EXCLUSIVE INTERVIEW : วรวุธ ศรีมะฆะ “จุดแข็งของทีมไทยคือใจเกินร้อยทุกคน”

อดีตกุนซือผู้พาช้างศึกคว้าเหรียญทอง ซีเกมส์ 2017 พูดถึงเหล่านักเตะที่ร่วมงานกันมาตลอด 1 ปีกว่า กับทัวร์นาเมนต์ M-150 Cup อะไรคือจุดแข็งที่ไทยจะใช้ต่อกรกับทีมชั้นนำเอเชีย

ศึกฟุตบอล M-150 Cup ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ได้ประกาศผลการจับสลากออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดย ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เจ้าภาพ ต้องเจองานหนักในการอยู่ร่วมสาย A กับ ญี่ปุ่น และ เกาหลีเหนือ สองทีมแกร่งระดับทวีปในรุ่นอายุนี้

ตลอดระยะเวลา 1 ปีกว่าๆที่ผ่านมา มีหลากหลายทัวร์นาเมนต์ ในต่างแดนที่ ช้างศึกเลือดใหม่ ภายใต้การนำของ วรวุธ ศรีมะฆะ ได้ไปเคยประกาศศักดาคว้าแชมป์มาแล้วทั้ง เนชั่นส์ คัพ, ดูไบ คัพ รวมถึง ซีเกมส์ 2017 และรองแชมป์ ทันห์ เนียน นิวส์เปเปอร์ คัพ

จนมาถึงทัวร์นาเมนต์ล่าสด “ช้างศึกเลือดใหม่” จะได้ลงเล่นบนแผ่นดินสยาม ในศึก M-150 Cup ที่สนามไอ โมบาย สเตเดียม จังหวัดบุรีรัมย์

ก่อนการแข่งขันจะเปิดฉากขึ้น เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ วรวุธ ศรีมะฆะ ถึงความพร้อม, ขุมกำลังนักเตะ และจุดแข็งที่จะนำไปสู้กับ บรรดาคู่แข่งบิ๊กเนมของเอเชีย

วัดใจก่อนชิงแชมป์เอเชีย

นอกเหนือจากรายการ M-150 Cup จะเป็นเวทีประลองแข้งของ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ก่อนภารกิจสำคัญอย่างศึก ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศจีน แล้ว

ผลการจับสลากที่ออกมายังทำให้ ช้างศึก ได้วัดแข้งกับ 2 คู่แข่งโดยตรง ที่จะต้องไปพบกันอีกครั้งใน ชิงแชมป์เอเชีย โดยเรื่องนี้ โค้ชโย่ง กล่าวว่า

“สำหรับ M-150 Cup ต้องบอกว่าเป็นรายการที่ดีมากๆ เพราะหากดูจากรายชื่อแต่ละทีมที่เราเชิญมา อย่าง ญี่ปุ่น, อุซเบกิสถาน และ เกาหลีเหนือ พวกนี้เป็นทีมระดับท็อปของเอเชียทั้งสิ้น การเชิญเขามาเตะที่บ้านเรา ในเวลาพร้อมๆกันไม่ใช่เรื่องง่าย ถือเป็นโอกาสที่ดีของทีมชาติไทย”

“ขณะเดียวกัน M-150 ก็ยังเชิญทีมชั้นนำของอาเซียนทั้ง เวียดนาม และ เมียนมา มาร่วมแข่งขันด้วย ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า เราให้เกียรติทีมในภูมิภาค และจะเป็นจุดกระแสความนิยมไปทั่วอาเซียน ที่ทั้ง เวียดนาม ไทย เมียนมา จะได้เจอวัดฝีเท้ากับทีมระดับเอเชียด้วยเหมือนกัน เพื่อหาแชมป์”

ผู้ช่วยเฮดโค้ชทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี กล่าวต่อถึง 2 คู่แข่งร่วมสายทั้ง ญี่ปุ่น และ เกาหลีเหนือ ด้วยอีกว่า

“ญี่ปุ่นนี่เขามีมาตรฐานที่สูงอยู่แล้ว แต่ที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือ เกาหลีเหนือ ตอนที่เขามาเล่นคิงส์ คัพ เขาเปลี่ยนสไตล์การเล่นไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้นบอลโยนยาว วิ่งชนปะทะ เปลี่ยนมาเป็นต่อบอลตามช่อง ทำชิ่ง โดยมีโค้ชจากยุโรปมาวางระบบให้ ตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่น่ากลัวของ เกาหลีเหนือ ที่จะมองข้ามไม่ได้”

