วิลเลี่ยม จอห์น วอลล์ แมวมอง เลสเตอร์ ผู้ใช้ข้อมูลจากเด็กเก็บบอล

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “คิง เพาเวอร์ คัพ 2018” (King Power’s Cup 2018) รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด เดอะ เบสท์ อันเดอร์ ฟิฟท์ทีน ทัวร์นาเม้นต์ “THE BEST U-15 TOURNAMENT” ชิงเงินรางวัลทุนการศึกษาสูงสุด 1 ล้านบาท และเฟ้นหาสุดยอดเยาวชนไทยฝีเท้าดีจำนวน 10 คน เพื่อเข้าร่วมโครงการนักเตะเยาวชน “ฟ็อกซ์ ฮันท์” รุ่นที่ 4 ไปฝึกทักษะฟุตบอลแบบมืออาชีพ ที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง

 

โดยมี มิสเตอร์ วิลเลี่ยม จอห์น วอลล์ หัวหน้าสเก๊าต์ อะคาเดมี่ ของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษ บินตรงมาดูฟอร์มนักเตะเยาวชนไทยในทัวร์นาเม้นต์นี้อย่างใกล้ชิดติดขอบสนาม และเขายังได้ออกมาเปิดเผยถึงประสบการณ์การเป็นแมวมองมากว่า 40 ปี และได้กล่าวถึงสโมสรที่เขารับใช้และเต็มใจทำงาน โดยมีดีกรีเป็นถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015/16 นั่นคือ เลสเตอร์ ซิตี้

 

 

อะไรที่เด็กไทยยังต้องพัฒนาในสายตาของแมวมองมากประสบการณ์รายนี้ และเขามีวิธีการเก็บข้อมูลของผู้เล่นแต่ละคนอย่างไร เรามาพูดคุยกับบุคคลสำคัญที่เดินทางมาคัดเลือกเด็กไทยไปฝึกฝีเท้าที่สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ 

 

“ผมเริ่มต้นชีวิตในวงการลูกหนังด้วยการเป็นนักฟุตบอล แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้ผมต้องยุติการเล่นฟุตบอลในวัยเพียงแค่ 17 ปี แต่ผมก็ยังคงคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลอยู่ ต่อมาอดีตเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งซึ่งผันตัวเองไปทำงานในฐานะแมวมองได้ชักชวนให้ผมเข้ามาช่วยงาน ผมจึงเริ่มงานในอาชีพแมวมองตั้งแต่วันนั้น”

 

 

“ผมเริ่มต้นการเป็นแมวมองด้วยการทำหน้าที่มองหานักเตะเยาวชนฝีเท้าดีเข้าทีม ในช่วงเริ่มต้นไม่มีใครฟังหรือสนใจในสิ่งที่ผมพูดเพราะพ่อแม่เด็กทุกคนคิดว่าตัวเองเก่งกว่าผม การที่คุณมองผู้เล่นคนหนึ่งแล้วคิดว่าในอนาคตเขาจะต้องเก่ง แต่แล้วต่อมาผู้เล่นคนนั้นไม่ได้เก่งแบบที่เราคิด ทำให้เราเรียนรู้ในความผิดพลาดจากการสังเกตุ การค่อย ๆ เก็บลักษณะเด่นของคนที่เก่งกับข้อผิดพลาดของคนที่ไม่เก่งจะทำให้สุดท้ายแล้วคุณได้ข้อสรุปว่า ลักษณะของผู้เล่นที่ดีควรจะต้องเป็นอย่างไร อะไรคือลักษณะเด่นที่ผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพควรจะต้องมี”

 

 

“ผมมักจะนั่งคุยกับเด็กเก็บบอลเพื่อสอบถามพวกเขาว่า เหล่าบรรดานักเตะระดับท็อปของลีกเล่นอย่างไร เคลื่อนที่อย่างไร ลักษณะของนักเตะเหล่านี้เวลาอยู่ในเกมเป็นแบบไหน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คือผู้ที่ได้เห็นนักฟุตบอลดาวดังอย่างใกล้ชิดในการลงสนามเกมแข่งขันจริง นี่คือสิ่งที่ผมใช้ในการเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้เล่นระดับโลก โดยผมทำแบบนี้ซ้ำ ๆ เป็นสิบปี”

