โมดิโบ้ ไมก้า : ความหวังในแนวรุกคนใหม่ของบุรีรัมย์?

แม้ว่าในช่วงนี้กระแสของแฟนกีฬาโดยเฉพาะแฟนฟุตบอลจะพุ่งเป้าไปที่ มิโลวาน ราเยวัช อดีตกุนซือ ทีมชาติไทย ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งแบบสายฟ้าแลบ หลังทำผลงานน่าผิดหวังด้วยการพ่าย อินเดีย 1-4 ตั้งแต่เกมประเดิมสนาม เอเชียน คัพ 2019 อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไป ตามวิถีของกีฬาฟุตบอล เฉกเช่นเดียวกับหลายๆสโมสรในศึก โตโยต้า ไทยลีก ที่กำลังลุยตลาดซื้อขายกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่หลายทีมที่ทุ่มงบประมาณเซ็นสัญญาคว้าตัวผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นไทย หรือ ต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีนักเตะใหม่เข้ามาสู่ทีม แน่นอนว่าผู้เล่นรายเก่าที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม ก็ย่อมต้องโบกมือลาต้นสังกัด แต่หลายคนคงไม่คิดว่า นักเตะที่ขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดในไทยลีก อย่าง ดีโอโก้ หลุยส์ ซานโต จะต้องแยกทางกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แบบชนิดที่เรียกได้ว่า ช็อคกันทั้งลีก เพราะดาวยิงรายนี้ถือตำนานกองหน้าของพลพรรค ปราสาทสายฟ้า รวมไปถึงเป็นตำนานผู้เล่นของศึกไทยลีกอย่างเต็มตัวไปแล้ว จากการยิงประตูถล่มทลาย พาทีมคว้าแชมป์นับไม่ถ้วน แถมยังจารึกสถิติอีกมากมายในการค้าแข้งกับทัพ เซาะกราว

สำหรับสถิติที่กล่าวไว้ประกอบไปด้วย การกลายเป็นผู้เล่นที่ยิงครบ 100 ประตู ได้เร็วที่สุดจากบรรดา 7 คนที่ทำได้ ซึ่งเขาอาจจะมาช้ากว่า พิภพ อ่อนโม้, ศรายุทธ ชัยคำดี, เคลตัน ซิลวา, ธีรศิลป์ แดงดา และ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส แต่หากนับจำนวนเกมที่ลงสนาม ดิโอโก้ ยิงครบร้อยลูกในการเล่นไทยลีกนัดที่ 104 เท่านั้น เหนือกว่าอันดับ 2 อย่าง เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ที่กว่าจะยิงแตะหลักร้อยต้องใช้เวลาลงสนามถึง 138 เกม

 

 

นอกจากนี้หัวหอกบราซิเลียนยังเป็นผู้เล่นที่ทำแฮตทริกสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก ด้วยการทำไปทั้งสิ้นถึง 8 ครั้ง และแม้ว่า ดิโอโก้ จะยิงประตูไม่ได้ทุกเกม แต่ทุกทีมที่เคยเป็นคู่แข่งของเจ้าตัวเขาในศึกไทยลีก ต่างก็โดนดาวยิงรายนี้ส่งบอลเข้าไปสู่ก้นตาขายมาแล้วทั้งหมด ซึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยลีกมีเพียง ดิโอโก้ คนเดียวคนนี้ที่ทำได้

 

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แฟนบอลหลายคนมองว่า บุรีรัมย์ ได้เสียกองหน้าที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรไปแล้ว และคงเป็นเรื่องยากมากๆที่ ปราสาทสายฟ้า จะหาดาวยิงมาเป็นตัวตายตัวแทนของ ดิโอโก้

 

ซึ่งในมุมมองของผู้บริหารที่ตัดสินใจขายเครื่องจักรสังหารรายนี้ให้กับ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ก็ย่อมมีเหตุผลหลายประการที่ซ่อนอยู่ ทั้งเรื่องของรายได้มหาศาลที่จะเข้าสู่สโมสร รวมไปถึงอายุอานามของ ดิโอโก้ ก็ย่างเข้าวัย 31 ปีไปแล้ว ซึ่งในเมื่อสโมสรได้ตัดสินใจขายออกไปแล้ว จะดีหรือไม่ดี ในเชิงธุรกิจฟุตบอล นั่นคือวิธีการปฏิบัติ และคงไม่สามารถบอกได้ว่าคุ้ม หรือไม่คุ้ม มันต้องรอเวลาอีกสักระยะ

