ก่อนจะถึงสมัย 6? ย้อนรอยสถิติการเข้าชิงแชมป์ยุโรปของลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการเอาชนะโรม่า จากอิตาลีในรอบรองชนะเลิศด้วยประตูรวม 7-6 และนี่คือการเข้าชิงฟุตบอลถ้วยใหญ่ที่สุดในยุโรปครั้งที่ 8 ในประวัติศาสตร์สโมสร FOX Sports Asia ภาคภาษาไทยจึงขอรวบรวมสภิติการเข้าชิงทั้งหมด 7 ครั้งของลิเวอร์พูล ให้แฟนบอลรับชมกัน

 

1977 – ปฐมบทแห่งความยิ่งใหญ่

ลิเวอร์พูล 3-1 โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (สตาดิโอ โอลิมปิโก, โรม)

ทั้งลิเวอร์พูลและกลัดบัคต่างเข้าชิงฟุตบอลรายการนี้เป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเป็นการพบกันของสองกุนซือสมองเพชรอย่างบ๊อบ เพสลีย์และอูโด ลัทเท็ค ส่วนนักเตะนั้นมึนเช่นกลัดบัคมีผู้เล่นทีมชาติเยอรมนีตะวันตกชุดแชมป์โลก 1974 อย่างแบร์ตี้ โฟ้กส์ และ ไรเนอร์ บอนโฮฟ คู่กองหน้าอย่างจุ๊ปป์ ไฮน์เกสและอัลลัน ซิมอนเซ่น แต่ไม่สามารถทำอะไรเครื่องจักรสีแดงที่ขับเคลื่อนโดยเควิน คีแกน, เอ็มลีน ฮิวจส์ และเรย์ เคนเนดี้ โดยมีเรย์ คลีเมนซ์ นายทวารจอมหนึบคอยเฝ้าเสา

สุดท้ายเป็นลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 จากผลงานของเทอร์รี่ แม็คเดอร์ม็อตต์, ทอมมี่ สมิธ และฟิล นีล ส่วนกลัดบัคได้ประตูจากอัลลัน ซิมอนเซ่น คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ไปครองเป็นสมัยแรก

1978  – คว้าชัยในบ้านเกิด

ลิเวอร์พูล 1-0 คลับ บรูช (เวมบลีย์, อังกฤษ)

ทัพหงส์แดงแม้จะเสียเควิน คีแกนไปให้ฮัมบูร์ก แต่ก็ได้เคนนี่ ดัลกลิชกองหน้าจากเซลติก มาแทนที่ มาประกอบกับขุมกำลังเดิมที่คว้าแชมป์ยุโรปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ทีมอื่นๆในยุโรปยากจะต่อกร แม้กระทั่งกลัดบัค อดีตคู่ชิงเมื่อปีที่แล้ว ยังถึงลิเวอร์พูลย้ำแค้นในรอบรองชนะเลิศ จนมากับคลับ บรูช ม้ามืดจากเบลเยี่ยมที่หลุดเข้าไปชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก โดยผ่านด่านทีมแกร่งอย่างแอตเลติโก มาดริด (สเปน) และยูเวนตุส (อิตาลี) ในรอบก่อนรองชนะเลิศและรอบรองชนะเลิศเข้ามา

ผลปรากฏว่า ในรอบชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์ เป็นลิเวอร์พูลที่เอาชนะไปได้ 1-0 จากการประตูชัยของเคนนี่ ดัลกลิชในนาทีที่ 64 ช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 2

1981 – ล้มราชันแห่งสเปน

ลิเวอร์พูล 1-0 เรอัล มาดริด (ปาร์ค เดส์ แปร็งส์, ปารีส)

