เอเชียนคัพ 2019 เวทีชี้ชะตา ราเยวัช

ปิดฉากไปแบบหัวใจสลายกันทั้งประเทศ สำหรับผลงานในรายการ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ของ ทีมชาติไทย ที่ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่รอบรองชนะเลิศเท่านั้น แน่นอนว่าผลงานแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์ ชิงแชมป์อาเซียน ของทัพ ช้างศึก สร้างความผิดหวังให้กับบรรดาแฟนบอลชาวไทยไปพอสมควร ซึ่งสถิติการไร้พ่ายแต่ต้องจอดป้ายแค่รอบรอง คงไม่สามารถเยียวยาความรู้สึกของเหล่าบรรดาแฟนบอลได้ เพราะก่อนหน้านี้ แฟนบอลชาวไทย สถาปนาทีมชาติตัวเอง ว่าก้าวผ่านฟุตบอลในระดับอาเซียน อย่างสมบูรณ์แบบไปเป็นเรียบร้อยแล้ว

 

 

แต่จากผลงานในรายการ ซูซูกิ คัพ ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทีมชาติไทย มีระยะห่างในเรื่องของระดับฟุตบอลกับชาติอื่นๆไม่มากนัก ซึ่งแน่นอนว่า ทีมชาติไทย ถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่าคือเบอร์ 1 ของอาเซียน และกำลังจะก้าวไปสู่ทีมหัวแถวของเอเชียในอนาคต ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่เราควรมองไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาตัวเองสู่ฟุตบอลระดับทวีป แต่ในขณะเดียวกันเราย่อมต้องหันหลังกลับไปมอง ชาติที่กำลังหายใจรดต้นคอเราเอง อย่าง เวียดนาม ,ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ มาเลเซีย ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะพวกเขาเหล่านี้พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อโค่นทีมชาติไทยให้จงได้

 

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าบรรดาแฟนบอลถึงสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างน่าเบื่อ อาจมีเหตุผลรองรับว่าเป็นเพราะ มิโลวาน ราเยวัช กำลังเสริมเติมแต่งสไตล์การเล่นเกมรับให้กับทัพ ช้างศึก เพื่อต่อยอดไปสู่รายการที่ใหญ่กว่าอย่าง เอเชียนคัพ 2019 ช่วงต้นปีหน้า แต่เมื่อผลการแข่งขันมันออกมาไม่เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ก็จำเป็นจะต้องทบทวนและปรับปรุงกันต่อไป

 

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในรายการนี้ของ ทีมชาติไทย คือการตั้งรับต่ำ เซ็ตบอลหน้ากรอบเขตโทษตัวเอง รวมไปถึงจังหวะการเข้าทำที่นานๆจะเห็นสักครั้ง เนื่องจากปรัชญาฟุตบอลของ โค้ชมิโล คือเน้นการตั้งรับและเน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เปอร์เซนต์การครอบครองบอลของ ทีมชาติไทย ในแต่ละเกมจะน้อยนิดเอามากๆ หากเทียบกับคุณภาพตัวผู้เล่น โดย ทีมชาติไทย มีเปอร์เซนต์การครองบอลไม่เคยถึง 55 เปอร์เซนต์เลยแม้แต่เกมเดียว ในรายการนี้

 

โดยอาจเป็นเพราะแท็คติกใหม่ที่ ราเยวัช ต้องการให้ ทีมชาติไทย เล่นแบบตั้งรับและใช้จังหวะโต้กลับแบบฉาบฉวยเพียงไม่กี่จังหวะเล่นงานคู่แข่ง ซึ่งแน่นอนว่า หากทัพ ช้างศึก สามารถผ่าน มาเลเซีย เข้าไปชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ประเด็นเรื่องของแท็คติกการเล่นเกมรับก็อาจมีน้ำหนักมากพอสำหรับฟุตบอลที่เน้นผลการแข่งขัน เพราะก่อนหน้านี้ ปัญหาของ ทีมชาติไทย คือการเล่นเกมบุกจนไม่สนใจเกมรับ ทำให้รูปเกมดี แต่ไม่ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ ราเยวัช จึงต้องเข้ามาแก้ไขในจุดดังกล่าวเป็นลำดับแรก

