สงบสยบทุกอย่าง : เมื่อ “ราเยวัช” ขอใช้ผลงานตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ ภูเขาลูกใหญ่ ที่ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทย ได้ยกออกจากอกของตัวเอง หลังจากที่พาพลพรรค ช้างศึก เดินหน้าฝ่ามรสุมเสียงวิพากย์วิจารณ์ด้วยการ สอนบอล ทีมชาติสิงคโปร์ ของ ฟานดี้ อาหมัด 3-0 แบบที่เรียกได้ว่าทรงฟุตบอลเทียบกันไม่ได้

ชัยชนะในเกมล่าสุดของ ทีมชาติไทย ชี้ให้เห็นอะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะแนวทางการเล่นที่สะท้อนความเป็นตัวตนของกุนซืออย่าง ลุงมิโล ที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองได้เป็นอย่างดี โดยไม่ได้แคร์กระแสแฟนบอลบางส่วนที่เร่งเร้าให้พลรรค ช้างศึก เล่นเอามัน สะใจคนดู เลยแม้แต่น้อย เพราะเขาคือ แม่ทัพ ที่พร้อมจะยืดอกรับผิดชอบ หากผลงานไม่เป็นไปตามเป้า แต่ในเมื่อผลงานของทัพ ช้างศึก มันสวยหรู นายใหญ่ชาวเซอร์เบียรายนี้ ก็สมควรได้รับเครดิตและคำชื่นชมไปเต็มๆเหมือนกัน

 

จาก 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม ราเยวัช ถูกถล่มด้วยข้อหาเล่นเกมรับมากเกินไป ทั้งที่เจอกับทีมที่เป็นรอง แต่ถ้าหากมองข้ามชอตไปยัง ทัวร์นาเม้นต์ เอเชียน คัพ 2019 ในช่วงต้นปีหน้า เราคงไม่มีเวลามากพอในการเปลี่ยนจากบอลเกมบุกในระดับ อาเซียน มาเป็นบอลเน้นรับในระดับเอเชีย ดังนั้นกุนซืออย่าง ราเยวัช คงรู้ดีว่านี่คือทัวร์นาเม้นต์ที่จะทดลองแท็คติก และรูปแบบการเล่นใหม่ๆกับ ทีมชาติไทย ในเวอร์ชั่นที่ไร้ 4 สตาร์จากญี่ปุ่นและเบลเยี่ยม

 

 

เพียงแต่ว่าการทดลองในครั้งนี้ เป็นการทดลองที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด เพราะมันคือศรัทธาและความหวังของคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อฟุตบอลไทย อย่างไรก็ตามมันย่อมต้องใช้เวลาในการซึมซับแท็กติกใหม่ ซึ่งถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่า ทีมชาติไทย ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆสำหรับแนวคิดและวิธีการเล่นใหม่ที่นายใหญ่รายนี้นำมามอบให้ การเล่นเกมรับเป็นพื้นฐาน ล่อลวงคู่แข่งให้ขึ้นมาไล่ ขึ้นมาบีบเพื่อเป็นการเปิดพื้นที่หลังบ้าน และยังเพิ่มถ่างช่องว่างในการโจมตีของ ทีมชาติไทย มากขึ้น

 

 

การได้กลับมาเล่นกับ เดอะ ไลอ้อนส์ ใน ราชมังคลากีฬาสถาน ท่ามกลางความกดดัน หลังจากที่ทำได้แค่บุกไปเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 ในเกมก่อนหน้านั้น ไม่ได้สร้างความไขว้เขวกับแนวทางของ ราเยวัช เลยแม้แต่น้อย แถมกุนซือรายนี้ยังเค้นฟอร์มของลูกทีมออกได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในแผงกองกลางที่ปลุกเสก สรรวัชญ์ เดชมิตร ขึ้นมาได้อย่างโดดเด่นผิดหูผิดตา ด้วยรูปแบบการเล่นรับแล้วโต้ ซึ่งดูไปดูมามันก็คล้ายกับทรงฟุตบอลของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่พา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แบบช็อคโลกเมื่อ 2 ปีก่อน

ดังนั้นทรงฟุตบอลที่เปลี่ยนไปของทีมชาติไทย ไม่ได้หมายความว่า เล่นเกมรับแล้วคุณภาพฟุตบอลจะลดน้อยลง แต่ยังเป็นสร้างความแตกต่างเพิ่มตัวเลือกในสไตล์การเล่นของตัวเอง ซึ่งเกมล่าสุดกับ สิงคโปร์ แม้ว่าจะถูกเสียงวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ ราเยวัช ก็ยังยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง โดยแผงกองหลังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเติมเกมบุกไปข้างหน้า และยิ่งมาได้ประตูออกนำตั้งแต่ 11 นาทีแรกจึงถือเป็นการ เข้าทาง ทีมชาติไทย ที่พร้อมจะเคาะบอลไปมาระหว่างแผงหลัง และแผงกองกลางเพื่อให้คู่ต่อสู้เข้ามาบีบ

