ถึงเวลาใจเด็ด?  เจาะ 5 เหตุผลทำไมช้างศึกเอเชียนเกมส์ต้องใช้ “ศุภชัย”

เหลืออีกเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น แฟนบอลชาวไทยจะได้รู้ว่าทัพช้างศึกเอเชียนเกมส์จะได้ไปต่อหรือต้องกลับบ้าน ศึกฟุตบอลชายเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย เริ่มเห็นชาติต่างๆตบเท้าเข้าสู่รอบต่อไปกันบ้างแล้ว เช่นเดียวกับสถานการณ์ในกลุ่มบี ที่มีทีมชาติไทย , อุซเบกิสถาน , กาตาร์ และบังคลาเทศ โดยได้ทีมผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ไปแล้วหนึ่งทีม ได้แก่ ทีมชาติอุซเบกิสถาน ส่วน ไทย , กาตาร์ และบังคลาเทศ ยังคงมีโอกาสลุ้นเข้ารอบทั้งสิ้น

ผลงานของทีมชาติไทยในตอนนี้ต้องบอกว่าอยู่ในช่วงมรสุมโหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างแท้จริง เมื่อเก็บได้เพียง 2 คะแนน จากผลเสมอทั้ง 2 นัด (กาตาร์ 1-1 , บังคลาเทศ 1-1) และจะต้องไปลุ้นนัดสุดท้ายกับอุซเบกิสถาน ทีมอันดับหนึ่งที่เข้ารอบไปแล้ว ภาพรวมของทีม “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ กำลังถูกแฟนบอลวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ถึงสไตล์การคุมทีม แท็คติค รวมไปถึงการจัดตัวผู้เล่นที่ขัดใจแฟนบอลอยู่เสมอ ซึ่งถ้าหากไม่ได้ ศุภชัย ใจเด็ด กองหน้าตัวสำรองที่ลงซัดนัดละหนึ่งประตู เราอาจจะได้เห็นทีมชาติไทยตีตั๋วกลับประเทศก่อนใครก็เป็นได้

ย้อนกลับมาดูฟอร์มของ ศุภชัย ใจเด็ด ในศึกเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ หลังผ่านมาแล้วสองนัด แฟนบอลไทยส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ดาวเตะสารพัดประโยชน์รายนี้จะได้ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงให้ทีมชาติไทย ในนัดชี้ชะตากับทีมชาติอุซเบกิสถาน นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม FOX Sports Thailand วิเคราะห์ 5 เหตุผลที่ ศุภชัย ใจเด็ด ควรได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้กับทีมชาติไทย

อยู่ในช่วงความมั่นใจ

ก่อนทัวร์นาเมนต์เอเชียนเกมส์จะเริ่มขึ้น ศุภชัย ใจเด็ด ไม่ได้เป็นตัวเลือกในทีมของโค้ชโย่งด้วยซ้ำ แต่เมื่อตัวหลักอย่าง เสฏฐวุฒิ วงค์สาย กองหน้าจากชลบุรี เอฟซี ได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องขอถอนตัวไป ชื่อของ ศุภชัย จึงมาปรากฏในทีมของโค้ชโย่ง และสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยหรูในเกมอุ่นเครื่องก่อนที่จะบินมาแข่งเอเชียนเกมส์

กองหน้าจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทบนม้านั่งสำรองให้กับทีมชาติไทยในนัดแรกที่พบกับ กาตาร์ ก่อนที่จะถูกส่งลงมาแทนที่ สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ ในช่วงครึ่งหลังของเกมวันนั้น ทันทีที่ ศุภชัย ลงสนามมา รูปเกมของทีมชาตไทยก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เล่นกันแบบมีชีวิตชีวาขึ้น ครองบอลบุกกดดันใส่กาตาร์ได้ตลอด จนกระทั่งนาทีที่ 90+2 ธนาสิทธิ์ ศิริผลา เปิดบอลจากขวามาให้ ศุภชัย ใจเด็ด ขึ้นโขกเน้นๆเข้าไป เป็นประตูตีเสมอ 1-1 ช่วยทีมชาติไทยให้รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ได้สำเร็จ

