อูไน เอเมอรี่ : เฮดโค้ชปืนใหญ่ที่ไม่ใช่ผู้จัดการทีม

หากเราชมฟุตบอลอังกฤษกันมาตั้งแต่เด็กเราถูกทำให้เข้าใจว่า ชายคนที่ยืนข้างสนามและแก้เกม , เปลี่ยนตัวสำรอง , จัดวางแท็กติก กระทั่งมาให้สัมภาษณ์กับสื่อก่อนและหลังเกม

เราจะเรียกตำแหน่งนั้นว่า “ผู้จัดการทีม” ซึ่งจะต่างกับหลายลีกบนโลกนี้ ยกตัวอย่างเช่นในบ้านเรา ที่คำว่า “ผู้จัดการทีม” สำหรับทีมชาติหรือสโมสร ไม่ใช่กุนซือที่จะนำทีมลงแข่งขัน และยืนสั่งการข้างสนาม แต่ผู้จัดการทีมในที่นี้หมายถึงฝ่ายดูแลจัดการทุกอย่างของทีมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ส่วนตำแหน่งของกุนซือข้างสนามนั้น วงการฟุตบอลไทยจะเรียกว่า “เฮดโค้ช” หรือ “หัวหน้าผู้ฝึกสอน” เช่นตามข่าวที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆว่า “มิโลวาน ราเยวัช หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย” ซึ่งจะไม่ใช้คำว่า “ผู้จัดการทีม”

สำหรับตำแหน่งที่ อูไน เอเมอรี่ กุนซือเลือดกระทิง เพิ่งเข้ารับตำแหน่งกับอาร์เซน่อลนั้น ได้รับการยืนยันว่าไม่ใช่ “ผู้จัดการทีม” แต่เป็นเพียง “หัวหน้าผู้ฝึกสอน” หรือ เฮดโค้ช เท่านั้น

อำนาจในการตัดสินใจ ขอบข่ายของการดูแลของ ผู้จัดการทีม และ เฮดโค้ช ไม่เท่ากัน

ผู้จัดการทีมจะดูแลความเรียบร้อยในสโมสรอย่างละเอียด เขามีสิทธิ์ขาดในการเลือกสต๊าฟโค้ชเอง , เลือกผู้เล่นเข้าสู่ทีมด้วยตัวเอง และคุมความประพฤติของลูกทีมไม่ใช่แค่เพียงในสนามซ้อมและเกมการแข่งขัน แต่หมายถึงตลอด 24 ชั่วโมง นั่นรวมถึงเกี่ยวกับการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ที่อาจกล่าวได้ว่า คำว่า “ผู้จัดการทีม” เป็นหน้าเป็นตาของสโมสรก็ว่าได้

สำหรับตัวอย่างที่ชัดที่สุดสำหรับคำว่า “ผู้จัดการทีม” คือเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือแมนฯยูไนเต็ด หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตกุนซือคนก่อนหน้านี้ของอาร์เซน่อล กับบทบาทที่มีส่วนร่วมกับทิศทางของสโมสรทั้งหมด กินนอนที่นั่น มาถึงเป็นคนแรก กลับเป็นคนสุดท้าย เหมือนกับสโมสรนั้นเป็นบ้านของตัวเอง

สำหรับ “เฮดโค้ช” แล้วแตกต่างกัน ขอบข่ายของเขาจะอยู่ภายในสนามฝึกซ้อมและสนามแข่งขันเท่านั้น เฮดโค้ชจะรับผิดชอบในการคุมลูกทีมซ้อม เลือกวิธีการซ้อม ดูแลสมรรถภาพและประสิทธิภาพ พัฒนาการในการฝึกซ้อมของนักเตะ และเมื่อถึงเกมการแข่งขัน หน้าที่ของเขาคือทำให้นักเตะเล่นด้วยฟอร์มที่ดีที่สุด เพื่อเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการให้ได้

เฮดโค้ชจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขายผู้เล่น อาจนำเสนอขึ้นเบื้องบนได้ แต่ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดใดๆในการตัดสินใจ ฉะนั้นการคุมทีมสโมสรโดยมีหน้าที่แค่เป็น “เฮดโค้ช” จะลำบากอย่างยิ่ง เพราะไม่สามารถเลือกทีมของตัวเองได้เลย คุณมีนักเตะหยิบมือหนึ่งตามที่เบื้องบนส่งมาให้ และคุณต้องฝึก จัดแท็กติก และควบคุมผลการแข่งขันให้ออกมาดีให้ได้ แต่ความคาดหวังของบอร์ดบริหารต่อผลการแข่งขันจากทั้ง “ผู้จัดการทีม” และ “เฮดโค้ช” นั้นมีเท่าเทียมกัน

ปัจจุบันตำแหน่ง เฮดโค้ช ที่แยกออกมาจากการบริหารทีม ส่วนใหญ่จึงมักเป็นปัญหา โดยเฉพาะกับที่เคยประสบกับ อังเดร บียาส โบอาส สมัยที่คุมทีมสเปอร์ส และเปาโล ดิ คานิโอ เมื่อครั้งที่คุมซันเดอร์แลนด์

มีการวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศว่า ระบบ “เฮดโค้ช” ไม่เข้ากับทีมในอังกฤษ โดยเฉพาะทีมใหญ่ที่มีความคาดหวังสูง เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ฝ่ายจัดการทีม และ เฮดโค้ช จะมีปัญหากันเอง เพราะปัญหาคือเฮดโค้ชมักจะโทษฝ่ายจัดการทีมที่ป้อนผู้เล่นส่งลงมาให้เขาไม่ดีพอ หรือไม่ใช่นักเตะที่เขาต้องการ ซึ่งเมื่อบรรยากาศในทีมเสียไป ก็ย่อมส่งผลโดยตรงต่อฟอร์มและผลงานของทีมในสนาม

ต่างกับลีกอื่นในยุโรปอย่างบุนเดสลีกา ที่มีฝ่ายจัดการทีมที่ดูแลชัดเจน อย่างบาเยิร์น มิวนิคในเวลานี้ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส คือเฮดโค้ช (ที่กำลังจะอำลาตำแหน่ง) มีผู้จัดการทีมอย่าง แคธลีน ครูเกอร์ คอยดูแล และมี ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช เป็นผู้อำนวยการกีฬา คอยดูแลจัดการเรื่องซื้อขายตัวผู้เล่น หรือการเปลี่ยนแปลงโค้ช

อย่างที่เราเห็นว่า ซาลิฮามิดซิช มีส่วนมากกับการติดต่อ นิโก้ โควัช ให้มาคุมทีม “เสือใต้” ในฤดูกาลหน้า

สื่อหลายแหล่งอาทิ เดอะ ซัน อ้างว่า เอเมอรี่ ยินยอมพร้อมรับบทบาทของตัวเองในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมในฐานะ “เฮดโค้ช” เท่านั้น เพราะหัวหน้าฝ่ายบริหารของอาร์เซน่อลอย่าง อิวาน คาซิดิส ต้องการปฏิรูปโครงสร้างของสโมสรใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ เวนเกอร์ ในฐานะ “ผู้จัดการทีม” วางมือไป

การเตรียมพร้อมเปลี่ยนแปลงของ คาซิดิส เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจดึงบุคลากรใหม่ 3 คนมาช่วยในการบริหารทีม ประกอบด้วยอดีตผู้อำนวยการกีฬาของ บาร์เซโลน่า อย่าง ราอูล ซานเลฮี , สเวน มิสลินทัต ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสรรหา (หัวหน้าแมวมอง) และฮุสส์ ฟาห์มี่ ทนายความชื่อดัง

ซานเลฮี จะดูแลเรื่องภาพรวมของทีมทั้งหมด ทั้งทีมชุดใหญ่ , ชุดเยาวชน และทีมฟุตบอลหญิง และ มิสลินทัต ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสรรหา ที่เคยทำงานร่วมกับโทมัส ทูเคิ่ล ที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะมีหน้าที่ในการเลือกผู้เล่นที่คิดว่าเหมาะกับทีม เสนอไปยัง ซานเลฮี ส่วน ฝ่ายกฎหมายอย่าง ฟาห์มี่ จะดูแลในเรื่องของสัญญา

สิ่งที่แฟนบอล “ปืนใหญ่” บางส่วนอาจเป็นห่วง คือการถูกจำกัดบทบาทของ เอเมอรี่ จะส่งผลในระยาวกับทีมมากน้อยเพียงใด และความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับ ซานเลฮี และ มิสลินทัต จะราบรื่นไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่

เรื่องนี้เชื่อว่าทั้งสามคน คงได้พูดคุยกันก่อนที่ เอเมอรี่ จะยืนยันเข้ารับตำแหน่งแล้ว ว่าการบริหารงานแบบ “กระจายอำนาจ” และแบ่งหน้าที่กันชัดเจน น่าจะดีกว่ารูปแบบเดิม “รวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง” อย่างที่เวนเกอร์ เคยทำ

ที่สำคัญที่สุด กาซิดิส และบุคลากรฝ่ายบริหารทั้ง 3 คน คงเลือกแล้วว่า เอเมอรี่ น่าจะเป็นกุนซือที่มีอีโก้ไม่สูงพอ และไม่น่าจะแข็งข้อเหมือนกับสไตล์อย่างโจเซ่ มูรินโญ่

ซึ่งนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ เอเมอรี่ เอาชนะใจผู้ท้าชิงตำแหน่งคนอื่นๆ

แต่สุดท้ายแล้วการปฏิวัติยกเครื่องโครงสร้างสโมสรครั้งนี้ จะส่งผลดีขึ้นหรือแย่ลงกับฟุตบอลสมัยใหม่ ในจุดที่อาร์เซน่อลเผชิญหน้ากับความตกต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี

บางที หากผลงานของเดอะ กันเนอร์ส ติดลมบนจนหยุดไม่อยู่ นี่อาจเป็นการ “บุกเบิก” การทำทีมรุ่นใหม่ ที่จะทำให้ “ผู้จัดการทีมแบบเบ็ดเสร็จ” กลายเป็นสิ่งล้าสมัย และอาจค่อยๆเลือนหายไปในอนาคต

Comments