หลังจากที่ปล่อยให้น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คว้าแชมป์ยุโรปไปครองถึง 2 ปีติด ลิเวอร์พูลสามารถผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง โดยยังใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากรอบชิงชนะเลิศเมื่อ 3 ปีก่อนถึง 8 คน และผู้จัดการทีมยังคงป็นบ๊อบ เพสลีย์ที่เคยพาหงส์แดงคว้าแชมป์รายการนี้ถึง 2 สมัย พบกับเรอัล มาดริดผู้ต้องการคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 7 ที่มีวูจาดิน บอสคอฟ กุนซือชาวเซอร์เบียคุมทีม ประกอบด้วยผู้เล่นชั้นนำอย่างอูลี่ สตี่ลิเก้ ที่เคยประลองฝีเท้าลิเวอร์พูลมาแล้วในปี 1977, โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่, วิเซนเต้ เดล บอสเก้ สองผู้เล่นสเปน และลอว์รี่ คันนิงแฮม ปีกชาวอังกฤษ

ผลปรากฏว่า ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะไป 1-0 จากการเติมขึ้นมายิงของอลัน เคนเนดี้ ในช่วงท้ายเกม ช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยุโรปไปครองเป็นสมัยที่ 3 และนั่นคือความพ่ายแพ้ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งสุดท้ายของเรอัล มาดริด

1984 – ดวลเป้าดับหวังเจ้าถิ่น

ลิเวอร์พูล 1-1 โรม่า (ลิเวอร์พูลชนะในการดวลจุดโทษ 4-2 – สตาดิโอ โอลิมปิโก, โรม)

บ๊อบ เพสลีย์ อำลาทีมไปในปี 1983 โดยมีโจ เฟแกน รับช่วงต่อ แต่พวกเขายังมีขุุมกำลังที่เล่นด้วยันอย่างเคนนี่ ดัลกลิช, อลัน เคนเนดี้, อลัน แฮนเซ่น และแกรม ซูเนสส์ ในครั้งนี้ พวกเขาต้องกับโรม่า ซึ่งหลุดเข้าไปชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก

รอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่สนามสตาดิโอ โอลิมปิโก ในกรุงโรม ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของโรม่า และทางโรม่าเองก็หวังที่จะได้แชมป์นี้ในบ้านของตาราง ผลปรากฏว่า เกมยืดเยื้อกันถึงขึ้นดวลจุดโทษ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ และเป็นลิเวอร์พูลเอาชนะในการดวลจุดโทษโดยมีบรูซ กรอบเบลาร์ เป็นฮีโร่ด้วยการทำท่า “Spaghetti Leg” อันลือลั่น คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 4 ปล่อยให้เจ้าถิ่นน้ำตาตกใน

1985 – โศกนาฏกรรมเฮย์เซลกับความพ่ายแพ้ครั้งแรก

ยูเวนตุส 1-0 ลิเวอร์พูล (เฮย์เซล สเตเดี้ยม, บรัสเซลส์)

โจ เฟแกนยังคงนำทัพหงส์แดงผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง และหวังจะดำเนินรอยตามรุ่นพี่อย่างบ๊อบ เพสลี่ย์ ที่คว้าแชมป์ยุโรปได้ 2 ปีติด โดยพบกับยูเวนตุสที่เข้าชิงมาแล้ว 2 ครั้ง (1973, 1983) แต่เป็นพระรองทั้งหมด

แต่แล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศจะเริ่มคิกออฟเพียง 1 ชั่วโมง เมื่อแฟนบอลลิเวอร์พูลปะทะแฟนบอลยูเวนตุสจนทำให้อัฒจันทร์ถล่มลงมา ทำให้มีแฟนบอลเสียชีวิตถึง 39 ราย นำมาสู่การปะทะกันระหว่างแฟนบอลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทำให้เกมเริ่มล่าช้าออกไป

แม้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจนผู้มีเสียชีวิต แต่การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป และผลจบลงด้วยชัยชนะด้วยยูเวนตุส 1-0 จากจุดโทษของมิเชล พลาตินี่ ทำให้ยูเวนตุสคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยแรก ส่วนลิเวอร์พูลแพ้ในรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์ที่สนามเฮย์เซลในครั้งนี้ ส่งผลให้ทีมจากอังกฤษถูกตัดสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปถึง 5 ปี และ 6 ปี สำหรับลิเวอร์พูล และเป็นการคุมทีมนัดสุดท้ายของโจ เฟแกนอีกด้วย

2005 – ปาฏิหาริย์ที่อิสตันบูล

ลิเวอร์พูล 3-3 เอซี มิลาน (ลิเวอร์พูลชนะในการดวลจุดโทษ 3-2 -อตาเติร์ก โอลิมปิก สเตเดี้ยม, อิสตันบูล)