 

แต่ในเมื่อผลงาน มันไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเอาไว้ ดังนั้นกุนซือชาวเซอร์เบียก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ซึ่งเจ้าตัวจะต้องนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งการยืนตำแหน่ง และการประกบตัว รวมไปถึงการเข้าทำที่หลากหลาย เพื่อทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่กว่าและสำคัญกว่าอย่างรายการ เอเชียน คัพ 2019 ซึ่งถึงตอนนั้นแม้ว่า ทีมชาติไทย จะได้ 4 ผู้เล่นที่ค้าแข้งอยู่ในต่างแดนอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ,ธีรศิลป์ แดงดา และ ธีราทร บุญมาทัน รวมไปถึง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ มาร่วมทีมแต่หากมองไปที่คู่แข่งแต่ละทีมที่ร่วมสายแล้ว ต้องบอกว่าน่าหนักใจแทน ทีมชาติไทย ไม่น้อย เพราะพวกเขาถูกจับสลากอยู่ร่วมสายกับเจ้าภาพอย่าง สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ,อินเดีย และ บาห์เรน

 

ซึ่งจากฟอร์มการเล่นใน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ มันไม่ได้สร้างความอุ่นใจให้กับแฟนบอลเลยว่า ทีมชาติไทย จะดีขึ้นในรายการระดับทวีปเอเชีย ภายในระยะเวลา 1 เดือนกว่าๆ โดยแม้ว่าการแข่งขัน รายการ ชิงแชมป์อาเซียน จะเป็นการลองระบบ ลองแท็คติก เพื่อต่อยอดไปสู่รายการที่ใหญ่กว่า แต่มันก็แทบไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่า แท็คติกของ มิโลวาน ราเยวัช ประสบความสำเร็จกับ ทีมชาติไทย ในเวลานี้ แถมแท็คติกที่เจ้าตัวนำมาใช้กับ ทีมชาติไทย ก็ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆว่าเหมาะสมกับทัพ ช้างศึก จริงๆหรือไม่

 

 

ยกตัวอย่างจากเกม 6 นัดที่ ทีมชาติไทย ลงสนามในรายการชิงแชมป์อาเซียน ที่เกมแรกแทบจะวัดอะไรไม่ได้จากที่ถล่ม ติมอร์เลสเต 7-0 เพราะคู่แข่งดันมาเปิดเกมแลกหมัดกับ ไทย จึงเป็นการเข้าทางฟุตบอลรับแล้วโต้ของ ราเยวัช แต่หากมองไปที่การครองบอล ทีมชาติไทย ควรจะเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าทั้งเกม แต่สถิติที่ออกมาปรากฏว่าทัพ ช้างศึก ครองบอลได้เพียง 54.6% เท่านั้น ในเกมนี้ หากดูที่ผลการแข่งขันก็ถือว่าน่าพอใจกับชัยชนะอันท่วมท้นในการประเดิมสนามเกมแรก

 

 

หลังจากนั้น ทีมชาติไทย ก็ต้องพบกับคู่แข่งที่แกร่งขึ้นเรื่อยๆในรอบแบ่งกลุ่ม โดยเกมที่ 2 ที่ได้เล่นในบ้านของตัวเอง แม้ว่าจะเอาชนะ อินโดนีเซีย 4-2 แต่ก็ยังถูกวิจารณ์เรื่องการเสียประตูง่ายเกินไป ซึ่งหากมองที่เปอร์เซนต์การครองบอล ไทย ทำได้ดีกว่า อินโดนีเซีย เพียงแค่ปลายจมูกเท่านั้นจากสถิติ 50.5 เปอร์เซนต์ของการครองบอลในเกมที่ 2

 

 

