แฟร์เพลย์ไม่จริง! เซเนกัลร้องฟีฟ่าทบทวนกฎหลังญี่ปุ่นติ๊ดชึ่งเข้ารอบ

สมาคมฟุตบอลเซเนกัลยื่นเรื่องร้องเรียนถึงสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าหลังทีมชาติญี่ปุ่นเลือกเคาะบอลในแดนตัวเองจนหมดเวลาและไม่บุกเข้าใส่คู่ต่อสู้ ซึ่งในมุมของแฟนบอลบางส่วนแสดงถึงความไม่มีสปิริตในเกมฟุตบอล

ย้อนไปดูสถานการณ์ในรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายในช่วงท้ายเกมครึ่งหลัง ญี่ปุ่นตามหลัง โปแลนด์ 0-1 ขณะที่ เซเนกัล ตามหลัง โคลอมเบีย 0-1 เช่นกัน สถานการณ์ขณะนั้น ทีม “ซามูไร” จะเข้ารอบด้วยคะแนนแฟร์เพลย์เพราะประตูได้-เสียเท่ากันกับ เซเนกัล ทั้งหมด เพียงแต่หาก เซเนกัล ตีเสมอโคลอมเบียได้ญี่ปุ่นจะตกรอบทันที

ซึ่งแทนที่แข้งปลาดิบจะพึ่งตัวเองด้วยการบุกลุ้นทำประตูตีเสมอโปแลนด์ที่ตกรอบไปแล้ว กลับเคาะบอลไปมาในแดนตัวเองและหวังให้ โคลอมเบีย ยันสกอร์ที่นำอยู่อีกสนามเอาไว้ให้ได้ และสุดท้ายก็เป็นไปตามที่พวกเขาคาดไว้

เรื่องดังกล่าวถูกแฟนบอลและสื่อหลายสำนักวิจารณ์ในวงกว้าง เช่นเดียวกับสมาคมฟุตบอลเซเนกัลฯ ผู้เสียหายโดยตรงในเรื่องนี้

“ในอนาคตฟีฟ่าควรพิจารณาลงโทษต่อทีมที่เล่นในลักษณะแบบนั้น”

“ฟีฟ่าใช้วิธีการใหม่ในการคิดคะแนนแต่คะแนนแฟร์เพลย์แก้ปัญหาทุกอย่างได้จริงหรือ? หลังจบเกม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิดกับทั้งญี่ปุ่นและโปแลนด์”

“มันควรมีบทลงโทษสักทางต่อนักเตะ , โค้ช หรือทั้งสองทีมกับทัศนคติการเล่นแบบนั้น”

“สมาคมฯ เชื่อว่าญี่ปุ่นตั้งใจไม่เล่นฟุตบอลอีกแล้วเมื่อทราบว่าอีกสนามโคลอมเบียนำเซเนกัล มันเป็นวิธีการที่เข้าทางญี่ปุ่น แต่มันตรงกันข้ามกับจริยธรรมในการเล่นฟุตบอล”

“สมาคมฯของเรา ตกใจมากเมื่อทราบว่าโค้ชของญี่ปุ่น (อาคิระ นิชิโนะ) ไม่ปฏิเสธว่าเขาเป็นคนตัดสินใจให้นักเตะญี่ปุ่นเล่นด้วยวิธีดังกล่าวเพื่อรักษาสกอร์ที่ชนะ 1-0 เอาไว้”

“เราขอแจ้งฟีฟ่าตรงจุดนี้เพื่อให้พิจารณาถึงความไม่มีน้ำใจนักกีฬาที่นักเตะญี่ปุ่นได้แสดงออกมา การนับใบเหลือง-ใบแดงไม่ได้มีความหมายอะไร เนื่องจากการเล่นโดยไม่มีน้ำใจนักกีฬา คือการไม่เล่นฟุตบอล ไม่บุกใส่ฝั่งตรงข้ามเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนใบเหลืองและใบแดง”

ขณะที่ โคลิน สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการแข่งขันของฟีฟ่าทราบเรื่องดังกล่าวแต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนแปลงกฎกติกานี้

“นี่เป็นครั้งแรกที่เราใช้มันในฟุตบอลโลก เราจะพิจารณามันอีกครั้ง แต่ ณ เวลานี้เรายังยึดถือการคิดคะแนนและการตัดสินทีมเข้ารอบแบบเดิม” สมิธเผย

Comments