จากวันแรกถึงวันลา: ย้อนดูช่วงชีวิตอาร์แซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือตลอดกาล “อาร์เซน่อล”

มันจบลงแล้ว … แฟนบอลอาร์เซน่อลเองก็คงรู้สึกแตกต่างกันไป บางคนดีใจที่เกิดเหตุการณ์นี้ หรือบางคน ก็รู้สึกใจหายอย่างประหลาด เสมือนคุณลุงข้างบ้านที่แสนดีได้จากคุณไปแล้วตลอดกาล

อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ได้ประกาศว่าจะเลิกคุมทีม ณ เวลานี้ ฉะนั้นแฟนอาร์เซน่อลอาจยังได้เห็นเขาวาดลวดลายจัดแท็กติกข้างสนามกับสโมสร(หรือทีมชาติ) อื่นต่อ

แต่ 22 ปี นั้นแสนยาวนาน FOX Sports Asia ขอนำแฟนบอลทุกท่านมาย้อนชีวิตของสุดยอดกุนซือตลอดกาลแห่งพรีเมียร์ลีก อาร์แซน เวนเกอร์ ว่านับตั้งแต่วันที่เขาเดินก้าวย่างมาที่นอร์ธ ลอนดอน เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง

ตุลาคม 1996 : จุดเริ่มต้น

ทีม “ปืนใหญ่” เพิ่งปลด บรูซ ริอ็อคห์ ออกจากตำแหน่ง นั่นทำให้ทีมต้องหานายใหญ่คนใหม่มาทำทีมโดยด่วน ตอนแรกเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาคุมทีมคือ โยฮัน ครอยฟ์ ที่ขณะนั้นเพิ่งวางมือจากบาร์เซโลน่า แต่สุดท้ายสโมสรไม่สนใจ และมองไปที่กุนซือชาวฝรั่งเศสไร้ชื่อคนหนึ่ง ที่ขณะนั้นคุมทีมนาโงย่า แกรมปัส เอต

บอร์ดบริหาร “ปืนใหญ่” รอกระทั่ง กุนซือคนนั้นเคลียร์สัญญากับ นาโงย่า จนเสร็จสิ้น จึงเจรจาสัญญากับเขาจนลุล่วง และเปิดตัวเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่แห่งไฮบิวรี่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1996 นั่นเป็นครั้งแรกที่แฟนบอลอังกฤษรู้จักชื่อของเขา “อาร์แซน เวนเกอร์”

พฤษภาคม 1998 : ดับเบิ้ลแชมป์

การสร้างทีมของ เวนเกอร์ ถือว่าน่าสนใจ เขาดึงนักเตะจอมเทคนิคจากหลายที่มาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หน้าดาวรุ่งอย่างนิโกล่าส์ อเนลก้า , กองกลางผมสลวยอย่าง เอ็มมานูเอล เปอตีต์ ที่ตอนแรกเล่นเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ แต่ เวนเกอร์ จับมายืนเป็นมิดฟิลด์ในเวลาต่อมา

เวนเกอร์ ยังผนึกกำลัง เดนนิส เบิร์กแคมป์ ดาวยิงชาวดัตช์ เข้ากับการมาของ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส เพื่อนร่วมชาติ และในซีซั่น 1997-1998 เขาพา อาร์เซน่อล พลิกสถานการณ์จากตามหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 12 แต้มในเดือนมีนาคม แซงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเหลือเชื่อ ตามด้วยชัยชนะเหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-0 ในศึกเอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ ทำให้ เวนเกอร์ กลายเป็นกุนซือต่างชาติคนแรกที่คว้าดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศอังกฤษ

 

พฤษภาคม 2002 : ดับเบิ้ล-ดับเบิ้ล แชมป์

หลังจากปี 1998 อาร์เซน่อลเสียบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ไปให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาลต่อมา ต่อด้วยผูกขาดแชมป์พรีเมียร์ลีกอีก 2 สมัยซ้อน