ต่อเนื่องมาถึงเกมนัดที่สอง พบกับ ทีมชาติบังคลาเทศ เป็นแมตช์ที่แฟนบอลไทยคาดหวังว่าจะได้สามคะแนนแรกเพื่อลุ้นเข้ารอบ แต่แล้วนักเตะทีมชาติไทยกลับโชว์ฟอร์มไม่ออกแม้แต่คนเดียว และถูกบังคลาเทศชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากความผิดพลาดกันเองของแนวรับช้างศึก ในที่สุดโค้ชโย่งต้องแก้เกมอีกครั้งด้วยการส่ง ศุภชัย ใจเด็ด ซูเปอร์ซับในนัดที่แล้วลงสนามมา และ “เจ้าอาร์ม” ก็ไม่ทำให้แฟนบอลชาวไทยต้องผิดหวัง เมื่อยิงประตูตีเสมอชุบชีวิตทีมชาติไทยอีกครั้ง ก่อนที่จะจบเกมด้วยผลเสมอแบบน่าผิดหวัง 1-1

ถือว่ากำลังอยู่ในช่วงมั่นใจของ ศุภชัย ใจเด็ด เลยก็ว่าได้ ในเกมนัดต่อไปกับทีมชาติอุซเบกิสถาน น่าจะถึงเวลาของเจ้าอาร์มแล้วที่จะได้รับโอกาสลงไปสัมผัสเกมในฐานะตัวจริงของทีม

มีสถิติที่ยอดเยี่ยมหลังผ่านไปสองนัด

ถึงแม้ว่า ศุภชัย ใจเด็ด จะลงเล่นในฐานะตัวสำรองทั้งสองนัด แต่ว่าดาวยิงจากปัตตานีมีสถิติที่สวยหรูในการลงสนามในศึกเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ เมื่อเขาใช้เวลาอยู่ในสนามไม่นานก็สามารถยิงประตูให้ทีมได้ โยในนัดแรกที่ยิงตีเสมอกาตาร์ 1-1 ศุภชัยใช้เวลาลงไปเพียง 47 นาที ก็สามารถทำประตูให้ทีมได้ เช่นเดียวกับในนัดที่สอง ลงสนามในนาทีที่ 54 ใช้เวลาเพียง 26 นาทีเท่านั้น ก็สามารถตะบันประตูตีเสมอให้ทีมชาติไทยได้ในนาทีที่ 80

จากการลงสนามทั้งสองนัด ศุภชัย ใช้เวลารวมกันในสนาม 73 นาที เปลี่ยนเป็น 2 ประตูสำคัญให้กับทีมชาติไทย เฉลี่ยแล้วเจ้าอาร์มจะยิงหนึ่งประตูใน 36 นาที ถือว่าเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับกองหน้าตัวสำรองแบบเขา

ลงมาเปลี่ยนเกม

นอกจากจะลงมาแล้วทำประตูได้แล้ว ศุภชัย ใจเด็ด ยังลงมาแล้วทำให้เกมบุกของทีมชาติไทยเปลี่ยนไปอีกด้วย ในหลายๆครั้งศุภชัยมักจะทำได้ดีในสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่ง สร้างประโยชน์ให้เพื่อนร่วมทีมได้ตลอดทั้งเวลามีบอลและไม่มีบอล การที่ได้ลงเล่นกับ สุภโชค สารชาติ เพื่อนร่วมทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือการได้ประสานงานกับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ มิดฟิลด์จากชลบุรี เอฟซี ทำให้เกมแดนกลางของทัพช้างศึกมีความสมดุลมากขึ้นด้วยความเข้าใจกัน และเคยเล่นด้วยกันมาก่อน นอกจากนั้น ศุภชัย ยังทำให้การโจมตีกลางอากาศของทีมดูอันตรายขึ้นมาทันตาเห็น สังเกตได้จากการเปิดบอลของ ธนาสิทธิ์ ศิริผลา มาให้เขาโหม่งตีเสมอกาตาร์ และในเกมที่สองจังหวะที่ ชัยวัฒน์ บุราณ โยนบอลเข้าเขตโทษบังคลาเทศ เพื่อกดดันแนวรับจนนำมาซึ่งประตูตีเสมอในที่สุด

