เสี่ยงทายจนได้ดี: 41 วันอันเหลือเชื่อของมัลดีฟส์สู่แชมป์เอเชียใต้

สก๊อต แมคอินไทร์ คอลัมนิสต์จาก FOX Sports Asia ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ เปตาร์ เซเกิร์ต เฮดโค้ชชาวโครเอเชียผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของมัลดีฟส์ในการคว้าแชมป์เอสเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ

“มันแทบจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลย แต่ผมเป็นคนที่เชื่อในความฝัน สุดท้ายเราต่างกอดคอกัน เพราะเราสามารถทำความฝันให้เป็นจริง”

ความฝันของเซเกิร์ตคือการพาทีมชาติมัลดีฟส์คว้าแชมป์เอเชียใต้เป็นสมัยที่ 2 ด้วยการเอาชนะมหาอำนาจของภูมิภาคอย่างอินเดียไป 2-1 ในการแข่งขันที่จัดขึ้นที่บังคลาเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

“เราได้ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลมัลดีฟส์ ซึ่งได้สร้างความหวังให้กับเยาวชนของมัลดีฟส์ ผู้เล่นและทีมงานของเราทำงานกันอย่างหนักตลอด 6-7 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้ได้มาซึ่งแชมป์ในครั้งนี้” เซเกอร์ให้สัมภาษณ์กับ FOX Sports Asia

อินเดียและมัลดีฟส์มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในบรรดาเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละเมืองของอินเดีย มีพื้นที่และประชากรมากกว่ามัลดีฟส์ทั้งประเทศเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นชาติที่ประสยความสำเร็จมากที่สุดในรายการฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียใต้ โดยคว้าแชมป์ไปได้ 7 จาก 12 สมัย นับตั้งแต่จัดการแข่งขันเมื่อปี 1993

ในด้านสโมสรฟุตบอล อินเดียมี 2 ลีก 20 ทีม (ซูเปอร์ลีก 10 ทีมและไอ-ลีก 10 ทีม) ซึ่งทั้งสองลีกมีจ่ายเงินค่าเหนื่อยให้กับซูเปอร์สตาร์ต่างชาติและผู้เล่นทีมชาติอย่างไม่อั้น ต่างจากมีลดัฟส์ที่มีสโมสรระดับกึ่งอาชีพเพียง 10 ทีม และเพิ่งดำเนินการแข่งขันลีกอาชีพได้เพียง 4 ปี และนักเตะอาชีพลงทะเบียนอยู่เพียง 374 คนเท่านั้น

“เราได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยผู้เล่นหน้าใหม่และเยาวชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เล่นระดับกึ่งอาชีพ” เซเกิร์ตเล่าเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อผ่าน FOX Sports Asia

“ผู้เล่นของเราส่วนใหญ่ทำงานตั้งแต่ 8.00-15.00 น. ซึ่งแต่ละคนต่างทำงานในออฟฟิศบ้าง ในด่านตรวจคนเข้าเมืองบ่้าง หรือแม้กระทั่งในสนามบิน ซึ่งทุกคนต่างเติมตันความฝันด้วยการเป็นนักฟุตบอลลงเล่นในลีกในประเทศของเรา”

“คุณคงนึกภาพไม่ออกว่า เราจะสามารถพัฒนาวงการฟุตบอลมัลดีฟส์อย่างไร เมื่อผู้เล่น 27 คนของเรา ต่างประกอบอาชีพที่เหลือเชื่อกันทั้งนั้น พวกเขาต้องจากเพื่อนฝูงและครอบครัวตลอด 41 วันเพื่อเตรียมทีมไปสู่ประวัติศาสตร์บทใหม่”