เวนเกอร์ เสริมทัพสายเลือดใหม่ด้วยการเติม โซล แคมป์เบลล์ ที่ย้ายข้ามฟากมาจากสเปอร์ส , แอชลี่ย์ โคล แบ็กซ้ายดาวรุ่ง และ โรแบร์ ปิแรส กองกลางเชิงสูงชาวฝรั่งเศส ทุกอย่างลงตัว โดยเฉพาะเมื่อนำมาผนึกกำลังกับว่าที่สุดยอดกองหน้าระดับโลกในเวลานั้นอย่าง เธียร์รี่ อองรี

อองรี , ปิแรส , เฟร็ดดี้ ยุงเบิร์ก กลายเป็นสามประสานมหาประลัย พาอาร์เซน่อลเก็บแต้มเป็นว่าเล่นในลีก ก่อนที่สุดท้าย ซิลแว็ง วิลตอร์ จะมายิงประตูชัยพา “ปืนใหญ่” ชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และฉลองแชมป์ต่อหน้าแฟนบอลนับ 6 หมื่นคนที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

เวนเกอร์ ยังพาทีมเอาชนะ เชลซี ในเอฟเอคัพฤดูกาลเดียวกัน และทำให้เขาคว้าดับเบิ้ลแชมป์หนที่ 2 ในชีวิตอย่างยิ่งใหญ่

ฤดูกาล 2003-2004 : ไร้พ่าย

นี่คือฤดูกาลที่สร้างชื่อให้กับ เวนเกอร์ มากที่สุด และเขาเป็นกุนซือพรีเมียร์ลีกเพียงคนเดียว ที่พาทีมสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นตลอด 38 นัดที่ลงสนาม

เขามีผู้เล่นทุกคนที่เขาอยากจะใช้ นั่นคือฤดูกาลที่ “ปืนใหญ่” มีสภาพทีมที่สมบูรณ์และน่ากลัวที่สุด เธียร์รี่ อองรี ทำประตูรวมกันในฤดูกาลนั้นได้มากถึง 39 ประตู และคว้ารางวัลดาวซัลโวของลีกหลังทำได้ถึง 30 ลูก

สถิติในฤดูกาลนั้นของอาร์เซน่อล คือการชนะ 26 นัด เสมอ 12 นัด และแพ้ 0 นัด และไม่มีเดอะ กันเนอร์ส คนใด ลืมความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในฤดูกาลนั้นได้ลง

แม้ทุกคนจะเจ็บในอกเพราะรู้ว่ามันคือแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายของอาร์เซน่อล จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ตาม

พฤษภาคม 2006 : ใกล้ชิดบิ๊กเอียร์ที่สุด

อาร์เซน่อล ไม่เคยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับ อาร์แซน เวนเกอร์

พวกเขาทำได้สำเร็จในปีนั้นจากชุดผู้เล่นที่ยังน่ากลัวเช่นเดิม , เดนนิส เบิร์กแคมป์ ในฐานะตัวเก๋ายังคอยประคองทีม ร่วมกับ โรแบร์ ปิแรส , เธียร์รี่ อองรี และศูนย์หน้าตัวใหม่แกะกล่องอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

“ปืนใหญ่” ผ่านรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม บี ตามมาด้วยการปราบ เรอัล มาดริด ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจาก อองรี ทำประตูชัยพา เดอะ กันเนอร์ส ไปบุกชนะ “ราชันชุดขาว” ถึงถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว

เส้นทางของเวนเกอร์ไม่ง่าย พวกเขาผ่าน ยูเวนตุส ได้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ และพิชิตม้ามืดในปีนั้นอย่าง บียาร์เรอัล ลงได้

ที่น่าสนใจคือตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ยันรอบรองชนะเลิศ อาร์เซน่อล ไม่เสียประตูให้กับคู่แข่งเลยแม้แต่ลูกเดียว

ทุกอย่างใกล้เคียงกับคำว่า “ประวัติศาสตร์” เมื่อเวนเกอร์ นำลูกทีมลงไปเดิมพันครั้งใหญ่ กับนัดชิงชนะเลิศที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ พบ บาร์เซโลน่า โซล แคมป์เบลล์ ทำประตูขึ้นนำให้กับ อาร์เซน่อลก่อนในครึ่งแรก 1-0

