HEAD TO HEAD: ย้อนรอยช้างศึกฟัดเสือเหลืองก่อนเกมชี้ชะตารอบรอง ซูซูกิ คัพ 2018

ก่อนเกมรอบรองชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 นัดที่สอง จะเริ่มต้นขึ้น FOX Sports Thailand ขอพาคุณผู้ชมย้อนรอยการพบกันของ ช้างศึก และ เสือเหลือง จากอดีตกาลจนถึงปีจจุบัน โดยนับเฉพาะรายการของ AFF โดยไม่รวมกับการแข่งขัน ซีเกมส์ และ เอเชียนส์ เกมส์ ก่อนที่ทั้งสองทีมจะต้องมาเจอกันอีกครั้ง ในรายการชิงแชมป์อาเซียน 2018 รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง ณ  ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561

 

ไทเกอร์ คัพ 1996 ที่ ประเทศสิงคโปร์

เกมรอบแรกนัดที่ 3 ของทั้ง ทีมชาติไทย และ ทีมชาติมาเลเซีย โดนเกมนั้น เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ยิงประตูพา ไทย ขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 28 ก่อนจะถูก ไซนัล อบิดิน ยิงตามตีเสมอให้กับทัพ เสือเหลือง ก่อนจบเกมด้วยการเสมอกันไป 1-1 กอดคอกันผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศด้วยกันทั้งคู่ และหลังจากที่ทัพ ช้างศึก เอาชนะ เวียดนาม 4-2 ในรอบรองชนะเลิศ พวกเขาก็ต้องเข้ามาพบกับคู่ปรับเก่าอย่างทัพ เสือเหลือง ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนครั้งแรก

ก่อนที่ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ดาวรุ่งของทีมในเวลานั้นจะแจ้งเกิดด้วยการซัดประตูชัยสุดสวยพา ทีมชาติไทย ครองบัลลังแชมป์อาเซียนประเดิมเป็นสมัยแรกได้อย่างยิ่งใหญ่

 

ไทเกอร์ คัพ ปี 2000 ที่ประเทศไทย

เกมรอบรองชนะเลิศศึกชิงแชมป์อาเซียน เมื่อปี 2000 ลงเตะกันที่ ราชมังคลากีฬาสถาน โดยพลพรรค ช้างศึก ในตอนนั้นมีกุนซือชาวอังกฤษอย่าง ปีเตอร์ วิธ คุมทีม ซึ่งต้องนั้นต้องยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งยุครุ่งเรืองของ ทีมชาติไทย เพราะเต็มไปด้วยผู้เล่นฝีเท้าดีมากมายทั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตะวัน ศรีปาน สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ ซึ่งเกมนั้นทัพ ช้างศึก ต้อนเอาชนะทัพ เสือเหลือง 2-0 จากประตูของ ดูโอ ตีลังกาเก็บตะวัน เกียรติศักดิ์ นาทีที่ 30 และ ตะวัน หรือ ธชตวัน ในนาที่ 35 ก่อนพา ทีมชาติไทย คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ได้ในท้ายที่สุด

 

ไทเกอร์ คัพ ปี 2002 ที่ประเทศอินโดนีเซียและสิงคโปร์

2 ปีต่อมา ทีมชาติไทย ต้องมาป้องกันแชมป์อาเซียน ท่ามกลางความกดดันในฐานะทีมแชมป์เก่าที่ทุกชาติหมายหัวพร้อมสู้ตายเพื่อโค่นทัพ ช้างศึก ให้ได้ ซึ่งเกมในรอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 ทีมชาติไทย ต้องพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย ณ สนาม เกลัง ประเทศสิงคโปร์

โดยเกมนั้นแม้ว่า ขุนพลแดนสยาม จะออกนำไปก่อนจาก เทิดศักดิ์ ใจมั่น ในนาทีที่ 23 แต่ทัพ เสือเหลือง ก็มายิงคืนทีเดียว 3 ประตูรวดจาก ริซาล อาหมัด ช่วงท้ายครึ่งแรก เตงกู ฮาสมัน นาทีที่ 66 และประตูปิดท้ายจาก อินดรา ปูตรา ทำให้ มาเลเซีย เอาชนะ ไทย 3-1 อย่างไรก็ตาม ทีมชาติไทย สามารถป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ด้วยการดวลจุดโทษเอาชนะ อินโดนีเซีย ไปด้วยสกอร์ 6-4