พลังฮึดสู้ของช้างศึก

แต่จากมุมมอง ของ “โค้ชโย่ง” ผู้ที่เห็นพัฒนาการ ของผู้เล่นในทีมชุดนี้มาอย่างยาวนาน และร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆมากมาย ตลอด 1 ปีกว่า กลับมองเห็น “พลัง” บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวแข้งทีมชาติไทย

“กว่าจะได้มาเป็นเด็กชุดนี้ เราผ่านการคัดผู้เล่นมาเยอะมากๆ ตลอด 1 ปีกว่าๆ ที่ได้ทำทีม มีคำถามมากมายว่า ทำไมบางคนเล่นในลีกได้ดี แต่เล่นทีมชาติไทยไมดี อันดับแรกคือ เรามองหา คนที่มีความมุ่งมั่น ทนรับแรงกดดัน และเป็นเยาวชน ที่น้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลา เราเคยผ่านประสบการณ์ตรงนี้มาก่อน เราต้องการคนที่พร้อมรับฟัง ในสิ่งที่เราถ่ายทอดไป แล้วมาปรับจูนเข้าหากัน”

“พอเราได้เด็กชุดนี้มา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการร่วมงานในรายการต่างๆ คือ พวกเขามีจิตใจที่เกินร้อย หลายครั้งเราทำผลงานไม่ดี ตกเป็นรอง แต่เขาก็ไม่ยอมถอดใจ อยากเล่น อยากสู้ อยากชนะ และแสดงความมุ่งมั่นออกมาให้ผมเห็นหลายครั้ง”

“อย่างใน ซีเกมส์ พวกเขาต้องเล่นท่ามกลางกองเชียร์จำนวนมาก ที่มาเชียร์ฝ่ายตรงข้าม แต่ก็สามารถเล่นจนชนะ และเรียกเสียงปรบมือจากคู่แข่งได้ คู่ต่อสู้ให้การยอมรับว่า เราคือทีมที่ดีสุดในอาเซียน”

“สปิริต ความมุ่งมั่น ไม่กลัวคู่แข่ง คือสามสิ่งที่เด็กชุดนี้มีในตัวสูง ที่สำคัญเด็กพวกนี้เขาอยากพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดดเวลา”

ทีมชาติไทยเล่นที่ไหน ก็คือทีมชาติไทย

แม้จะวันนี้ วรวุธ ศรีมะฆะ จะวางมือจากตำแหน่งเฮดโค้ช ผันตัวเองมาเป็นมือขวาแล้ว แต่ความรู้ ประสบการณ์ ยังถูกส่งต่อมายัง โซรัน ยานโควิช อดีตกองหน้าทีมชาติบัลแกเรีย เพื่อร่วมด้วยช่วยกัน นำพา ช้างศึกเลือดใหม่ ไปสู่จุดหมายเดียวกันในระดับเอเชีย

“การร่วมงานกับ โซรัน เป็นไปได้ด้วยดี เขาเป็นโค้ชที่เปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนรอบข้าง มีความเข้าใจกันดี เพราะเราเคยผ่านประสบการณ์การเล่นฟุตบอลในระดับเอเชียมาเหมือนกัน ตอนนี้เรามีจุดหมายเดียวกัน คืออยากพัฒนาทีมชุดนี้ให้ยกระดับขึ้นไปอีก”

นอกจากนี้ โค้ชโย่ง ยังพูดถึงการจัดทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ ในหัวเมืองอีสานใต้ อย่างจังหวัดบุรีรัมย์ ว่าเป็นผลดี และอยากเห็นกองเชียร์ช้างศึกมาให้กำลังใจ ทีมชาติไทย กันเยอะๆ

“ทุกวันนี้คนดูทีมชาติไทยเยอะนะครับ แต่อยากให้ลองมาดู เยาวชนรุ่นใหม่บ้าง การได้ไปเล่นฟุตบอลตามหัวเมือง น่าจะเป็นกระตุ้นคนในพื้นที่ และเป็นมิติใหม่ๆ จากเดิมฟุตบอลต้องจัดแค่ในเมืองหลวงอย่างเดียว”

“แต่ผมคิดว่าเมื่อเราสวมเสื้อทีมชาติไทยแล้ว ไม่ว่าจะเล่นที่จังหวัดไหนในประเทศ เราก็คือ ทีมชาติไทย ต้องเล่นให้ได้มาตรฐาน เล่นให้สมศักดิ์ศรี ไม่ต้องสนใจว่าคู่แข่งจะเป็นใคร ขอแค่เต็มที่ทุกนัด เล่นให้แฟนบอลมาดูแล้ว อยากกลับมาดูใหม่ เป็นที่จดจำของแฟนบอล แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ”

Comments