พวกเขาคงอยากให้ผลการแข่งขันจบแบบนั้น  แต่ฟ้าใจร้ายกับพวกเขามากเกินไป เมื่อซามูแอล เอโต้ และ ชูเลียโน่ เบลเล็ตติ ทำ 2 ประตูรวด พา บาร์ซ่า คว้าแชมป์ในฤดูกาลนั้น

ซึ่งนั่นก็เป็นครั้งแรก และครั้งเดียว ที่อาร์แซน เวนเกอร์ และ อาร์เซน่อล เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรป

2006-2014 : ยุคมืด

การย้ายสนามจากไฮบิวรี่ไปสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ทำให้ทุกอย่างที่อาร์เซน่อลต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

นักเตะตัวหลักของทีมอย่าง โซล แคมป์เบลล์ และ โรแบร์ ปิแรส ต้องถูกขายเพื่อสมดุลทางการเงินของทีม ขณะเดียวกันก็ไม่มีรายรับมากเพียงพอที่จะซื้อนักเตะคุณภาพเข้ามา เพราะทุกอย่างต้องไปลงกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสนามแห่งใหม่

ทุกอย่างไม่ได้ดีอย่างที่เคยเป็น อาร์เซน่อลแปรสภาพจากทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก กลายเป็นทีมที่ขอเพียงแค่อันดับ 4 ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และอยู่ในวังวนเดิมๆคือ เล่นดีช่วงต้นฤดูกาล แต่มักจะมาแผ่วปลายพ่ายรวดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และสุดท้ายก็หลุดโค้ง ได้แค่ทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรป

ผู้เล่นคีย์แมนแต่ละปีทุกขาย ไล่ตั้งแต่เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ที่ย้ายไปร่วมทีมแมนฯซิตี้ , โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ และการเสีย เชสก์ ฟาเบรกาส คืนกลับไปให้กับ บาร์เซโลน่า

นั่นทำให้ “ปืนใหญ่” ลดความน่าเกรงขาม และลดระดับกลายเป็นเพียงทีมท็อปโฟร์ , ในยุคที่แมนฯยูไนเต็ด และ เชลซี สลับกันครองความเป็นใหญ่บนหัวตารางคะแนน ผนวกกับช่วงที่ แมนฯซิตี้ เริ่มสร้างทีมขึ้นมาเขย่าวงการฟุตบอลอังกฤษ จากการบริหารของกลุ่มทุนจากตะวันออกกลาง

ฝันร้ายมาสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมปี 2014 เมื่อ เวนเกอร์ พาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ เอฟเอคัพในปีนั้น ด้วยการเอาชนะ ฮัลล์ ซิตี้ ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลแรกของ เวนเกอร์ ในรอบ 9 ปี

2014-2017  : ยังไม่ดีพอ

แม้จะคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้สำเร็จ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลอาร์เซน่อลต้องการ พวกเขาหวังให้กุนซือเลือดเฟร้นช์พาทีมกลับไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง

ทีมของเวนเกอร์ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ทีมที่แย่ พวกเขามีนักเตะอย่างเมซุต โอซิล , อเล็กซิส ซานเชซ ที่พา “ปืนใหญ่” คว้ารองแชมป์ลีกในปี 2016 ที่เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์

เพียงแต่มันก็ยังไม่ดีพออยู่ดีที่จะกลับมาเป็นเต้ยแห่งวงการลูกหนังผู้ดี

เวนเกอร์ ทำได้เพียงแค่บวกแชมป์ เอฟเอคัพ เพิ่มไปอีก 2 สมัย เป็นรางวัลปลอบใจและซื้อเวลาไปทีละฤดูกาล แต่เสียงโห่ขับไล่กุนซือเลือดเฟร้นช์ เริ่มดังขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อทีมหลุดโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี

 แสดงให้เห็นชัดว่า เขาไม่ใช่กุนซือที่ทุกคนรักเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

2018 : อำลา และเฝ้ารอฉากจบ

An Arsenal fan with a “Wenger Out” sign is interviewed before the Premier League match at the Emirates Stadium, London. (Photo by Tim Goode/PA Images via Getty Images)