20 ปีผ่านไปหลังเหตุการณ์ที่เฮย์เซล ลิเวอร์พูลสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยพบกับเอซี มิลาน

เกมในครึ่งแรกเป็นเอซี มิลานที่ได้ประตูขึ้นนำถึง 3-0 จากปาโล และเอร์นัน เครสโป (2 ประตู) จนใครๆก็ติดว่าแชมป์น่าจะอยู่ในมือของมิลานเป็นที่แน่นอนแล้ว แต่เริ่มครึ่งหลังได้ 15 นาที เป็นลิเวอร์พูลที่ตีเสมอได้จากสตีเว่น เจอร์ราร์ด, วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์และชาบี อลอนโซ่ มิลานพยายามโหมบุกอย่างหนัก แต่ติดเซฟของเจอร์ซี่ ดูเด็ก ที่โชว์ฟอร์มเซฟไปหลายๆครั้ง จนต้องติดสันด้วยการดวลจุดโทษ และเป็นเจอร์ซี่ ดูเด็ก ที่โชว์ Spaghetti Leg ก่อนเซฟลูกจุดโทษของอังเดร เชฟเชนโก้ พาลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกสมัยที่ 5 มากที่สุดในอังกฤษ

2007 – ปาฏิหาริย์ไม่มีซ้ำสองที่เอเธนส์

เอซี มิลาน 2-1 ลิเวอร์พูล (โอลิมปิก สเตเดี้ยม, เอเธนส์)

คู่ชิงชนะเลิศเมื่อ 2 ปีก่อนกลับมาพบกันอีกครั้ง เพียงแต่ย้ายประเทศจากตุรกีเป็นกรีซ โดยที่ผู้เล่นและผู้จัดการทีมของทั้ง 2 ฝ่ายยังคงเป็นคนเดิม เอซีมิลานมีคาร์โล อันเชลอตติ โดยมีกำลังหลักอย่างเปาโล มัลดินี่, อันเดรีย ปิร์โล่ และฟิลิปโป้ อินซากี้ ส่วนลิเวอร์พูลของราฟาเอล เบนิเตซ มีผู้เล่นคนสำคัญอย่างสตีเว่น เจอราร์ด, ชาบี อลองโซ่ และเจมี่ คาร์ราเกอร์

ผลปรากฏว่า เอซี มิลานสามารถล้างแค้นลิเวอร์พูลได้สำเร็จ โดยได้ 2 ประตูจากฟิลิปโป้ อินซากี้ ส่วนลิเวอร์พูลได้ประตูจากเดิร์ค เคาท์ ทำให้เอซี มิลานคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 7 และนั่นคือการเข้าชิงครั้งสุดท้ายของเอซีมิลาน ส่วนลิเวแอร์พูลกลับเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการนี้อีก 11 ปีต่อมา

เกร็ดที่น่าสนใจ 

  • คู่ชิงชนะเลิศของลิเวอร์พูลทั้ง 7 ครั้ง สวมชุดสีขาว 6 ครั้ง
  • ลิเวอร์พูลสวมชุดสีแดงลงแข่งในนัดชิงชนะเลิศทั้งหมด
  • ยูเวนตุส เป็นคู่ชิงชนะเลิศของลิเวอร์พูลเพียงรายเดียวที่ไม่ได้สวมชุดสีขาวลงแข่ง
  • ลิเวอร์พูล เป็นทีมแรกที่ชนะในการดวลจุดโทษฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ / ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
  • ลิเวอร์พูล ดวลจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ 2 ครั้ง ชนะ 2 ครั้ง และเป็นทีมจากอิตาลีทั้งหมด
  • อกอสติโน่ ดิ บาร์โตโลเม อดีตกัปตันทีมโรม่าชุดรองแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 1984 ตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังป่วยด้วยโรคซึมเศร้าในวันที่ 30 พฤษภาคม 1994 ซึ่งครบรอบ 10 ปีรอบชิงชนะเลิศที่พบกับลิเวอร์พูล

 

 

 

 

 

Comments