 

เอเอฟเอฟ คัพ 2004 ที่ประเทศเวียดนาม และ ประเทศมาเลเซีย

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2004 ถูกจัดขึ้น ณ ประเทศเวียดนาม และ ประเทศมาเลเซีย โดยในรอบแบ่งกลุ่มนัดที่ ทีมชาติไทย ต้องโคจรมาพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นขุนพล ช้างศึก ต้องการแค่ผลเสมอเท่านั้น ก็จะผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ และก็เหมือนว่าทุกอย่างกำลังลงตัวเมื่อ ศรายุทธ ชัยคำดี ยิงให้ ไทย ออกนำไปก่อนในนาทีสุดท้ายครึ่งแรก

แต่กลับมากันต่อครึ่งหลังทัพ เสือเหลือง มาได้ 2 ประตูภายในระยะเวลา 2 นาทีจาก มูฮัมหมัด คาห์ลิด พา ทีมชาติมาเลเซีย พลิกแซงกลับมาเอาชนะ ทีมชาติไทย 2-1 พร้อมกับเขี่ยทัพ ช้างศึก จอดป้ายเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่ม ชนิดสะใจแฟนบอลทั้ง บูกิต จาลิล

 

เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2007 ที่ประเทศไทย และ สิงคโปร์

2 ปีถัดมาพลพรรค ช้างศึก ได้โอกาสชำระแค้นทัพ เสือเหลือง หลังถูกจับอยู่ร่วมสายเดียวกันในรอบแบ่งกลุ่ม โดยเกมนัดสุดท้ายของรอบแรก ทีมชาติไทย เปิดสนาม ศุภชลาศัย พบกับ มาเลซีย และก็เป็นแข้งจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่สามารถแก้แค้นได้สำเร็จ 1-0 จากประตูชัยของ โจ้ 5 หลา ศรายุทธ ชัยคำดี ในช่วงต้นครึ่งหลัง ซึ่งในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ทีมชาติไทย ทำดีที่สุดแค่ตำแหน่งรองแชมป์ หลังจากพ่าย ทีมชาติสิงคโปร์ ในรอบชิงชนะเลิศ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 2-3

 

เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2008 ที่ประเทศไทย และ อินโดนีเซีย

การพบกันอีกครั้งในเวทีอาเซียนของคู่ปรับอย่าง ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ รีด กับ ทีมชาติมาเลเซีย โดยเป็นเกมการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม ณ สนาม สุระกุล จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเกมนั้นพลพรรค ช้างศึก โชว์ฟอร์มโหดด้วยการถล่มทัพ เสือเหลือง ราบคาบ 3-0 โดยได้สามประตูจาก สุธี สุขสมกิจ นาทีที่ 23 และอีก 2 ประตูจาก ธีรศิลป์ แดงดา ในนาทีที่ 46 และ 76 อย่างไรก็ตาม ในปีนั้นก็ยังคงไม่ใช่ปีที่สุขสมหวังของ ทีมชาติไทย เมื่อพวกเขาพ่ายให้กับ ทีมชาติเวียดนาม ในรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 2 นัด 2-3 อกหักเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน

 

เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ที่ประเทศอินโดนีเซีย และ เวียดนาม

ศึกชิงแชมป์เอเชียอาคเนย์ในปี 2010 ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ ไบรอัน ร็อบสัน ถูกตั้งความหวังไว้มากกับการทวงบัลลังก์จ้าวอาเซียน โดยรอบแบ่งกลุ่ม ทีมชาติไทย ถูกจับอยู่ร่วมสายกับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ลาว โดยเกมแรก ไทย ทำได้แค่เสมอ ลาว 2-2 จึงต้องแบกรับความกดดันในการพบกับ เสือเหลือง ในเกมที่ 2 ซึ่งผลการแข่งขันก็ออกมาเสมอกันแบบไร้สกอร์ ก่อนที่ ช้างศึก จะจอดป้ายเพียงรอบแรกไปอย่างเจ็บปวด หลังแพ้ให้กับ อินโดนีเซีย ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม 1-2

 

เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ที่ ประเทศไทยและ มาเลเซีย

ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนอีกครั้งในปี 2012 ร่วมกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งแน่นอนว่าโจทย์สำคัญของพลพรรค ช้างศึก คือต้องการทำลายอาถรรพ์รายการนี้ให้ได้ เนื่องจากในเวลานั้นพวกเขาไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์เป็นเวลาถึง 10 ปี หรือนับเป็น 5 ครั้งของการแข่งขัน ซึ่งในปี 2012 ก็เช่นกัน เมื่อทีมของ วินฟรีด เชเฟอร์ ถูกยกให้เป็นเต็งแชมป์ในการแข่งขันนั้น