มัลดีฟส์เริ่มต้นนัดแรกด้วยการแพ้อินเดีย 0-2 ก่อนที่จะเสมอศรีลังกาไป 0-0 และเป็นเรื่องบังเอิญที่ศรีลังกาแพ้อินเดีย 0-2 อีก ทำให้ทั้งมัลดีฟส์และศรีลังกามีแต้ม, ประตูได้เสีย และเฮดทูเฮดที่เท่ากัน ทำให้ต้องใช้การเสี่ยงเหรียญหัวก้อยตัดสิน และเป็นมัลดีฟส์ที่ชนะในการเสี่ยงทาย ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปชนะเนปาลได้ 3-0 ก่อนพลิกเอาชนะอินเดีย 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่มัลดีฟส์ได้ประตูนำไปก่อน 2-0

ถึงแม้ว่าทีมชาติอินเดียจะใช้ชุดผู้เล่นอายุต่ำกว่า 23 ปีทำการแข่งขันในรายการนี้ แต่ชัยชนะในรายการนี้ของมัลดีฟส์ก็ถือว่าชัยชนะครั้งยิ่งใหญืสำหรับทีมจากหมู่เกาะเล็กๆกลางมหาสมุทรอินเดีย

“เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก ที่ผู้เล่นของเราสามารถเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับแผนการเล่นได้ภายใน 41 วัน ซึ่งกว่าอินเดียจะทำได้ต้องใช้เวลาหลายปี” กุนซือชาวโครแอตผู้เติบโตในเยอรมนีกล่าว

ก่อนหน้าที่เซเกิร์ตจะเข้ามาคุมมัลดีฟส์นั้น เขาเคยคุมทีมชาติอัฟกานิสถานมาก่อนแต่ต้องหนีภัยสงครามมาอยู่ที่มัลดีฟส์ และประเดิมการคุมทีมนัดแรกด้วยการเปิดบ้านชนะภูฏาน 7-0 ในฟุตบอลเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก นัดสุดท้ายที่กรุงมาเล

“ผมอยากแสดงให้เห็นว่าผมเป็นโค้ชของทีม ด้วยการเชิญนักเตะและสตาฟฟ์กว่า 50 คนในตอนกลางคืน และขอให้เจ้าหน้าที่สนามเปิดไฟ”

“ผมประหลาดใจที่ได้เห็นผู้เล่น, ทีมแพทย์, สตาฟฟ์, สื่อและทุกคนพูดคุยกันในเรื่องของฟุตบอล, ปรัชญาและชีวิต และนั่นทำให้ผมมั่นใจว่า ถ้าเราตั้งใจทำงานอย่างหนัก เราก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ”

เซเกิร์ตได้สร้างความประหลาดใจต่อสื่อ เมื่อพูดถึงเป้าหมายต่อไปของเขา

“ผมจะพามัลดีฟส์ไปฟุตบอลโลก ทุกคนต่างอึ้งในสิ่งที่ผมพูด ผมจึงบอกไปว่า ทำไมเราจะฝันถึงฟุตบอลโลกไม่ได้ล่ะ”

“ก่อนที่พวกเราจะออกเดินทางไปที่บังคลาเทศ แฟนบอลวัย 6-7 ขวบได้หยุดต่อหน้าและบอกผมว่า ผมอยากติดทีมชาติมัลดีฟส์ไปเล่นฟุตบอลโลก”

“ผมมองไปที่เขาแล้วบอกว่า ถึงผมจะไม่ใช่โค้ชที่มีชื่อเสียงแต่ผมก็ภูมิใจที่ได้ยินคนพูดแบบนี้ ขอแค่ตั้งใจทพำงานและเชื่อมั่นในความฝัน แล้วสักวันทีมชาติจะเรียกคุณเอง”

พลังของฟุตบอลสามารถทำให้ชาติเล็กๆกลายร่างยักษ์ใหญ่ในอนาคต ได้ด้วยพลังของโค้ชที่มีความมุ่งมั่นและมีความฝันที่ต้องการทำให้ความหวังของชาวมัลดีฟส์เป็นความจริงในสักวัน

 

 

 

 

 

 

Comments