 

 

แต่อย่าลืมว่า ที่ผ่านมาแฟนบอล ปราสาทสายฟ้า เริ่มชินตากับการเสียผู้เล่นตัวหลักออกจากทีม ตั้งแต่ราวๆปี 2012 ที่เป็นยุคของ คู่หูนิลกาฬ ทั้ง แฟรงค์ อาเชียมปง และ ฟรองค์ โออองซา โดยทั้งคู่ถือเป็นหัวใจสำคัญของ บุรีรัมย์ ในเวลานั้น หลังจากที่พาทีมคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น

 

แต่หากมองในมุมของการลงทุน ข้อเสนอ 1 ล้านยูโร (ราว 44 ล้านบาทในเวลานั้น) มันเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยประการทั้งปวง สำหรับการปล่อยตัว อาเชียมปง ออกจากทีมไปค้าแข้งกับ อันเดอร์เลทช์ ในลีกของเบลเยี่ยม ณ เวลานั้น

 

ส่วนในรายของ ฟรองค์ โออองซา ก็ถูกปล่อยยืมไปให้กับ กรอยเธอร์ เฟือร์ธ ทีมในลีกรองของเยอรมัน

 

 

 

การปล่อยตัว 2 กองหน้าในครั้งนั้น สร้างความไม่พอใจกับแฟนบอล ปราสาทสายฟ้า จนถึงฤดูกาล 2013 บุรีรัมย์ ได้คอนเนคชั่นจากสเปน และนำเข้าแข้งชาวสเปนมาร่วมทีมแบบยกเซ็ต ไม่ว่าจะเป็น คาร์เมโล่ กอนซาเลซ ,ออสมาร์ อิบันเญซ ,ฆาเบียร์ ปาตินโญ่ เรื่อยมาจนถึง มานูเอล เรดอนโด้ ซึ่งในฤดูกาลนั้น

 

ขุนพลจากแดนกระทิงดุ ก็สามารถทำให้ชื่อของ แฟรงค์ อาเชียมปง และ ฟรองค์ โออองซา เลือนหายไปจากความทรงจำของแฟนบอลอย่างรวดเร็ว

 

เพราะแข้งอิมพอร์ตเหล่านั้นโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม และช่วยกันพาทีมของ เนวิน ชิดชอบ ไปถึงฝั่งฝันด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 3 ได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

 

 

 

นอกจากนี้ คาร์เมโล่ กอนซาเลซ มิดฟิลด์ตัวรุกของพวกเขายังเข้าไปนั่งในหัวใจของแฟนบอล ปราสาทสายฟ้า จากผลงาน 23 ประตู พร้อมคว้ารางวัลดาวซัลโว และผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของศึกไทยลีกไปครอง ซึ่งด้วยผลงานที่น่าเกรงขาม คงไม่มีใครคิดว่า คาร์เมโล่ จะได้ค้าแข้งในสีเสื้อ บุรีรัมย์ เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น ก่อนตัดสินขายดาวเตะรายนี้ให้กับ สุพรรณบุรี เอฟซี ในปี 2015

 

 

เช่นเดียวกับ ออสมาร์ อินบันเญซ ที่โบกมือลาทีมไปอยู่กับ เอฟซี โซล ซึ่งจากรายงานระบุด้วยว่าการรับข้อเสนอปล่อยตัวปราการหลังขวัญใจชาว เซาะกราว ทำให้ บุรีรัมย์ มีรายได้มหาศาลเข้าสู่ทีมอีกครั้ง โดยการจากไปของ ออสมาร์ ทำให้ บุรีรัมย์ ต้องมองหาปราการหลังรายใหม่เพื่อมาลดแรงเสียดทานจากกระแสแฟนบอล และก็ได้ตัว อันเดรส ตูเญซ กองหลังทีมชาติเวนาซูเอล่า มาร่วมทีม ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ ทุกท่านก็คงได้ประจักษ์กันไปแล้วกับความสามารถของกองหลังจอมถล่มประตูรายนี้กับเกียรติประวัติแชมป์ไทยลีก 4 สมัย และยังเป็นกำลังสำคัญของทีมอยู่จนถึงทุกวันนี้ และก็คงไม่มีแฟนคนไหนเสียดาย ออสมาร์ อีกแล้ว

 

