WORAPATH – WHAT THE FOX : อย่าให้เก้าอี้เป็นแพะรับบาป

วรปัฐ อรุณภักดี

จริงๆ สัปดาห์นี้ผมตั้งใจจะเขียนสรุปภาพรวมของฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 46 ซึ่งกลับมายิ่งใหญ่เกือบจะได้ภาพเก่าๆ ของบรรยากาศสนามแตกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่เห็นเพื่อนพ้องสื่อหลายที่ขยี้กันไปต่างๆ นาๆ แบบครบถ้วนทุกมุมแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องถึงมือน้อยๆ ของผมอีกต่อไป….แฮร่

ขณะเดียวกันเรื่องเดิมๆ ที่พูดกันมาทุกครั้ง หลังการแข่งขันจบ คือ ความเสียหายของเก้าอี้ในราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ไม่มีการหาทางออกร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาสักที แต่พอมันเป็นข่าวอีกครั้ง เลยถือโอกาสแสดงความคิดเห็นอีกมุมมองจากข้อเท็จจริงบางส่วนที่ผมเคยทราบมา และก็หวังที่น่าจะทำให้ทั้งผู้บริหารของการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าของสนาม กับ แฟนบอลที่เปรียบเหมือนลูกค้าประจำที่ขาดไม่ได้ จะเข้าใจกันมากขึ้น เพื่อช่วยกันหาทางออกในการแข่งขันเกมต่อไปหลังจากนี้………:ซึ่งผมจะเรียงจากเหตุไปหาผล และไม่มีการอ้างชื่อถึงใครเพื่อไม่ให้มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ตัวละครสำคัญ มีแค่เก้าอี้ในสนามที่พังเสียหายเท่านั้น หวังว่าคงเข้าใจเจตนารมณ์ผมนะครับทุกท่าน

“เสื่อมสภาพ กับ เสียหาย ต่างกัน แต่ แยกไม่ออก”

ถ้าเปรียบเทียบกันมันคือฝาแฝดครับ แยกแทบไม่ออกเมื่อดูแบบผิวเผิน แต่เมื่อไหร่ที่ได้รู้จักคุ้นเคยกัน แค่แว๊บเดียวคุณจะรู้เลยว่าทั้ง 2 คนมีนิสัยที่แตกต่างกันตรงไหน ซึ่งความหมายของทั้ง 2 วลีมันตรงตัวแบบไม่มีอะไรซับซ้อนก็จริง แต่ก็ไม่วายที่จะมีคนเข้าใจผิดอยู่ดี

กรณีของเก้าอี้ที่พังทั้งหมดก็เหมือนกัน ฝ่าย กกท. คาดว่า “เสียหายจากการใช้งานที่เกิดจากแฟนบอล” ขณะเดียวกันแฟนบอลก็โต้กลับว่า “คุณไม่คิดบ้างเหรอว่ามันเสื่อมสภาพโดยที่ไม่ได้รับการดูแลแบบสม่ำเสมอ” ซึ่งที่ผ่านมาต่างคนต่างก็มีมุมมองของตัวเองและผมบอกได้เลยว่า ไม่มีใครผิด แต่แค่ไม่รู้หน้าที่ของตัวเองเท่านั้นแหละ

ถึงเวลาหรือยังที่ กกท.ที่เป็นเจ้าของสนามจะหันมาดูแลสนามให้มีความพร้อมให้ใช้งาน ไม่ใช่แค่พร้อมให้เช่า อย่าลืมนะครับบ้านที่ไม่มีคนอยู่ กับ มีคนอยู่มันต่างกันยังไง ผมว่าทุกคนนึกภาพออก ดังนั้นของที่มันถูกใช้ทุกวันถึงแม้มันจะเก่าและรอวันหมดอายุ แต่เมื่อคิดถึงความคุ้มค่า มันก็ยังดีกว่าของที่ตั้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการใช้งานและไม่มีคนดูแล ราชมังคลากีฬาสถานก็เช่นกัน ถ้าเปรียบเป็นบ้าน ก็คือบ้านที่มีคนอยู่บ้างไม่อยู่บ้าง ซึ่ง 1 ปีจะมีคนมานอนสักกี่ครั้ง พอคนมาทีก็ทำความสะอาดที แล้วถ้าไม่มีคนมาล่ะก็ปล่อยของใช้ในบ้านทิ้งโดยไม่เคยตรวจ พอวันดีคืนดีเกิดการใช้งานพังคนมาใช้ก็รับไปเต็มๆ งี้เหรอ มันก็คงไม่แฟร์เท่าไหร่

ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ที่สนามแห่งนี้สร้างเสร็จเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ผ่านมาถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ 20 แล้ว จากเดิม 65,000 ที่นั่ง ก็เหลือ 49,772 ที่นั่ง จากการติดตั้งเก้าอี้ให้ได้ตามมาตรฐานของเอเอฟซี ในศึกเอเชียน คัพ 2007 หรือในปี พ.ศ. 2550

สรุปข้อเท็จจริง เฉพาะเรื่องเก้าอี้ โซน W (ฝั่งมีหลังคา) เป็นพื้นที่แรกและพื้นที่เดียวที่มีการติดเก้าอี้แบบพับได้อัตโนมัติ (อารมณ์เหมือนในโรงภาพยนตร์) ซึ่งผ่านมา 20 ปี ความเสียหายและเสื่อมสภาพแทบไม่มีเลย ส่วนหนึ่งก็มาจากกลุ่มของแฟนบอลที่ไม่ได้มีลักษณะการเชียร์ที่เหมือนกับโซนอื่นๆ ที่มีอุปกรณ์ในการเชียร์ แต่ประเด็นหลักก็คือมันมีหลังคาช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเก้าอี้ที่ไม่ต้องโดนแดดโดนฝนตลอดเวลา และอีกใจความสำคัญคือคุณภาพของเก้าอี้โซนนี้ที่นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาในตอนนั้นตัวละ 5 พันกว่าบาท อายุการใช้งานขั้นต่ำ 5 ปี แต่จากข้อมูลที่ผมได้มาคุณเชื่อมั้ยครับว่าแทบไม่ได้ถูกซ่อมแซมเลย (ใช้ของแพง มีคุณภาพ อยู่ในที่ร่ม จบปัญหา)

ขณะที่เก้าอี้ในโซน E (ตรงข้ามฝั่งมีหลังคา) และโซน S กับ N (หลังประตูทั้ง 2 ฝั่ง) ที่เพิ่งติดตั้งเมื่อ 11 ปีก่อน และมีการปรับปรุงซ่อมแซมประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา คุณภาพมันแตกต่างกับฝั่งมีหลังคาแบบชัดเจน เพราะเป็นแบบพับไม่ได้ และนำเข้าจากจีนราคาตัวละพันกว่าบาท อายุการใช้งานขั้นต่ำ 5 ปีเหมือนของอเมริกา แต่การต้องมาตากแดดตากฝนทุกวันจะไปเหลืออะไรล่ะครับ ซึ่งจริงๆ ผมเป็นคนใช้สินค้าหลายอย่างของจีนนะ และจริงๆ มันก็มีคุณภาพ เพียงแต่เราเลือกของจากโรงงานที่ผลิตได้มาตรฐานมาหรือเปล่า และมันเหมาะกับการใช้งานบ้านเราหรือไม่ นั่นคือคำถามที่ผมสงสัยเท่านั้นเอง ถ้ารักจะใช้ของถูก ก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ ตามมา แต่ที่ผ่านมาเหมือนมีการหาผู้รับเหมามาซ่อมแซมในราคาตกตัวละ 200 บาท ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันไม่มีทางเหมือนของเดิมแน่นอน เพราะส่วนใหญ่มันพังยันน็อตกับแกนเหล็กที่ขันล็อคเก้าอี้

ท้ายสุดคงต้องมาลุ้นกันว่างบประมาณในปีต่อไปจะพิจารณาเรื่องของการเปลี่ยนเก้าอี้ให้เหมือนกับฝั่งมีหลังคาหรือไม่ ส่วนปีนี้กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงห้องน้ำที่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน (มีการตั้งงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมสนามทุกปี แต่ไม่ได้เงินมากนัก เลยต้องทำทีละส่วน)

“การยืนบนเก้าอี้ มันมีเหตุผลของมัน แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องซะทีเดียว”

ถ้าแฟนบอลบอกว่าเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แล้วทำไมแฟนเพลงที่มาดูคอนเสิร์ต หรือ แฟนละครที่มาดูฟุตบอลดาราไม่เห็นต้องยืนบนเก้าอี้เลย อันนี้คงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่ากิจกรรมแต่ละอย่างมันไม่เหมือนกัน

วัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลมันมีความอึกทึกจากต้นเสียงที่ไม่ได้มาจากแค่คนหลายคนเท่านั้น แต่มันมีอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องทุ่นแรงในการช่วยส่งสัญญานหลายอย่าง พอคนเยอะของมันก็ต้องมากตามมาเพื่อกระจายความมัน พร้อมเพรียงแบบทั่วถึง ดังนั้นก็ต้องการสถานที่ซึ่งสามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ ซึ่งในอดีตโซนอื่นๆ ที่ไม่ใช่โซน W มันไม่มีปัญหาเพราะไม่มีเก้าอี้มาติดตั้ง แต่พอมีเก้าอี้ ทุกขั้นบันไดที่เคยเป็นอิสระก็ถูกจำกัดความมัน ซึ่งปกติตอนไม่มีเก้าอี้ก็แคบและชันอยู่แล้ว เพราะการออกแบบสนามมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ตั้งแต่แรก ทำให้อัฒจันทร์มีลักษณะสูงและชัน ทำให้ขั้นบันไดแคบ ซึ่งไม่ได้ออกแบบมารองรับการติดตั้งเก้าอี้ในอนาคตอยู่แล้ว แต่ทำไงได้ในเมื่อมันต้องทำตามมาตรฐานสากลเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ จุดนี้ก็น่าเห็นใจกองเชียร์เพราะอารมณ์เหมือน

“กูยืนอยู่ดีๆ มาติดเก้าอี้ให้กูทำไม ตีกลองกำลังเพลินคราวนี้จะเอาไปวางตรงไหน จะกระโดดก็ไม่มีที่ไปเอาเก้าอี้มาขวางทำไม”

คราวนี้ทุกอย่างยังคงเดิม เพิ่มเติมคือเก้าอี้ พอที่เดินไม่มีมันก็จำเป็นต้องยืนบนเก้าอี้ หรือบางท่านไม่ยืนบนเก้าอี้ แต่ก็ต้องใช้เป็นทางผ่านออกไปนอกสนามซึ่งรวดเร็วกว่าการเดินผ่านคนที่ยืนขวางอยู่ที่ขั้นบันไดที่มันแคบลงหลังการมาของเก้าอี้ แต่แฟนบอลก็ต้องเข้าใจว่ามันเอาไว้นั่ง ไม่ใช่เอาไว้วางอุปกรณ์หรือเอาไว้ยืน ซึ่งตรงนี้ผมก็เห็นใจบางส่วน เพราะมีโอกาสได้พูดคุยกับแฟนบอลหลายคนก็ทราบว่าที่ผ่านมามีอุบัติเหตุมากมายจากการที่มีเก้าอี้ในโซนนี้ซึ่งไม่ได้เข้ากับรูปแบบการเชียร์ ยิ่งล่าสุดจากแมตช์คิงส์คัพที่ผ่านมา ได้ข่าวว่ามีหนักถึงขั้นข้อศอกแตกกันเลยทีเดียว จากที่ความปลอดภัยในสนามฟุตบอลจะมีแต่เรื่องการเฝ้าระวังการทะเลาะวิวาท หรือเหตุการณ์ไม่สงบ กลายเป็นมีเรื่องนี้เป็นวาระหลักในปัจจุบันด้วย

ก็หวังแค่ว่าหลังจากนี้แฟนบอลที่ดีอยู่แล้วจะช่วยกันเตือนเพื่อนๆ ให้ระวังของที่ถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนรวม ส่วนบางกลุ่มที่ชอบทำลายข้าวของก็อยากให้เปลี่ยนวิธีคิดให้นึกว่าสนามบอลเหมือนบ้านของคุณ ที่คุณอยากให้มันสะอาด ใช้ของในบ้านแบบรู้คุณค่า ถูกวิธี และทะนุถนอม “อย่ามัวแต่โยนความผิดให้สิ่งไม่มีชีวิตอย่างเก้าอี้เลยครับ เพราะสุดท้ายเรานั่นแหละที่เป็นคนทำลายมันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม”

วรปัฐ อรุณภักดี
ผู้ประกาศข่าว / ผู้บรรยายกีฬา ไทยรัฐทีวี ช่อง 32

Comments