WORAPATH – WHAT THE FOX : ไทยลีกเปลี่ยนโค้ช เท่ากับ ดื่มเพื่อลืมเธอ

วรปัฐ อรุณภักดี

“อาการน่าเป็นห่วง!!!” , “สุ่มเสี่ยง” , “เก้าอี้ร้อน” รวมถึงคำอื่นอีกมากมายคงได้นำมาใช้กันอีกมากมายในทุกสัปดาห์ของการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก (T1) หลังจากนี้แน่นอน เพราะหลังการจากไป (ไม่ได้ตายนะครับ หวังว่าคงไม่ซื่อกันขนาดนั้น) ของ มิซู ปาเตไลเนน เทรนเนอร์ฟินแลนด์ของอุบล ยูเอ็มที ที่พาทีมเปิดบ้านเสมอ ชัยนาท 1-1เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 เม.ย. 2561) วันรุ่งขึ้นเขาก็จบชีวิต (อันนี้ก็ไม่ได้ตายอีกนะครับ) ทันทีเป็นศพที่ 11

การเปลี่ยนแปลงโค้ชเพื่อปรับทีมให้กลับไปอยู่ในจุดปลอดภัยแบบไม่รอช้า หรือ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อารมณ์เหมือนคัดแล้ว คัดอีก มันไม่ได้เป็นเหตุการณ์ใหม่สำหรับวงการฟุตบอลอาชีพบ้านเราหรอกนะ เพราะมันก็มีทุกที่ทั่วโลก และที่มองกันว่าไทยน่าจะใช้โค้ชเปลืองสุด ก็คงไม่ถูกทั้งหมดซะทีเดียวในเมื่อลีกอื่นที่เราไม่ได้ติดตามเขาอาจจะเยอะกว่าเราก็ได้ใครจะไปรู้

สิ้นเสียงนกหวีดพร้อมผลการแข่งขันที่ไม่เป็นใจ ก็จำเป็นที่ต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งไม่มีตำแหน่งไหนแล้วล่ะที่จะสนุกมือเท่ากับโค้ช เพราะที่ผ่านมาสัจธรรมของอาชีพนี้ไม่ต่างกับกระโถนอยู่แล้ว ยิ่งซีซั่นนี้ต้องคัดทีมตกชั้นถึง 5 ทีม มัจจุราชฟุตบอลจึงต้องทำงานหนักตั้งแต่เริ่มต้น

ดังนั้นชื่อของ ดราโก มามิช (ชัยนาท ฮอร์นบิล) , คริสเตียน ซีเก (ราชบุรี มิตรผล เอฟซี) , ธชตวัน ศรีปาน (เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด), เรเน เดอซาเยียร์ (ราชบุรี มิตรผล เอฟซี) , โจเซฟ เฟเรร์ (บางกอกกล๊าส เอฟซี) , สกอตต์ คูเปอร์ (โปลิศ เทโร เอฟซี) , สะสม พบประเสริฐ (แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี), โกรัน บาร์ยัคทาเรวิช (ชลบุรี เอฟซี) , วิริยะ เผ่าพันธุ์ (ราชนาวี เอฟซี) , ชำนาญ แพรขุนทด (ราชนาวี เอฟซี) และ มิซู ปาเตไลเนน (อุบล ยูเอ็มที) จึงเรียงลำดับกันมาด้วยเหตุผลที่ต่างกรรมต่างวาระ

แต่ตัวเลขขนาดนี้หลังผ่าน 11 นัด กับเวลาเพิ่งแค่ 2 เดือนกว่า มันน่าตกใจมากจริงๆ เพราะมันบ่งบอกถึงความรู้สึกต่อเกมการแข่งขันในช่วงออกสตาร์ที่เต็มไปด้วยความกดดันของผู้บริหารทีม และ เจ้าของสโมสรที่เต็มไปด้วยความเครียดมากกว่าทุกฤดูกาล

“นั่นหมายความว่าที่ผ่านมาในทุกสัปดาห์จะต้องมีโค้ชตกงาน 1 คน ซึ่งจะมองว่ามันเป็นการบริหารทีมแบบโหดร้าย เอาแต่ใจก็ได้ หรือ เด็ดขาดเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมก็ดี โดยเป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำของบอร์ดบริหารสโมสรโดยชอบธรรม แม้บางเคสจะไม่ถูกจริตแฟนบอลก็ตาม”