ปี 2015 จากการเข้ามาคุมทีมของ อเล็กซานเดร์ กาม่า กุนซือชาวบราซิล ส่งผลให้ฤดูกาล บุรีรัมย์ เปลี่ยนโหมดจากการพึ่งพานักเตะสเปน มาใช้แกนหลักเป็นผู้เล่นบราซิล ซึ่ง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต อดีตกองหน้าของ พัลเมรัส ก็คือหนึ่งในผู้เล่นบราซิล ร่วมกับ จิลแบร์โต้ มาเชน่า และ ราฟาเอล โคเอลโญ่ ที่ตบเท้ามาค้าแข้งในถิ่น ไอ โมบาย สเตเดี้ยม ณ เวลานั้น โดยจากมาตรฐานที่สูงลิ่วที่บรรดาแก็งค์นักเตะสเปนทำไว้ โดยเฉพาะผลงานของ คาร์เมโล่ กอนซาเลซ ที่ทำเอาไว้ มันอาจเป็นแรงกดดันของทัพนักเตะใหม่จากแดนกาแฟ โดยเฉพาะในรายของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ที่ต้องแบกความหวังของแฟนบอลทุกคน โดยมีผลงานของ พระเจ้าคนเก่า เป็นตัวประเมิน

 

 

และเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น กองหน้าชาวบราซิลก็สถาปนาตัวเองเป็น พระเจ้าคนใหม่ ของ บุรีรัมย์ อย่างรวดเร็ว ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ไทยลีกมาครองเป็นสมัยที่ 5 แถมยังยิงประตูในไทยลีกไปถึง 33 ลูกจากการลงสนาม 32 เกม นั่นเท่ากับว่าการตัดสินใจของ บุรีรัมย์ ในเรื่องการปล่อยผู้เล่นคนสำคัญออกจากทีม เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

 

 

โดยช่วงเวลา 4 ปีของ ดิโอโก้ ในรั้ว ช้าง อารีน่า เจ้าตัวสร้างรอยยิ้มและความสุขมากมายให้กับสาวก ปราสาทสายฟ้า และยังถูกยกย่องให้เป็นผู้เล่นต่างชาติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกของประเทศไทยด้วย

 

ดังนั้นหากสโมสรตัดสินใจขาย ดิโอโก้ ออกจากทีม จึงเหตุไม่มีเหตุผลอะไรที่ บุรีรัมย์ จะต้องเสียดาย เพราะถือเป็นวิถีฟุตบอลที่เกิดขึ้นกับทุกทีมบนโลกใบนี้ และถึงตอนนี้ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร บุรีรัมย์ ก็ประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัวดาวยิงรายใหม่มาเสริมทัพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าพวกเขาใช้เวลาไม่นานเลย หลังจากที่เสีย ดิโอโก้ ออกจากทีม แสดงให้เห็นแผนการที่ตระเตรียมไว้แล้วเป็นอย่างดี

โดยกองหน้ารายนี้ที่จะต้องเข้ามาแบกความหวังของทีม รวมไปถึงแฟนบอล ปราสาทสายฟ้า ก็คือ โมดิโบ ไมอิก้า กองหน้าดีกรีทีมชาติมาลี และเคยผ่านประสบการณ์ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ เวสต์แฮม มาแล้ว โดย ไมก้า วัย 31 ปีถือว่ามีโปรไฟล์ที่ไม่ธรรมดา โดยเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งกับ ราจา คาซาบลังก้า สโมสรในลีกโมร็อกโก ก่อนย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสกับ เลอ มองส์

 

ปี 2010 ไมก้า ได้รับโอกาสในการย้ายไปอยู่กับ โซโชซ์ และเริ่มคายพิษสงด้วยการยิงไป 15 ประตู พร้อมกับพาต้นสังกัดจบอันดับที่ 3 ของลีกแดนน้ำหอม แถมยังได้สิทธิ์รอบคัดเลือกศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนสลีก ในปีนั้นด้วย โดยตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่อยู่กับ โซโชซ์ เจ้าตัวยิงไปถึง 24 ประตูจากการลงสนาม 59 เกม ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แห่งศึกพรีเมียร์ลีกในปี 2012

อย่างไรก็ตามผลงานในฤดูกาลแรกกับ ขุนค้อน ไมอิก้า ยิงไปเพียง 2 ประตูเท่านั้นจากการลงสนาม 20 เกม ก่อนจะค่อยๆหายไปจากทีม จนฤดูกาลที่ 2 ในแดนผู้ดี ไมก้า ก็ยิงไปเพียงลูกเดียวจากการลงเล่น 14 เกม และถูกจับนั่งสำรองยาวจนต้องย้ายไปอยู่กับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในช่วงเดือนมกราคม 2014