มันเป็นฤดูกาลที่เขาต้องเจอกับความกดดันที่สุด เพราะผลงานในลีกก็ยังคงไม่เป็นโล้เป็นพายเหมือนเดิม พวกเขาขยับขึ้นมาสูดลมหายใจใน 4 อันดับแรกแบบนับครั้งได้

ฟุตบอลถ้วยก็สิ้นหวัง , เขาพาทีมแพ้แมนฯซิตี้ ในรอบชิงชนะเลิศลีกคัพแบบไร้ทางสู้ (หรือหลายคนวิจารณ์ว่าไม่คิดจะสู้) และในเอฟเอคัพ ก็แพ้ทีมลีกต่ำกว่าอย่าง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ตกเพียงรอบที่ 3 เท่านั้น

ทุกนัดที่ทีมแพ้ จะมีแฟนบอลอาร์เซน่อลรวมตัวกันวิจารณ์ กดดันให้เขาลาออกจากตำแหน่ง แฟนบอลเริ่มหมดศรัทธา สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมเริ่มมีที่นั่งว่างมากขึ้น ทุกคนแสดงอารยะขัดขืนต้องการให้ เวนเกอร์ อำลาทีมสถานเดียว เขากลายเป็นชายแก่ที่ถูกเรียกว่ากุนซือตกยุค ที่ไม่มีใครต้องการเสียแล้ว

แม้ทีมจะดึงอดีตสองนักเตะระดับพระกาฬจากบุนเดสลีกาอย่าง ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมย็อง และ เฮนริค มคิทาร์ยานเข้ามา แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

สิ่งเดียวที่ยังทำให้ทีมยังมีลุ้นความสำเร็จอะไรสักอย่างอยู่ คงจะเหลือเพียงถ้วยยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ซึ่งเป็นกุญแจเดียวในการพาทีมกลับไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้า หลังจากอันดับในลีกขณะนี้อยู่ที่ 6 ตามทีมหัวตารางไม่ทันแน่นอนแล้ว

กระทั่งวันที่ 20 เมษายน , การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในที่สุด เมื่อ อาร์แซน เวนเกอร์ ประกาศอำลาตำแหน่งผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล หลังจบฤดูกาลนี้

แฟนบอลหลายส่วนใจหาย แต่บางส่วน ดีใจที่เขาไปพ้นๆได้เสียที , โดยที่ยังไม่รู้อนาคตชัดว่า ใครจะเข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่ และชะตากรรมของทีมในอนาคตจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ฉากจบของ เมอร์ซิเออร์ เวนเกอร์ ยังมาไม่ถึง , เขายังพาทีมอยู่ในการแข่งขันยูฟ่า ยูโรป้า ลีก และต้องลงเล่นกับแอตเลติโก มาดริดจากสเปนในช่วงปลายเดือน

เขามีโอกาสที่จะลงจากเก้าอี้อย่างสวยงามที่สุด , มันจะวิเศษแค่ไหนถ้าวันสุดท้ายในชีวิตการคุมทีมอาร์เซน่อลของเขา คือการฉลองแชมป์ร่วมกับลูกทีมและแฟนบอล ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

แต่มันจะเป็นเพียงภาพจินตนาการฉากจบสวยๆ หรือเป็นเรื่องจริง … ไม่มีใครรู้

รู้แต่เพียงว่า จากนี้อีกเดือนเศษ คงไม่มีแฟนบอลเดอะ กันเนอร์ส กล้าไล่เวนเกอร์ออกจากตำแหน่งอีก เพราะเขากำลังจะไปแล้ว

ทุกคนเพียงแต่รำลึกความหลัง นึกถึงสิ่งยิ่งใหญ่ที่เขาเคยทำให้กับทีม และคงจะช่วยกันทำให้ช่วงเวลาสุดท้ายที่นอร์ธ ลอนดอนของสุดยอดผู้จัดการทีมตลอดกาลคนหนึ่งที่ชื่อ อาร์แซน เวนเกอร์ จบลงอย่างตราตรึงใจมากที่สุดก็พอ…

 

Comments