ประสบการณ์ในเกมใหญ่ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด)

 

“ถ้าเขาไม่เก่งจริง เขาคงไม่ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของบุรีรัมย์”

ครั้งหนึ่ง เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยกล่าวเอาไว้เกี่ยวกับความเก่งกาจของ ศุภชัย ใจเด็ด

เหตุผลข้อนี้คงต้องใช้เวลาย้อนกลับไปในเกมลีกที่ ศุภชัย ใจเด็ด ได้โอกาสลงสนามรับใช้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กหนุ่มวัยแค่ 19 ปี จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกในทีมชุดใหญ่ของทัพปราสาทสายฟ้าท่ามกลางนักเตะต่างชาติฝีเท้าดี และนักเตะดีกรีทีมชาติรุ่นพี่ในทีม แต่ ศุภชัย ทำได้

ดาวเตะรายนี้ลงสนามในเกมไทยลีกให้กับบุรีรัมย์ไปแล้ว 24 นัด ผ่านเกมใหญ่ ผ่านแรงกดดันมาแบบนับไม่ถ้วน นั่นทำให้ประสบการณ์ของเขาไม่ได้เป็นรองใครเลยในทีมชาติไทยชุดนี้ รวมไปถึงการได้เล่นฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ถึง 7 นัดในวัยแค่ 19 ปี บ่งบอกได้ว่าศุภชัยสั่งสมประสบการณ์และชั่วโมงบินในเวทีระดับเอเชียมาแล้ว ดังนั้นเวทีเอเชียนเกมส์ในครั้งนี้คงไม่ใหญ่เกินไปกับใจของเขาอย่างแน่นอน

เข้าใจระบบ

ศุภชัย ใจเด็ด เป็นนักเตะเพียงไม่กี่คนที่สามารถเล่นได้ทั้งกองกลางตัวรับ , กองกลางตัวรุก และกองหน้า นั่นจึงทำให้เขาเรียนรู้ระบบทีมได้เป็นอย่างดี เล่นกองกลางก็รู้ว่าจังหวะการออกบอล หรือตัดเกมควรจะเป็นอย่างไร เล่นกองหน้าก็รู้จังหวะบอลว่าจะมาแบบไหน และหาช่อง สบโอกาสในการทำประตูได้เป็นอย่างดี บ่อยครั้งในสีเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ศุภชัย ถูกส่งลงสนามไปเล่นในตำแหน่งกองกลาง เพื่อที่จะเรียนรู้ความเป็นกองหน้าที่ดี ตามที่คุณเนวิน ชิดชอบ เคยคลายข้อสงสัยข้อนี้ไว้ว่าทำไม ศุภชัย จึงได้เล่นกองกลางบ่อยครั้ง

ในทัวร์นาเมนต์เอเชียนเกมส์ที่กำลังแข่งขันอยู่ตอนนี้ เกมที่ทีมชาติไทยไล่ตีเสมอกาตาร์ 1-1 ก่อนที่โค้ชโย่งจะเปลี่ยนตัวเขาลงไปและทำประตูได้จากลูกโหม่ง โค้ชโย่งได้ออกมาเปิดใจหลังเกมว่าได้กำชับ ศุภชัย ใจเด็ด ให้พาตัวเองไปอยู่ในกรอบเขตโทษเพื่อที่จะลุ้นโอกาสการทำประตู และสุดท้ายศุภชัยก็ตอบแทนโค้ชโย่งด้วยประตูตีเสมอลูกนั้น เท่านี้คงบ่งบอกได้ว่าเขาคือนักเตะที่เข้าใจระบบทีมเป็นอย่างดี

Comments