 

เดือน สิงหาคม ปี 2014 ไมก้า กลับไปเล่นในฝรั่งเศสอีกครั้งกับ เม็ตซ์ และทำผลงานได้ไม่เลวเมื่อยิงไป 9 ประตูจากการลงสนาม 26 เกม แต่เจ้าตัวก็ยังกับทีมได้แค่ปีเดียว ก็เริ่มมองหาความท้าทายใหม่ด้วยการย้ายไปเล่นในทวีปเอเชียครั้งแรกกับ อัล นาสเซอร์ สโมสรมหาเศรษฐีในซาอุดิอาระเบีย และมีผลงานยิง 5 ประตูจากการลงสนาม 19 เกม ปีต่อมา ไมก้า ชีพจรลงเท้าอีกครั้งด้วยการย้ายไปเล่นใน สหรัฐ อาหรับ เอมิเรตส์ กับสโมสร อัล อิติฮัต คัลบาร์ และยิงไปอีก 9 ประตูจาก 23 เกมที่ลงสนาม

โดยต้นสังกัดล่าสุดของดาวยิงชาวมาลีก็คือ อัจมาน คลับ ในยูเออี ที่เจ้าตัวย้ายไปร่วมทีมตั้งแต่ปี 2016 และเพียงฤดูกาลแรก ไมก้า ก็จัดการยิงไป 10 ประตูจากการลงเล่น 19 เกม ก่อนจะแยกทางกับ อัจมาน หลังจบฤดูกาล และกลายเป็นนักเตะไร้สังกัดมาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2018 ดังนั้นอาจเป็นความเสี่ยงเดียวที่ทำให้ ไมก้า ต้องกลับมาฟื้นฟูฟอร์มการยิงประตูกลับมาอีกครั้ง ภายใต้ความหวังของแฟนๆ ปราสาทสายฟ้า กับฤดูกาล 2019 ที่กำลังจะมาถึง

 

ซึ่งกองหน้าจากทวีปแอฟริกรายนี้ ยังมีสถิติที่น่าสนใจมากๆ นั่นก็คือการที่ ไมก้า ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ผู้เล่นในตำแหน่งตัวจบสกอร์ที่ดีสุดในโลก อันดับที่ 11 ไม่นับรวมลูกจุดโทษ ซึ่งสถิติดังกล่าววัดจาก การเปลี่ยนจำนวนครั้งในการยิง และได้ผลออกมาเป็นประตูให้กับทีม โดยเป็นการเกมข้อมูลตั้งแต่ปี 2006 จากสถิติของผู้เล่นใน 5 ลีกยักษ์ใหญ่ของยุโรป

 

สำหรับทรงและบุคคลิกการเล่นของ ไมก้า เจ้าของส่วนสูง 185 เซนติเมตร ถือเป็นกองหน้าที่มีความครบเครื่องอยู่ในตัวเอง ทั้งการไปกับบอล ความสามารถเฉพาะตัว ลูกกลางอากาศ และความแข็งแกร่ง ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะหากเทียบกับ ดิโอโก้ ก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างกันมากนักสำหรับสไตล์การเล่น แต่ก็ต้องมาดูกันที่ผลงานของเจ้าตัวภายใต้สีเสื้อของต้นสังกัดใหม่ว่าจะสอบผ่านได้มากน้อยแค่ไหน กับการเข้ามาทดแทน ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต

อย่างไรก็ตามถึงตอนนี้แม้ว่าจะไม่มีคำตอบว่า ไมก้า จะเข้ามาทดแทนการจากไปของ ดิโอโก้ ได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ทำให้เหล่าบรรดาแฟนบอลอุ่นใจได้บ้างก็คือประสบการณ์จากการเสียผู้เล่นสำคัญในอดีตที่ผ่านมา พร้อมกับนำเข้าผู้เล่นหน้าใหม่จนกลายเป็นตำนานของทีม รวมไปถึงประกาศิตจากประธานสโมสรอย่าง เนวิน ชิดชอบ ที่ให้คำสัญญาโดยลั่นวาจาเอาไว้ในขึ้นปีใหม่ปี 2019 ว่า

 

“ฤดูกาลหน้า ไม่ว่าใครจะอยู่หรือไป แต่ บุรีรัมย์ จะเป็นแชมป์อีกสมัยอย่างแน่นอน”

 

Comments