เคสนี้นึกถึงปีไหนไม่ได้เลย นอกจากฤดูกาล 2014 (พ.ศ.2557) ที่สมาคมฟุตบอลฯ ประกาศตกชั้น 5 ทีมแบบไม่มีเวลาให้สโมสรตั้งตัว เล่นเอาหลายทีมเปลี่ยนโค้ชกันเป็นว่าเล่น ก่อนจบที่ตัวเลข 20 คนในตอนนั้น และเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ ปี 2009 เป็นต้นมา (เป็นครั้งที่ 13 ของการแข่งขันลีกอาชีพ แต่ผมยกให้เป็นยุคแรกของลีกที่มีความสำเร็จแบบยั่งยืน) โดย 5 ทีมดวงแตกที่ต้องตกชั้น ประกอบด้วย เพื่อนตำรวจ อันดับ 16 , พีทีที ระยอง อันดับ 17 , สงขลา ยูไนเต็ด อันดับ 18 , แอร์ฟอร์ซ เอวิเอ อันดับ 19 , สมุทรสงคราม อันดับ 20 ซึ่งทุกทีมที่ตกชั้นในปีนั้นมีการเปลี่ยนโค้ชด้วยกันทุกทีม ไม่ต่างกับ 5 ทีมที่อยู่ในเรดโซนฤดูกาลล่าสุด นั่นก็คือ บีจี เอฟซี อันดับ 14 , ราชนาวี อันดับ 15 , ชัยนาท ฮอร์นบิล อันดับ 16 , อุบล ยูเอ็มที อันดับ 17 , แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี อันดับ 18 ที่มีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้ฝึกสอนไปแล้วเช่นกัน

“สถิติมันไม่ได้การันตีถึงความแน่นอนกับประวัติศาสตร์ที่อาจเกิดการซ้ำรอย แต่มันเป็นเครื่องเตือนใจมากกว่าว่าทีมที่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน ก็โดนน้ำร้อนลวกในที่สุด อารมณ์เกาไม่ถูกที่คัน จะยิ่งแก้กลายเป็นยิ่งพันน่ะสิ”

แต่ทางเลือกมันมีแค่ 2 ทางนี่ คือ เปลี่ยน กับ ไม่เปลี่ยน ซึ่งทีมที่เคยฝืนชะตาตัวเองไม่เปลี่ยนในประวัติศาสตร์ก็มีมาแล้ว 4 ทีม คือ ศรีราชา (2009) , ราชนาวี (2011) , ขอนแก่น (2011) , อาร์มี่ ยูไนเต็ด (2016) และสุดท้ายก็ตายแต่โดยดีเหมือนกัน

สิ่งที่ผมจะสื่อสารก็คือว่าบางที เปลี่ยน กับ ไม่เปลี่ยน มันไม่มีความแน่นอนอะไรให้สบายใจแบบยั่งยืนหรอกครับ มันเป็นเพียงแค่การหาทางออกให้ปัญหาที่แก้ไม่ได้ในช่วงเวลาวิกฤตเท่านั้น

“เหมือนผู้ชายอกหักแล้วผิดหวังกับชีวิตรักตัวเอง แล้วต้องการดื่มเพื่อลืมเธอ ซึ่งสร่างเมาก็ยังเศร้า แต่ระหว่างเมาเท่าที่ผมเจอมา มันเศร้ากว่าเดิมอีกนะ 5555” 

ซึ่งบังเอิญว่า 10 ทีม จาก 18 ทีมดันมองวิกฤตของทีมตัวเองอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลเหมือนกัน และเชื่อเถอะถ้ายังหาที่ลงของปัญหากันแบบนี้ จะไม่มีทางแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงหรอก หรือผมอาจคิดไม่ถึงว่า นอกเหนือจากการแข่งขันที่เข้มข้นเพื่อแชมป์ และหนีตกชั้น ทุกสโมสรต้องการร่วมกันสร้างสถิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลไทยด้วยการปลดโค้ชมากกว่า 20 คนต่อ 1 ฤดูกาล…….โอ้ไม่นะ ซาร่า

วรปัฐ อรุณภักดี
ผู้ประกาศข่าว / ผู้บรรยายกีฬา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32

Comments