โดยเกมในรอบรองชนะเลิศ ทีมชาติไทย ต้องมาพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย อีกครั้ง ซึ่งเกมแรกทัพ ช้างศึก บุกเสมอที่ บูกิต จาลิล 1-1 ก่อนกลับมาเปิด ราชมังคลากีฬาสถาน เอาชนะไปได้ 2-0 จากประตูของ ธีรศิลป์ แดงดา และ ธีราทร บุญมาทัน แต่ในท้ายที่สุด วินฟรีด เชเฟอร์ ก็พาทีมชาติไทย ล้างอาถรรพ์ไม่สำเร็จ เมื่อทำได้แค่รองแชมป์จากการพ่าย สิงคโปร์ ในรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 2-3

 

เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 ที่ ประเทศสิงคโปร์ และ เวียดนาม

2 ปีต่อมาพลพรรค ช้างศึก ของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เจอกับ มาเลเซีย ตั้งแต่รอบแรก และก็สามารถเอาชนะไปได้ 3-2 ซึ่งเกมนั้นเป็นการเล่นกันที่ประเทศสิงคโปร์ ก่อนที่ทั้งสองทีมจะเข้ามาเจอกันอีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่ง ซิโก้ เคยผ่านการคว้าแชมป์มาแล้วในสมัยเป็นนักเตะพาขุนพลแดนสยามเปิด ราชมังคลากีฬาสถาน พิชิต เสือเหลือง ไปได้ก่อน 2-0 จากจุดโทษของ ชาริล ชัปปุยส์ ในนาทีที่ 72 และอีกหนึ่งประตูจาก เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ในนาทีที่ 86 ส่งผลให้ ทีมชาติไทย กุมความได้เปรียบในการบุกไปเยือน บูกิต จาลิล ในเกมที่ 2

เกมที่ 2 เริ่มไปเพียง 7 นาที ผู้ตัดสิน อาลีเรซ่า ซากานี่ ชาวอิหร่านก็มอบจุดโทษให้กับเจ้าถิ่นและเป็น ซาฟิค ราฮิม ที่สังหารเข้าไปจุดประกายความหวังให้กับทัพ เสือเหลือง ก่อนที่ช่วงท้ายครึ่งแรก มาเลเซีย ก็มาได้ประตูที่ต้องการ จากลูกโหม่ง อินดรา ปูตรา สกอร์รวมมาเสมอกันที่ 2-2

เข้าสู่ครึ่งหลังสถานการณ์ของ ทีมชาติไทย ต้องมาย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อถูก ซาฟิค ราฮิม ซัดฟรีคิกพาทีมนำห่าง 3-0 และสกอร์รวมนำเป็น 3-2 อย่างไรก็ตามปาฏิหาริย์ก็มาเกิดกับ ทีมชาติไทย เมื่อ สารัช อยู่เย็น ยิงฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษ ผู้รักษาประตูมาเลเซีย ปัดมาเข้าทาง ชาริล ชัปปุยส์ ยิงเข้าไปเป็นประตูสำคัญที่เอาคนไทยเฮลั่นกันทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีประตูปิดท้ายจาก ชนาธิป สรงกระสินธ์ พาทีมชาติไทยคว้าแชมป์อาเซียนครั้งแรกในรอบ 12 ปีได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยสกอร์รวม 4-3

 

 

เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 

 

เกมรอบรองชนะเลิศนัดแรกที่ ทีมชาติไทย จะต้องโคจรมาพบกับ ทีมชาติมาเลเซีย อีกครั้ง ณ สนามอาถรรพ์ของทัพ ช้างศึก อย่าง บูกิต จาลิล ซึ่งเกมนี้พลพรรค เสือเหลือง เป็นฝ่ายที่ปูพรมเปิดเกมรุกใส่ ทีมชาติไทย อย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถเจาะแผงหลัง ทีมชาติไทย เข้าไปทำประตูได จบเกมเสมอกันไปแบบไร้สกอร์ 0-0 ต้องมาชี้ชะตาในเกมรอบรองชนะเลิศนัดที่สอง ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561

Comments