 

“ซึ่งจากจุดนี้ทำให้ผมได้ข้อมูลในเชิงลึกอย่างแท้จริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องหาข้อแตกต่างระหว่างผู้เล่นแต่ละคน อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนหนึ่งเก่งคนหนึ่งไม่เก่ง คุณจะต้องตั้งใจมองมันดี ๆ มันมักจะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองข้ามเสมอ แต่ถ้าคุณตั้งใจกับมันจริง ๆ คุณจะหามันเจอ วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ สังคม ปัจจัยเหล่านี้มีผลกับนักเตะทุกคนเสมอ ด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันก็จะทำให้นักเตะแต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

 

 

“เด็กไทยแต่ละคนมีทักษะส่วนตัวที่ดีมาก แต่ไม่มีความเข้าใจในการเล่นในระบบทีม นี่คือสิ่งที่ผมมองเห็น เด็กไทยมักจะเล่นฟุตบอลโดยคิดถึงแค่ร่างกายตัวเองกับลูกฟุตบอล ซึ่งเด็กไทยเก่งมาก ๆ ในเรื่องการเล่นบอลคนเดียวนี้ แต่จริง ๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะ”

 

“แต่ด้วยสิ่งที่เด็กเหล่านี้มี ผมก็เชื่อว่าจะสามารถนำไปต่อยอดได้เมื่อได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องในอนาคต ตลอดชีวิตการทำงาน ผมเป็นแมวมองให้เพียงแค่สโมสรเดียว ซึ่งก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้” โดยบิลเล่าว่า ในอดีตเขามีเด็กในอะคาเดมี่เพียงไม่กี่คน เอาเด็กทุกช่วงอายุมารวมกันอาจจะสามารถตั้งทีมขึ้นมาได้แค่ทีมเดียวด้วยซ้ำแต่ด้วยการเข้ามาซื้อทีมของกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ โดย คุณวิชัย ศรีวัฒนประภาและครอบครัว ทำให้ระบบภายในหลาย ๆ อย่างของสโมสรเปลี่ยนไป ปัจจุบันสโมสรมีทีมเยาวชนในทุกช่วงอายุตั้งแต่ 7 ขวบ ไปจนถึง 21 ปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สโมสรและเมืองเลสเตอร์เปลี่ยนไปอย่างมาก”

“เรามีการแข่งขันที่มากขึ้น นักเตะมีโอกาสที่มากขึ้น ผู้คนมีความสุขมากขึ้นกับการที่ทีมที่ตัวเองรักมีศักยภาพและความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นและแน่นอนพวกเขามีความภาคภูมิใจในสโมสร ซึ่งทุกคนรู้สึกขอบคุณคิง เพาเวอร์ และคุณวิชัย เป็นอย่างมาก”

 

“สำหรับนักเตะที่ผมมีส่วนในการนำพาเข้ามาในทีมได้แก่ เบน ชิลล์เวลล์ และ ฮัมซ่า เชาฮ์ดรี้ ที่เหลือคุณนึก ๆ เอานะผมจำไม่ได้ (หัวเราะ)” บิลยังบอกอีกว่า มีเด็กอีกหลายคนที่กำลังรอเวลาจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งพวกเราจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้”

 

“สำหรับความสำเร็จที่สุดตลอดอาชีพของผม คือการที่เขาได้เป็นหัวหน้าทีมแมวมอง อะคาเดมี่ให้กับทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งมีอัตราต่อรองการเป็นแชมป์ก่อนเปิดฤดูกาลอยู่ที่ 5000 : 1 ซึ่งเขามั่นใจว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่สามารถพูดสิ่งนี่ที่นี้ได้”

Comments