สำหรับเกมที่ 3 ถือเป็นเกมเยือนเกมแรกของ ทีมชาติไทย ในรายการนี้ โดยพวกเขาต้องออกไปเยือน ฟิลิปปินส์ ก่อนจะเก็บผลเสมอ 1-1 เอาตัวรอดกลับมาได้สำเร็จ แต่เปอร์เซนต์การครองบอลของพวกเขาอยู่ที่ 40.9 เปอร์เซนต์เท่านั้น โดยเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือเป็นเกมที่ดีที่สุดของ ทีมชาติไทย ในรายการนี้ที่พวกเขาเปิด ราชมังคลากีฬาสถาน ถล่ม สิงคโปร์ 3-0 ลูกทีมของ ราเยวัช ใช้การครองบอลไปเพียง 44.8 เปอร์เซนต์เท่านั้น

 

 

ส่วนเกมรอบรองชนะเลิศนัดแรกที่ ทีมชาติไทย บุกไปเสมอ มาเลเซีย ถึงสนาม บูกิต จาลิล 0-0 ถือเป็นเกมที่ ช้างศึก ครองบอลได้น้อยที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ โดยมีค่าเฉลี่ยครองบอลในเกมนี้เพียง 36.8 เปอร์เซนต์เท่านั้น แต่ก็ยังสามารถเก็บผลเสมอออกมาได้สำเร็จ แต่กับในเกมล่าสุด แม้ว่า ทีมชาติไทย จะมีสถิติการครองที่เหนือกว่า มาเลเซีย ด้วยสถิติ 52.5 ต่อ 47.5 เปอร์เซนต์ แต่กลับไม่ได้สร้างความอันตราย หรือสร้างความลำบากใจให้กับ มาเลเซีย ได้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมที่พลพรรค ช้างศึก เน้นการสาดไปข้างหน้า เพื่อพาบอลไปถึงพื้นที่อันตรายได้มากที่สุด แต่ก็เหมือนเป็นหมากที่คู่แข่งเตรียมตัวมารับมือเอาไว้แล้ว

 

 

ประตูตีเสมอที่ มาเลเซีย ทำได้จากลูกยิงไกลในช่วงครึ่งแรก หลายคนอาจมองว่าเป็นโชคดีของทัพ เสือเหลือง แต่หากสังเกตุดีๆจะเห็นได้ว่า ประตูดังกล่าวเกิดขึ้นจากการออกบอลของผู้รักษาประตู เพื่อดึงผู้เล่นทีมชาติไทยให้เข้ามาบีบพื้นที่ ก่อนจะหาโอกาสต่อบอลตามช่องเข้าไปทำประตู โดยใช้การเล่นเพียงไม่กี่จังหวะเท่านั้น และปิดท้ายด้วยการจบสกอร์ ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ ทีมชาติไทย ตั้งใจเอามาเล่นงานคู่แข่งโดยเฉพาะ แต่กลับโดนทีเด็ดทัพ เสือเหลือง ที่ย้อนกลับมาเล่นงาน ทีมชาติไทย เสียเอง

สำหรับเกมครึ่งหลังต้องยอมรับว่า แดนกลางของ ไทย แทบจะเก็บบอลจังหวะสองไม่ได้เลย แถมเป็นรองความขยันของทัพ เสือเหลือง แทบทุกจังหวะ ซึ่งในเมื่อเกมแดนกลางเราเก็บบอลไม่ได้ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการด้วยการรุกด้านข้าง แต่แบ็คทั้งสองฝั่งก็ไม่ได้เติมเกมรุกเพื่อบุกเต็มรูปแบบแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายของ มาเลเซีย ที่จะกางตำรารับมือเกมรุกของ ทีมชาติไทย ดังนั้นนี่คือโจทย์ข้อใหญ่ที่ มิโลวาน ราเยวัช ได้รับบทเรียนไปแล้ว และต้องทำการบ้านอย่างเร่งด่วน เพราะ รายการ เอเอฟซี เอเชียน คัพ 2016 ที่กำลังจะเริ่มในวันที่ 5 มกราคม 2019 อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายของกุนซือชาวเซอร์เบียนามว่า มิโลวาน ราเยวัช ก็เป็นได้

Comments