 

 

ในขณะที่เดียวผู้เล่นในแดนบนก็พร้อมที่จะฉวยโอกาสเปลี่ยนจังหวะจากการครองบอลในเกมรับ มาเป็นการฉวยโอกาสบุกโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าหากทีมชาติไทย บุกขึ้นในแดนคู่ต่อสู้เมื่อไหร่จะต้องจบลงด้วยการยิงประตู จะเข้าไม่เข้าก็อีกเรื่อง แต่ขอให้ได้จบสกอร์ๆไว้ก่อน เพื่อป้องกันการโต้กลับของคู่แข่งไปในตัว ซึ่งการเล่นแบบนี้ หากฝึกให้คุ้นชิน ก็สามารถต่อยอดไปเล่นกับทีมที่เหนือกว่าในรายการ เอเชียน คัพ 2019 ในช่วงต้นปีหน้าด้วย

นอกจากนี้การสลับเปลี่ยนหมุนเวียนผู้เล่นก็ทำได้อย่างลงตัว การใช้ มิก้า ชูนวลศรี ที่โดดเด่นในเกมรับลงสนามเป็นแบ็คขวา เป็นสิ่งที่่ช่วยตอกย้ำปรัชญาฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช ได้เป็นอย่างดี เพราะคิดง่ายๆหากทีมของคุณไม่เสียประตู แน่นอนล้านเปอร์เซนต์ว่าทีมของคุณย่อมไม่มีทางแพ้ ซึ่งการครองบอลในแดนตัวเอง กับ การขึงเกมรุกในแดนคู่ต่อสู้ จริงๆแล้วไม่ได้มีอะไรถูกอะไรผิด แต่มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการเลือกใช้กลยุทธ์ในการเล่นของแต่ละเกมมากกว่า

 

 

ซึ่งในทัวร์นาเม้นต์ในระดับ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในอดีตที่ผ่านมา ทีมชาติไทย มักเป็นฝ่ายปูพรมเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งแบบเมามัน ในขณะที่คู่ต่อกรก็มาเล่นเกมรับเต็มรูปแบบในการพบกับ ทีมชาติไทย แต่สำหรับครั้งนี้มันไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะ ทีมชาติไทย เพิ่มออปชั่นให้กับตัวเองด้วยการปล่อยให้คู่แข่งครองบอลและเปิดเกมรุกเข้าใส่ โดยใช้การโจมตีแบบสายฟ้าแลบเข้าเล่นงาน ซึ่งด้วยโจทย์ของ ทีมชาติไทย ที่ต้องแชมป์สถานเดียว กับประสบการณ์ของ ราเยวัช ที่เน้นผลการแข่งขัน จึงอาจเป็นไปได้ว่า การบุกเยือนไป มาเลเซีย ในรอบรองชนะเลิศ นัดแรก รูปเกมอาจออกมาแบบค่อนข้างอึดอัด

 

 

ดังนั้นการเก็บผลเสมอออกจาก บูกิต จาลิล จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะอย่าลืมว่าการบุกไปเยือนถิ่น เสือเหลือง ท่ามกลางแฟนบอลที่แห่มาซื้อตั๋วกันเต็มความจุ 87,000 ที่นั่ง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายของพลพรรค ช้างศึก อย่างแน่นอนโดยที่ผ่านมา ราเยวัช ก็ไม่ได้ตอบโต้หรือชี้แจงอะไรมากมายเกี่ยวกับสไตล์การเล่นของ ทีมชาติไทย เพียงแต่ให้ผลงานและผลการแข่งขัน เป็นสิ่งที่สยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยตัวของมันเองก็เท่านั้น

 

 

เพราะถ้าหากท้ายที่สุด ทีมชาติไทย สามารถไปถึงแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ ได้ มันก็หมายความว่า ทีมชาติไทย บรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้ และยังเป็นการต่อยอดไปสู่ทัวร์นาเม้นต์ระดับเอเชีย ซึ่งนั่นจะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญยิ่งกว่าว่า ทีมชาติไทย ของคนไทยทั้งประเทศ ก้าวข้ามผ่านเวทีระดับอาเซียนโดยสมบูรณ์แบบแล้วหรือยัง

 

สำหรับศึกฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ทีมชาติมาเลเซีย จะเปิดสนาม บูกิต จาลิล พบกับ ทีมชาติใน วันที่ 1 ธันวาคม 2561 ส่วนเกมนัดที่ 2 ทีมชาติไทย จะเปิด ราชมังคลากีฬาสถาน พบกับทัพ เสือเหลือง ในวันที่ 5 ธันวาคม นี้

Comments