คือการถ่ายภาพเซลฟี่กับบรรดานักเตะของทีมแทบจะครบเซ็ตทั้ง เจมี่ วาร์ดี้ ,เจมส์ แมดดิสัน ,ยูริ เตเลม็องส์ ,ฮาร์วี่ย์ บาร์นส ,วิลฟรีด เอ็นดีดี้ ,เบน ชิลเวลล์ ,ริคาร์โด้ เปเรย์ร่า ,มาร์ค อัลไบร์ทตัน ,จอนนี่ อีแวนส์ และ ชากลาร์ โซยุนชู นอกจากนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือและผู้ช่วยอย่าง โคโล่ ตูเร่ ก็มาชักภาพหยอกล้อกับสื่อมวลชนจากแดนสยามอย่างเป็นกันเอง ซึ่งนับเป็นนาทีแห่งความทรงจำของทุกคนที่อยู่ในเฟรมภาพอย่างแท้จริง 

เสร็จสิ้นช่วงเวลาที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เราพาตัวเองพร้อมเพื่อนร่วมทริปไปยังช็อปขายสินค้าที่ระลึกของสโมสรและรับประทานอาหารกลางวันกันที่ Blue Bar บริเวณด้านข้างสนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดียม ซึ่งบาร์แห่งนี้มักเป็นจุดรวมตัวของเหล่า เดอะ ฟ็อกซ์ ที่จะพากันมาฉลองหลังจบเกม ซึ่งเมื่อเสริมทัพด้วยอาหารชั้นดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะได้ย่างกรายเข้าสู่บ้านของ จิ้งจอก ตัวนี้กันเสียที 


เยี่ยมบ้าน จิ้งจอกสยาม รำลึกความทรงจำในอดีต 

พวกเราได้โอกาสเยี่ยมชมห้องแต่งตัวของนักเตะ ห้องแถลงข่าว และถ่ายรูปกันจนหนำใจ ก่อนที่จะถูกสั่งให้ยืนเข้าแถวแนวลึกเป็นสองแถว บริเวณอุโมงค์ทางเข้าสนาม ซึ่งผมเองได้ยืนอยู่ที่หัวแถว ประหนึ่งว่ากำลังจะเดินนำลูกทีมลงสู่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดียม 

หลังจากกรีฑาทัพเข้าสู่สนาม พร้อมทึกความทรงจำผ่านรูม่านตาของตัวเองด้วยความตื่นเต้น และก้าวเข้าไปเหยียบหญ้านุ่มๆของรังเหย้าแห่งนี้ และหากมองไปยังด้านบนของสนามโดยรอบยังถูกประดับดาไปด้วยผ้ายันต์อันเลื่องชื่อจากเกจิชื่อดังของเมืองไทย

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสเข้าไปยังห้อง Director Box ที่เต็มไปด้วยภาพตำนานนักเตะ รวมไปถึงถ้วยจำลองของพรีเมียร์ลีก ที่ เลสเตอร์ เคยคว้ามาเชยชมเมื่อ 3 ปีก่อนด้วย


เรียกได้ว่านอกจาก คิง เพาเวอร์ สเตเดียม จะเป็นสนามเหย้าของ เลสเตอร์ แล้วยังเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ย่อมๆของทีมหนึ่งเดียวจากแคว้นเลสเตอร์เชียร์ด้วย 

 

โปรดติดตาม FOX in England : ไดอารีสีน้ำเงิน ภาค 2 เช็คอินถิ่น จิ้งจอกสยาม  // ชมเกม เลสเตอร์ ปะทะ บอร์นมัธ ,ส่งเด็กๆ ฟ็อกซ์ฮันท์ ,เยี่ยมรัง ปืนใหญ่ ได้เร็วๆนี้ 

 

Perfect man for the Foxes job?

Comments